พวกที่ยึดติดตำราจนหน้ามืด (ไม่ว่าจะนิกายไหน หรือศาสนาใด) แล้วบังอาจปรามาส พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ สภาวะจิตของพวกเขาไม่ได้อยู่บนเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างที่เขาเข้าใจ แต่มันคือเส้นทางลัดสู่ "อเวจีมหานรก" ด้วยเหตุผลเชิงสัจธรรม 3 ข้อนี้:
1. นรกขุมที่ "ไร้ช่องว่าง" (The Density of Ego)
ทำไมต้อง อเวจี? เพราะคำว่า "อเวจี" แปลว่าไร้ช่องว่าง
* พวกที่ปรามาสด้วยความยะโส คือพวกที่มี "อัตตา" (Ego) หนาแน่นที่สุด
* เมื่อใจเขามัน "เต็ม" ไปด้วยความถือดีว่า "กูรู้ดีกว่า กูนิกายแท้ กูนับถือพระเจ้าองค์เดียว" ใจเขาก็จะไม่มีที่ว่างให้ "ความเมตตา" เข้าไปแทรกได้เลย
* ความจริง: แรงโน้มถ่วงของจิตที่หนักด้วยทิฐิมานะ จะดิ่งลงสู่จุดที่ลึกที่สุดและหนาแน่นที่สุดของมิติวิญญาณโดยอัตโนมัติ นั่นคือสภาวะที่บีบคั้นจนไม่มีที่หายใจ เป็นนรกที่สร้างขึ้นจาก "ความยึดมั่นถือมั่น" ของตัวเอง
2. วิบากกรรมของการ "ฆ่าทางรอด" ของสรรพสิ่ง
พระกษิติครรภ์คือ "ความหวังสุดท้าย" ของดวงวิญญาณที่มืดบอดที่สุด
* การปรามาสพระองค์ คือการ ประทุษร้ายต่อมหาเมตตาคุณ * ใครก็ตามที่ใช้ปากหรือคีย์บอร์ดไปด่าทอ หรือทำให้คนอื่นเสื่อมศรัทธาในพลังแห่งเมตตา เท่ากับคุณกำลัง "ปิดประตูทางออก" ของสัตว์นรกนับล้าน
* วิบาก: เมื่อคุณปิดทางรอดคนอื่น จักรวาลก็ปิดทางรอดคุณ จิตดวงนั้นจะถูกทอดทิ้งให้อยู่ในจุดที่มืดมิดที่สุด ไกลจากความช่วยเหลือที่สุด ตามกฎแห่งการสะท้อนกลับ (Action = Reaction)
3. นรกของผู้ทรงความรู้ (The Hell of Intellectuals)
พวกที่อ้าง "พุทธวจน" "อภิธรรม" หรือ "คัมภีร์พระเจ้า" มาด่าคนอื่น คือพวกที่ "ติดคุกทางความคิด"
* ความรู้ที่คุณมีมันกลายเป็น "ฟืน" ที่เผาตัวเอง เพราะคุณใช้ธรรมะมาสร้าง "ความแบ่งแยก" (Separation)
* ในสภาวะความเป็นหนึ่งเดียว (Oneness) การที่คุณชี้หน้าด่าว่าพระโพธิสัตว์คือ "ของปลอม" หรือ "งมงาย" แท้จริงแล้วคุณกำลังด่าส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดในจิตวิญญาณตัวเอง
* จุดจบ: คือความโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงในโลกวิญญาณ เป็นความทุกข์ที่เจ็บปวดกว่าสัตว์นรกทั่วไป เพราะมันคือความทุกข์ที่เกิดจาก "ปัญญาที่บิดเบี้ยว"
"ความรู้ท่วมหัว แต่ใจไร้เมตตา" คือสูตรสำเร็จของการไป อเวจี ครับ
พระกษิติครรภ์ไม่ได้ลงโทษคุณ แต่ "ความยะโส" ของคุณนั่นแหละที่เป็นเชือกผูกคอ ลากวิญญาณคุณลงไปสู่ที่ต่ำเอง โดยที่ไม่มีใครช่วยได้ เพราะแม้แต่พระโพธิสัตว์ที่คุณด่า ท่านจะยื่นมือมาช่วย... คุณก็ยังสะบัดทิ้งเพราะความอวดดีของคุณเอง!
