พฤติกรรมซนในเด็ก...ปกติของวัยหรือเป็น “โรคซนสมาธิสั้น”?


          เด็กซน ขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองมักกังวลว่าเป็นเพียงพฤติกรรมตามพัฒนาการ หรือเป็นสัญญาณของ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน และอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ อารมณ์ และการเข้าสังคม

ทำไมเด็กถึง “ซน”?

แผนภูมิ แสดงปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุของอาการซนในเด็กปฐมวัย

โรคซนสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD)
          โรคซนสมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมอง ที่ประกอบด้วยอาการหลัก 3 อย่าง (Core symptoms) คือ อาการซน (Hyperactivity), อาการขาดสมาธิ (Inattention) และอาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) โดยที่อาการที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ การเข้าสังคม พฤติกรรม อารมณ์ และความสำเร็จทางด้านการศึกษา
 
          พบว่าอุบัติการณ์ของโรคซนสมาธิสั้นพบได้ประมาณ 8-10% ในเด็กวัยเรียน (จากการศึกษาในปี 2012 Thai National Survey)  โดยพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง อัตราส่วนประมาณ 3:1

สาเหตุของโรคที่ทำให้พบภาวะซนสมาธิสั้นมากขึ้น  
          - เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

               🔶 1. ปัจจัยทางพันธุกรรม
               พบว่าถ้ามีพ่อหรือแม่ หรือ พี่น้อง เป็นโรคนี้ในครอบครัว มีโอกาสที่ลูกคนถัดไปจะพบภาวะนี้ได้มากกว่าประชากรทั่วไป 30-50%

               🔶 2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางครอบครัวและการเลี้ยงดู
               ปัจจัยทางครอบครัวและการเลี้ยงดู ความเครียดในครอบครัว สิ่งเร้าที่มากเกินไป ล้วนมีผลให้เด็กมีแนวโน้มของอาการซนสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้น

การทำงานของสมองในเด็กสมาธิสั้น
          จากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีภาวะซนสมาธิสั้นมีความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของสมองบริเวณ Prefrontal Cortex, Basal ganglia และ Cerebellum รวมทั้งมีปริมาตรรวมของสมองน้อยกว่าเด็กทั่วไป ร่วมกับการทำงานที่ผิดปกติของสารนำประสาทด้วย เช่น มีการลดลงของ dopamine ในสมอง



อาการแบบไหนอาจเป็น "โรคซนสมาธิสั้น (ADHD)"
          1. อาการขาดสมาธิ (Inattention)
               🔷 ไม่สามารถจดจ่อกับรายละเอียดหรือเลินเล่อในกิจกรรมที่โรงเรียน การทำงานหรือกิจกรรมอื่น
               🔷 มักมีความลำบากในการคงสมาธิในการประกอบการงานหรือเล่น
               🔷 มักดูเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนอยู่
               🔷  มักทำตามคำสั่ง  งานที่โรงเรียน  งานบ้าน  หรือหน้าที่ในที่ทำงานไม่ครบ (โดยไม่ได้เกิดจาก    พฤติกรรมต่อต้านหรือไม่เข้าใจคำสั่ง) 
               🔷 มักมีความลำบากในการจัดระบบงานหรือกิจกรรม
               🔷 มักเลี่ยง  ไม่ชอบ  หรือลังเลที่จะร่วมในงานที่ต้องการความใส่ใจพยายาม (เช่นงานที่โรงเรียน หรือการบ้าน)
               🔷 มักทำของที่จำเป็นต่องานหรือกิจกรรมหาย (เช่น ของเล่น สมุดจดการบ้าน  ดินสอ  หนังสือ  หรือเครื่องมือ) หรือ มักหลงลืมงานประจำวัน
               🔷 มักวอกแวกจากสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย

