‘ชื่อญี่ปุ่น แต่เจ้าของเป็นคนไทย’ 14 ปี KAMU KAMU จากร้านคีออส 4 ตร.ม. สู่เป้า 300 สาขา เตรียมพาชานมไทยบุกมาเลเซีย–ญี่ปุ่น–จีน ถ้าไม่บอก หลายคนคงคิดว่า “KAMU KAMU” คือแบรนด์ชานมจากญี่ปุ่น แต่ความจริงคือ
แบรนด์นี้เป็นของคนไทย 100% และกำลังเดินเกมใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
จากวิศวกรไอที สู่นักปั้นชานม
- ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน “แทน – ทินกฤต สินทัตตโสภณ” อดีตวิศวกรสายไอทีที่ทำงานประจำมาตลอดชีวิต ตัดสินใจลาออกจากงานตอนอายุ 35 ปี เหตุผลไม่หวือหวา ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของเชนใหญ่ แค่อยากหาธุรกิจเล็กๆ ทำเป็น
งานอดิเรก
- ด้วยความที่ชอบดื่มชาเป็นทุนเดิม และมีเพื่อนชาวญี่ปุ่น แทนเห็นโอกาสของ “มัทฉะ” ที่ตอนนั้นคนไทยยังไม่คุ้น ใช้เวลาเพียง 1 เดือน พัฒนาคอนเซปต์ร้าน และเปิดตัว “KAMU KAMU” ทันที
สาขาแรก 4 ตารางเมตร ที่อโศก
- KAMU KAMU สาขาแรก เปิดที่ตึก Interchange 21 ย่านอโศก เป็นคีออสเล็กๆ เพียง
4 ตารางเมตร
- ช่วงแรกก็ไม่ได้หวือหวา แต่เริ่มมีลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปาก ผ่านไปเพียง 6 เดือน แทนตัดสินใจเปิดสาขา 2 และ 3 ที่ All Seasons Place และตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์ จากจุดนี้เอง ที่คำว่า “งานอดิเรก” เริ่มไม่ใช่คำจำกัดความของแบรนด์อีกต่อไป
มัทฉะ – ไมโลโรงเรียน อาวุธลับติดจรวด
- แทนเล่าว่า โจทย์แรกของการทำร้านนี้ คืออยากพิสูจน์สมมติฐานของตัวเองว่า
ร้านชานมไม่ใช่ธุรกิจแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว
- KAMU KAMU เลือกเริ่มจาก “มัทฉะ” ในยุคที่คนไทยคุ้นกับชาเขียวนม หรือชาเขียวใส แต่ยังไม่ชินกับมัทฉะรสฝาด ขมนิดๆ มีตะกอนติดก้นแก้ว
- จากนั้น เมนูที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็ตามมา “Old School Chocoa” หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “ไมโลโรงเรียน”
ไอเดียคืออยากทำเครื่องดื่มที่พาให้นึกถึงวัยเด็กผลลัพธ์คือ ลูกค้าที่ลองดื่ม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รสชาติเหมือนไมโลโรงเรียนมาก”
วันนี้ 191 สาขา และยังไม่หยุด
- ปัจจุบัน KAMU KAMU มีทั้งหมด
191 สาขา
- บริหารเอง (Master Franchise) 85%
- แฟรนไชส์ซี 15%
หลังทำแบรนด์มาได้ราว 3 ปี เริ่มมีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่คือ “ลูกค้า” ที่ดื่มแล้วชอบ จนอยากเปิดร้านเอง ทำให้บริษัทต้องจ้างที่ปรึกษามาวางระบบแฟรนไชส์อย่างจริงจัง
เป้าหมายใหม่: 300 สาขา และออกนอกประเทศ
- เป้าหมายในอีก
3 ปีข้างหน้า KAMU KAMU วางแผนขยายเป็น
300 สาขา ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เตรียมบุก
มาเลเซีย – ญี่ปุ่น – จีน
พร้อมกันนี้ ยังมีแผน
- แตกแบรนด์ลูก