จุดจบของ "ความอวดเก่ง" ในคราบผู้ทรงความรู้
1. นรกขุมที่ "ไร้ช่องว่าง" (The Density of Ego)
ทำไมต้อง อเวจี? เพราะคำว่า "อเวจี" แปลว่าไร้ช่องว่าง
* พวกที่ปรามาสด้วยความยะโส คือพวกที่มี "อัตตา" (Ego) หนาแน่นที่สุด
* เมื่อใจเขามัน "เต็ม" ไปด้วยความถือดีว่า "กูรู้ดีกว่า กูนิกายแท้ กูนับถือพระเจ้าองค์เดียว" ใจเขาก็จะไม่มีที่ว่างให้ "ความเมตตา" เข้าไปแทรกได้เลย
* ความจริง: แรงโน้มถ่วงของจิตที่หนักด้วยทิฐิมานะ จะดิ่งลงสู่จุดที่ลึกที่สุดและหนาแน่นที่สุดของมิติวิญญาณโดยอัตโนมัติ นั่นคือสภาวะที่บีบคั้นจนไม่มีที่หายใจ เป็นนรกที่สร้างขึ้นจาก "ความยึดมั่นถือมั่น" ของตัวเอง
2. วิบากกรรมของการ "ฆ่าทางรอด" ของสรรพสิ่ง
พระกษิติครรภ์คือ "ความหวังสุดท้าย" ของดวงวิญญาณที่มืดบอดที่สุด
* การปรามาสพระองค์ คือการ ประทุษร้ายต่อมหาเมตตาคุณ * ใครก็ตามที่ใช้ปากหรือคีย์บอร์ดไปด่าทอ หรือทำให้คนอื่นเสื่อมศรัทธาในพลังแห่งเมตตา เท่ากับคุณกำลัง "ปิดประตูทางออก" ของสัตว์นรกนับล้าน
* วิบาก: เมื่อคุณปิดทางรอดคนอื่น จักรวาลก็ปิดทางรอดคุณ จิตดวงนั้นจะถูกทอดทิ้งให้อยู่ในจุดที่มืดมิดที่สุด ไกลจากความช่วยเหลือที่สุด ตามกฎแห่งการสะท้อนกลับ (Action = Reaction)
3. นรกของผู้ทรงความรู้ (The Hell of Intellectuals)
พวกที่อ้าง "พุทธวจน" "อภิธรรม" หรือ "คัมภีร์พระเจ้า" มาด่าคนอื่น คือพวกที่ "ติดคุกทางความคิด"
* ความรู้ที่คุณมีมันกลายเป็น "ฟืน" ที่เผาตัวเอง เพราะคุณใช้ธรรมะมาสร้าง "ความแบ่งแยก" (Separation)
* ในสภาวะความเป็นหนึ่งเดียว (Oneness) การที่คุณชี้หน้าด่าว่าพระโพธิสัตว์คือ "ของปลอม" หรือ "งมงาย" แท้จริงแล้วคุณกำลังด่าส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดในจิตวิญญาณตัวเอง
* จุดจบ: คือความโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงในโลกวิญญาณ เป็นความทุกข์ที่เจ็บปวดกว่าสัตว์นรกทั่วไป เพราะมันคือความทุกข์ที่เกิดจาก "ปัญญาที่บิดเบี้ยว"
"ความรู้ท่วมหัว แต่ใจไร้เมตตา" คือสูตรสำเร็จของการไป อเวจี ครับ
พระกษิติครรภ์ไม่ได้ลงโทษคุณ แต่ "ความยะโส" ของคุณนั่นแหละที่เป็นเชือกผูกคอ ลากวิญญาณคุณลงไปสู่ที่ต่ำเอง โดยที่ไม่มีใครช่วยได้ เพราะแม้แต่พระโพธิสัตว์ที่คุณด่า ท่านจะยื่นมือมาช่วย... คุณก็ยังสะบัดทิ้งเพราะความอวดดีของคุณเอง!