เมื่อเพื่อนถูกชวนไปงานเลี้ยงปีใหม่ของกลุ่มขายตรง อว.

เท้าความก่อนว่า เพื่อนเราเป็นผู้หญิงที่หัดเล่นกีตาร์มาได้ระยะหนึ่งค่ะ แล้วมีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่เล่นกีตาร์เหมือนกัน เพื่อนผช.คนนี้ทำอว. เป็นอาชีพหลัก  เขาได้มาชวนเพื่อนเราให้ไปเล่นดนตรีด้วยกันในงานเลี้ยงปีใหม่ของเพื่อนๆ ของเขา ตอนแรกเพื่อนเราก็ยังไม่รู้ชัดว่าเป็นงานเลี้ยงของใคร แต่มารู้ทีหลังว่าเป็นงานเลี้ยงปีใหม่ของอัพไลน์ ดาวไลน์ อว. ของผช. คนนั้น เป็นงานไม่ใหญ่ มีสมาชิกราวๆ ยี่สิบคน

สถานที่จัดงานคือบ้านหลังนึงในจ.ทางภาคอีสานที่ชื่อขึ้นต้นด้วยอักษรตัวที่ 2 ของภาษาไทย เป็นบ้านของแม่ทีม

เพื่อนเราลืมบอกเพื่อนผช. ไว้ก่อนเรื่องการศึกษาและอาชีพ เพราะนางมีปริญญามากกว่า 1 ใบ เวลาไปที่ไหนก็จะเลือกบอกตามสถานการณ์ ถ้าไม่อยากให้ใครสนใจนาง หรือต้องการเห็นธาตุแท้ของคนให้มากหน่อย นางจะเลือกบอกว่านางจบการจัดการและทำอาชีพขายประกันค่ะ (ซึ่งนางไม่ได้โกหกนะ นางทำอยู่จริงๆ เป็นอาชีพเสริม) 

แต่เนื่องจากนางมีปริญญาสายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้วย พอไปถึงงานปุ๊ปเพื่อนผช.คนนั้นก็แนะนำกับคนในงานทันทีว่านี่คือ “คุณหมอ” เพื่อนเรานางเซ็งมากแต่ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่นั่งรักษามารยาท รอเวลาขึ้นไปเล่นกีตาร์

ระหว่างนั้นก็มีกิจกรรมมากมาย มีหลายๆ คนขึ้นไปจับไมค์พูดข้างหน้า แล้วก็มีคนนึงพูดออกไมค์ว่า “วันนี้ก็เป็นงานเลี้ยงปีใหม่ของพวกเรา ทุกคนในที่นี้ก็เป็นคนดีกันทั้งนั้น” แล้วคุณป้าคนนึงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ดูน่าจะอาวุโสที่สุดในงาน (เจ็ดสิบกว่า) ก็พูดขึ้นมาว่า “คนทำอว. ดีทั้งนั้นแหละ คนที่ไม่ทำน่ะ ไม่ค่อยดี” คนอื่นๆ ในโต๊ะก็เงียบ ไม่มีใครว่าอะไร เพื่อนเราเริ่มอึดอัดละ ถึงขึ้นต้องลดค่าความเป็นคนกันเลยเหรอ 

และนางสังเกตเห็นว่า คนในงานบางทีก็ไม่คุยกันด้วยการเรียกชื่อ แต่จะเรียกกันว่า อัพไลน์ ดาวไลน์ ส่วนเจ้าของบ้านคือแม่ทีม ส่วนบทสนทนาที่ได้ยินบ่อยมากคือ เมื่อไหร่จะได้เป็นเพชร

สมาชิกคนหนึ่งในงาน เตรียมซองจดหมายมา แล้วตัดกระดาษเป็นแผ่นๆ ให้ทุกคนได้เท่าจำนวนคนในงาน แจกดินสอให้ทุกคนพร้อมซองคนละอัน ให้เขียนชื่อไว้หน้าซอง แล้วส่งวนกันรอบโต๊ะ พอได้ซองที่เป็นชื่อของใคร ให้เขียนเรื่องดีๆ หรือคำชม หรือให้กำลังใจคนนั้น แล้วใส่ซองส่งต่อ จนในที่สุดซองของทุกคนก็จะวนกลับมาหาเจ้าของ

เพื่อนเราผู้ซึ่งไม่รู้จักใครในงาน ต้องคอยกระซิบถามเพื่อนผช. ว่าซองชื่อนี้เป็นของใคร แล้วหันไปดูหน้าเจ้าของชื่อเพื่อหาจุดดีอะไรก็ได้มาชม

จากนั้นก็ให้เปิดซองกันเดี๋ยวนั้นเลย มีผู้โชคดี(ร้าย?) บางคนถูกเลือกขึ้นไปยืนข้างหน้า ซองถูกเปิด หยิบกระดาษออกมาทีละแผ่นอ่านออกไมค์ต่อหน้าทุกคน ตัวอย่างก็เช่น

คนอ่าน - (หยิบกระดาษจากในซองออกมาอ่าน) สวย น่าร้ากกกก
คนในงาน - เฮ
คนอ่าน - (หยิบกระดาษแผ่นต่อไป) จิตใจดี
คนในงาน - เฮ
คนอ่าน - (หยิบกระดาษ) เป็นคนน่ารัก
คนในงาน - เฮ
แล้วก็เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระดาษหมดซอง แล้วคนต่อไปก็ถูกเรียกขึ้นมาเปิดซองต่อ

เพื่อนเรา - ……..