- สร้างแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม
- ขยายพอร์ตนอกเหนือจากชานม
ที่มา
bangkokbiznews
KAMU KAMU ชื่อญี่ปุ่น แต่เจ้าของเป็นคนไทย 14 ปี จากร้านคีออส 4 ตร.ม. สู่เป้า 300 สาขา
จากวิศวกรไอที สู่นักปั้นชานม
- ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน “แทน – ทินกฤต สินทัตตโสภณ” อดีตวิศวกรสายไอทีที่ทำงานประจำมาตลอดชีวิต ตัดสินใจลาออกจากงานตอนอายุ 35 ปี เหตุผลไม่หวือหวา ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของเชนใหญ่ แค่อยากหาธุรกิจเล็กๆ ทำเป็น งานอดิเรก
- ด้วยความที่ชอบดื่มชาเป็นทุนเดิม และมีเพื่อนชาวญี่ปุ่น แทนเห็นโอกาสของ “มัทฉะ” ที่ตอนนั้นคนไทยยังไม่คุ้น ใช้เวลาเพียง 1 เดือน พัฒนาคอนเซปต์ร้าน และเปิดตัว “KAMU KAMU” ทันที
สาขาแรก 4 ตารางเมตร ที่อโศก
- KAMU KAMU สาขาแรก เปิดที่ตึก Interchange 21 ย่านอโศก เป็นคีออสเล็กๆ เพียง 4 ตารางเมตร
- ช่วงแรกก็ไม่ได้หวือหวา แต่เริ่มมีลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปาก ผ่านไปเพียง 6 เดือน แทนตัดสินใจเปิดสาขา 2 และ 3 ที่ All Seasons Place และตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์ จากจุดนี้เอง ที่คำว่า “งานอดิเรก” เริ่มไม่ใช่คำจำกัดความของแบรนด์อีกต่อไป
มัทฉะ – ไมโลโรงเรียน อาวุธลับติดจรวด
- แทนเล่าว่า โจทย์แรกของการทำร้านนี้ คืออยากพิสูจน์สมมติฐานของตัวเองว่า ร้านชานมไม่ใช่ธุรกิจแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว
- KAMU KAMU เลือกเริ่มจาก “มัทฉะ” ในยุคที่คนไทยคุ้นกับชาเขียวนม หรือชาเขียวใส แต่ยังไม่ชินกับมัทฉะรสฝาด ขมนิดๆ มีตะกอนติดก้นแก้ว
- จากนั้น เมนูที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็ตามมา “Old School Chocoa” หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “ไมโลโรงเรียน”
ไอเดียคืออยากทำเครื่องดื่มที่พาให้นึกถึงวัยเด็กผลลัพธ์คือ ลูกค้าที่ลองดื่ม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รสชาติเหมือนไมโลโรงเรียนมาก”
วันนี้ 191 สาขา และยังไม่หยุด
- ปัจจุบัน KAMU KAMU มีทั้งหมด 191 สาขา
- บริหารเอง (Master Franchise) 85%
- แฟรนไชส์ซี 15%
หลังทำแบรนด์มาได้ราว 3 ปี เริ่มมีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่คือ “ลูกค้า” ที่ดื่มแล้วชอบ จนอยากเปิดร้านเอง ทำให้บริษัทต้องจ้างที่ปรึกษามาวางระบบแฟรนไชส์อย่างจริงจัง
เป้าหมายใหม่: 300 สาขา และออกนอกประเทศ
- เป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า KAMU KAMU วางแผนขยายเป็น 300 สาขา ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เตรียมบุก มาเลเซีย – ญี่ปุ่น – จีน
พร้อมกันนี้ ยังมีแผน
- แตกแบรนด์ลูก
- สร้างแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม
- ขยายพอร์ตนอกเหนือจากชานม
ที่มา bangkokbiznews