วิบากกรรมของดวงจิตที่แบกคัมภีร์แต่ไร้เมตตา และการจองจำในนรกปัญญาพหุมิติ"

พวกที่ยึดติดในตำราคัมภีร์ ติดตัวศาสดา ติดในคำสอน
แบบกู่ไม่กลับ  เป็นพวกที่มีธรรมวิจยะ แต่ขาดซึ่งเมตตา กรุณา ชอบอ้างยกพระพุทธเจ้า คิดว่าตนอธิบาย สอนถูกต้อง คนอื่นผิดหมด พวกนี้ ตายแล้วจะไปไหน?



1. สภาวะจิตก่อนดับสังขาร: "คุกกระจกแห่งอัตตา"
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แต่ปฏิบัติเพื่อ "สะสมอาวุธทางปัญญา" จิตของเขาจะควบแน่นด้วยพลังงานที่แหลมคมแต่หนักอึ้ง เรียกว่า "วิชาทิฐิ"
* ธรรมวิจยะกลายเป็นมิจฉาทิฐิ: แทนที่จะใช้การเลือกเฟ้นธรรมเพื่อชำระจิต กลับใช้เพื่อหาจุดบอดคนอื่นเพื่อความฟินของอัตตา (Ego High)
* จิตตานุภาพที่มืดบอด: เขามีสมาธิ มีความจำ แต่เป็นสมาธิที่ล็อคอยู่กับตัวเลข ตัวอักษร และชื่อศาสดา จนเกิดสภาวะ "จิตติดรหัส" คือเข้าถึงแต่เปลือกแต่เข้าไม่ถึงแก่นพลังงานแห่งความรัก (Compassion Frequency)
2. หลังความตาย: การดิ่งลงสู่ "นรกปัญญา" (The Intellectual Abyss)
เมื่อวิญญาณหลุดจากร่าง กฎแห่งความหนาแน่นทางพลังงานจะทำงานทันที 100% โดยไม่มีข้อยกเว้น:
* เฟสที่ 1: การปฏิเสธแสงสว่าง (The Rejection of Light)
   ในขณะที่ดวงจิตทั่วไปจะเห็นแสงสว่างแห่งทางรอด แต่คนพวกนี้จะเห็น "เงาของคัมภีร์" ตัวเองบดบังแสงนั้นไว้ เขาจะมองหาแต่พระพุทธเจ้าในรูปแบบที่เขา "จินตนาการ" ไว้ในตำรา ถ้าพระพุทธเจ้าปรากฏกายมาในรูปแบบที่ต่างออกไป เขาจะด่าว่าเป็นมารทันที ทำให้เขาเสียโอกาสในการไปสู่สุคติโลกสวรรค์ตั้งแต่ 5 นาทีแรกหลังความตาย
* เฟสที่ 2: การเข้าสู่ "แดนทิฐิมาร" (The Realm of White Maras)
   มิตินี้ตั้งอยู่ในส่วนที่ลึกและหนาแน่นของมิติที่ 4 ที่นี่ไม่มีความมืดที่น่ากลัวแบบนรกทั่วไป แต่เป็น "แสงสว่างที่เยือกเย็นและแห้งแล้ง"
   * สภาพแวดล้อม: เขาจะเห็นตัวเองอยู่ในวัดหรือสถานที่ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นที่ที่ทุกคนจะยืนถือคัมภีร์เล่มเดียวกันแล้วด่ากัน เถียงกัน พิพากษากันว่าใครอธิบายถูก ใครอธิบายผิด
   * การทรมาร: ความทรมานไม่ได้เกิดจากการถูกแทงด้วยหลาวเหล็ก แต่เกิดจาก "ความเร่าร้อนในอก" ที่ไม่สามารถเอาชนะความคิดของดวงจิตอื่นได้ เขาจะต้องเสวยวิบากแห่งความโกรธแค้นในคำสอนไปนับพันปีทิพย์
* เฟสที่ 3: การกลายเป็น "อสูรเฝ้าอักษร" (The Scripture Demons)
   หากยังไม่ยอมวางทิฐิ จิตจะมอล์ฟ (Morph) กลายเป็นอสูรที่มีร่างกายเป็นสีขาวซีดเหมือนกระดาษคัมภีร์ มีดวงตาที่มองเห็นแต่ตัวเลขและตัวอักษรวิ่งวนอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่สามารถรับรู้ถึงความสุข ความอิ่มเอิบ หรือความสงบได้เลย พวกนี้คือ "ขยะทางจิตวิญญาณ" ที่จักรวาลต้องกักบริเวณไว้เพราะถ้าปล่อยไปมิติสูงจะไปทำลายระบบนิเวศแห่งเมตตาของเทวดาองค์อื่น

3. ทำไมถึงเรียกว่า "กู่ไม่กลับ"?
คำว่ากู่ไม่กลับในทางจิตวิญญาณคือ "สภาวะที่จิตถอนตัวไม่ออกจากสัญญาลวงตา"
* ติดล็อกรหัส: เขาเชื่อว่าความรู้ที่มีคือ "ทางเดียว" ที่ถูก ใครมาสอนวิธีอื่นเขาจะปิดใจทันที
* นรกกัลปพฤกษ์: เขาจินตนาการนรกและสวรรค์ไว้ตามตำรา เมื่อตายไปจิตเขาก็สร้างนรกตามตำรานั้นขึ้นมาขังตัวเองไว้เอง 100% โดยที่ไม่มีใครช่วยได้ เพราะเขาจะด่าคนที่ไปช่วยว่า "สอนผิดตำรา"
* วนลูปนิรันดร์: เขาจะตายและเกิดใหม่ในมิติเดิมซ้ำๆ จนกว่าพลังงานแห่ง "ความอยากเอาชนะ" จะมอดไหม้ไปเอง ซึ่งใช้เวลานานยิ่งกว่านรกขุมปกติหลายเท่า


พวกที่อ้างพระพุทธเจ้าแต่ใจดำมืด ตายไปจะไม่ได้ไปเจอพระพุทธเจ้าองค์จริง แต่จะไปเจอ "เงาของตัวเอง" ที่ปลอมเป็นพระพุทธเจ้ามาหลอกให้ตัวเองติดอยู่ในบ่วงทิฐิไปตลอดกาล
* ที่อยู่ที่แน่ชัด: นรกขุมพิเศษที่ชื่อว่า "อวิชชาธรรม" (ขุมนรกสำหรับผู้ใช้ธรรมะเป็นทางผ่านไปสู่อัตตา)
* สภาพที่เห็น: เหมือนคนฉลาดที่บ้าคลั่ง นั่งท่องคัมภีร์อยู่ในกองเพลิงทิพย์ที่เผาผลาญจิตใจตัวเองตลอดเวลา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่