คนที่เตรียมกิจกรรมนี้ ขึ้นไปจับไมค์แล้วอธิบายว่าเขาเรียนจบบริหารมา มันจะมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งสิ่งที่อยู่ในซองที่เพื่อนๆ เขียนให้ ก็คือจุดแข็ง (S) ของทุกคน

เพื่อนเรา - …. (มันไม่ใช่อะ มันไม่ช่ายยย คุณเอาเครื่องมือวิเคราะห์ทางธุรกิจที่หยาบมากๆ มาวัดมนุษย์แบบนี้ มันคนละบริบทเลย และเอาแค่เครื่องมือวิเคราะห์ทางธุรกิจ ปัจจุบันก็มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ดีกว่า SWOT ตั้งไม่รู้กี่อย่าง แถมการเรียกคนออกไปเปิดซองอ่านต่อหน้าทุกคนก็เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว กิจกรรมแบบนี้ควรให้เจ้าของซองเปิดเอง)

จากนั้น คุณป้าที่พูดว่าคนทำอว. ดีทุกคน คนที่ไม่ทำไม่ค่อยดี ก็เอาของขวัญมาแจกสมาชิกผู้หญิงในงาน เป็นผ้าถุงแบบกระโจมอกซึ่งคุณป้าเย็บสายคล้องไหล่ติดให้ด้วย ใส่เป็นเดรสได้เลย ผู้หญิงทุกคนได้ไปคนละผืน เพื่อนเราเห็นท่าไม่ดีก็รีบพุ่งตัวไปเข้าห้องน้ำในตัวบ้าน (งานจัดอยู่ลานหน้าบ้าน) ล้างมือล้างไม้ สงบจิตใจ แล้วหาจังหวะเดินออกมาอีกครั้ง

สิ่งที่นางกลัวเกิดขึ้นจริงค่ะ ผู้หญิงทุกคนใส่ผ้าถุงกระโจมอกหลากสี กำลังออกไปเต้น+ร้องเพลงอยู่หน้าเวที มีคนในงานสังเกตุเห็นว่าเพื่อนเราเดินออกมาแล้ว คุณป้าคนนั้นพุ่งตัวมาหาและยัดผ้ากระโจมอกใส่มือให้หนึ่งผืน เพื่อนเรายิ้มแห้งๆ รับไว้ตามมารยาท แล้วพุ่งตัวไปที่กระเป๋า เตรียมกลับทันที แต่ผู้ชายคนหนึ่งในงาน (ซึ่งเพื่อนผช. แนะนำว่าเป็นผู้บริหารของเครือข่ายมือถือเจ้าหนึ่ง เราเดาว่าเป็นผจก.สาขา) รีบถามเพื่อนเราว่า “สะดวกไหมครับ” (หมายถึง สะดวกใส่กระโจมอก แล้วออกไปเต้นให้พวกกุถ่ายคลิปลงติ๊กต่อกไม้?)

เพื่อนเรา - (ยิ้มแห้งหนักมาก) “ไม่สะดวกค่ะ ขอโทษด้วยค่ะพอดีมีงานเข้ามา ต้องรีบไป” แล้วคว้ากระเป๋าพุ่งตัวออกจากงานทันที แวะลาเพื่อนผช. นิดหน่อย เพราะฮีกำลังนั่งเล่นกีตาร์ให้คนในงานอยู่ ยังไม่จบเพลงก็เลยออกมาส่งไม่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของบ้าน และ คุณป้ากระโจมอก ไม่ปล่อยให้นางกลับ แต่ล็อคตัวไว้หน้าบ้านและยืนคุยด้วยนานมาก รวมสิบนาที (เนื้อหาโดยสรุป = อว. ดีที่สุด) อห ขนาดบอกว่ามีธุระนะเนี่ย

พอเพื่อนเราหลุดมาได้ นางบอกว่าแทบร้องให้ด้วยความอึดอัดและคับข้องใจ ต้องขับรถไปหาที่เงียบๆ ริมบึง นั่งสงบจิตสงบใจอยู่นานมาก ดึกก็ดึก หนาวก็หนาว แต่นางไม่ไหวจริง พะอืดพะอมไปหมด

จนราวๆ เที่ยงคืนกว่า เพื่อนผช.ของนาง ผู้ซึ่งงานอื่นหนีกลับก่อนเพราะ “ดึกแล้ว” แต่งานนี้อยู่จนงานเลิก ก็มาเจอนางเพื่อคืนกีตาร์ให้ และแบ่งของกินที่ได้มาจากในงานให้นาง ยังทิ้งท้ายถึงคนในงานไว้ว่า “ทุกคนจริงใจทั้งนั้น ไม่มีใครใส่หน้ากากหรอก”
เพื่อนเรา - ……อืม ดึกแล้ว กลับไปนอนเถอะ (อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ บอกให้เมิงฟังไม่ได้ซ้ากคำ)

คือลัทธินี้นี่ เขาล้างสมองคนให้ออกมาเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ? เจอกันครั้งแรกข้ามเส้นหนักมาก มารยาทไม่มี ลดค่าความเป็นคนของคนอื่นเพียงเพราะเขาไม่ได้ทำ อว. เหมือนพวกตัวเอง อยู่กันด้วยแพทเทิร์นสำเร็จรูปที่บ.สร้างมาให้ พลังบวกเปลือกๆ ที่เอาไว้สร้างรายได้ให้บริษัท และไม่มีใครเอะใจอะไรเลย เพื่อนเรามองเพื่อนผช.คนนั้นไม่เหมือนเดิมอีกเลยค่ะ ไม่ได้รังเกียจนะ แต่เป็นความรู้สึกแบบ “ไม่รู้จริงดิ ไม่เห็นจริงดิว่าระบบแอมเวรทำอะไรกับคนบ้าง“

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่