          2. อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)
               🔷 มือ เท้า มักยุกยิก นั่งไม่ติดเก้าอี้ หรือมักลุกจากที่นั่งในห้องเรียนหรือสถานการณ์อื่นที่ต้องนั่งกับที่
               🔷 มักวิ่ง  หรือปีนป่ายอย่างมาก  ในที่ที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ (ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ อาการอาจมีเพียงรู้สึกอยู่นิ่งไม่ได้)
               🔷 ยากที่จะเล่นหรือทำกิจกรรมอดิเรกต่างๆ อย่างเงียบๆ “พร้อมที่จะไป” หรือทำเหมือน “ติดเครื่องยนต์”
               🔷 พูดมากเกินควร
               🔷 ประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม แบบสอบถามประเมินอาการของโรคซนสมาธิสั้น และประเมินว่ามีโรคร่วมตามที่กล่าวไปข้างต้นหรือไม่ เช่น ปัญหาการเรียน

ตารางเปรียบเทียบ เด็กซนปกติ VS เด็กสมาธิสั้นจริง

(ในเด็กเล็กอาจต้องแยกว่าเป็นลักษณะซนตามวัยหรือมีภาวะโรคซนสมาธิสั้น)



เมื่อไหร่ควรพาเด็กพบแพทย์?
               🔶 ซนมากผิดปกติเมื่อเทียบกับวัย
               🔶 มีผลต่อการเรียน การเข้าสังคม หรือพฤติกรรม
               🔶 ครูหรือผู้ปกครองหลายคนสังเกตเห็นปัญหาเหมือนกัน
               🔶 มีอาการในหลายสถานที่ เช่น ทั้งที่บ้านและโรงเรียน
แนวทางการรักษาและช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะซนสมาธิสั้น
          การรักษาโรคซนสมาธิสั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีภาวะพื้นฐานทางครอบครัวและโรงเรียนที่แตกต่างกัน  โดยการรักษาจะเน้นความร่วมมือกันระหว่างเด็ก  บิดามารดา และทางโรงเรียนเป็นหลัก

การปรับพฤติกรรม (Behavioral interventions)
          เป็นการปรับการเลี้ยงดูเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ โดยมีหลักการคือ การตั้งจุดมุ่งหมายเฉพาะที่เด็กสามารถพอจะทำได้จริง   ร่วมกับการให้แรงเสริมทางบวก (positive reinforcement) และมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ

ตัวอย่างวิธีการในการปรับพฤติกรรม
          - มีการจัดตารางเวลาที่เหมาะสมในแต่ละวัน
               🔶 ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย: ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, ปวดศีรษะ, พฤติกรรมกระสับกระส่าย

          - กลุ่มยาที่ไม่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมองและประสาทส่วนกลาง อาจพิจารณาใช้ หากผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาในกลุ่มแรกได้ เช่น ยาในกลุ่ม Anti-psychotic เพื่อลดปัญหาพฤติกรรม หรือ ยากลุ่มลดความดัน เช่น Clonidine ก็สามารถพิจารณาให้ในเด็กซนสมาธิสั้น ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
การติดตามการรักษา
          ในช่วงแรกของการรักษาด้วยยาการติดตามการรักษามีความจำเป็นต้องได้รับการนัดติดตามอย่างใกล้ชิดประมาณ 2-4  สัปดาห์ในช่วงแรก เพื่อปรับขนาดยาและระวังผลข้างเคียงของยา ในช่วงที่ปรับยาจนได้ขนาดที่คงที่แล้วการติดตามการรักษาอาจทำทุก 1-3 เดือน



FAQ คำถามที่พบบ่อย
❓: เด็กซนแบบไหนถือว่าปกติ?
✅: เด็กเล็กโดยเฉพาะวัย 2–5 ปี ซนเยอะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าซนมากจนควบคุมไม่ได้ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรตรวจประเมิน
 
❓: ADHD รักษาหายไหม?
✅: อาการควบคุมได้ดีมากด้วยการรักษาที่เหมาะสม เด็กจำนวนมากดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อโตขึ้น
 
❓: มือถือทำให้สมาธิสั้นไหม?
✅: ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่เพิ่มความวอกแวก ทำให้ควบคุมสมาธิยากขึ้น
 
❓: ลูกพูดช้าจะเกี่ยวกับสมาธิสั้นไหม?
✅: อาจมีความเกี่ยวข้องหรืออาจเป็นพัฒนาการล่าช้า ควรประเมินทั้งสองด้าน
 
❓: ควรพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อไหร่?
✅: เมื่ออาการรบกวนการเรียน การเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นอยู่นานเกิน 6 เดือน ในหลายสถานการณ์

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่