สวัสดีค่ะวันนี้เราจะมาขอแชร์ประสบการณ์ของตัวเองในวัยเด็กที่ทำให้เรามีปม ถ้ามองย้อนกลับไป ชีวิตของเราเริ่มมี “ปม” ตั้งแต่ยังเด็กมาก เราเติบโตมากับการสูญเสียแม่จากโรคร้าย ตั้งแต่ยังไม่เข้าใจคำว่า “ความตาย” แม่จากไปในวันที่เรายังเชื่อว่า แม่จะกลับมา และเราก็รอสัญญานั้นอยู่เงียบ ๆ ในใจหลังจากแม่เสีย ตอนนั้นเราอายุแค่ 8 ขวบ พี่ชายโตกว่า 1 ปี
เรากับพี่ชายต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝั่งพ่อ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ไม่เหมือนเด็กคนอื่น เราไม่ได้เจอความรุนแรงเพียงครั้งเดียว แต่เป็นความรุนแรงที่เกิดซ้ำ การถูกใช้งานเกินวัย
การถูกควบคุม การถูกทำให้รู้สึกว่าเราไม่มีคุณค่า โดนทำร้ายทั้งกายและใจ จากผู้หญิงที่เป็นเมียใหม่ขอพ่อ และการเติบโตมาโดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เราต้องตื่นก่อนใคร นอนหลังใคร ทำงานบ้านเหมือนเป็นหน้าที่หลักของชีวิต ไปโรงเรียนสายเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเพื่อน ไม่มีพื้นที่ให้เป็นเด็ก และต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อย แต่คือการรู้สึกว่า “ไม่มีใครปกป้องเรา” ในช่วงวัยรุ่น ที่เราเรียนอยู่มัธยม เราเคยรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เคยคิดว่าตัวเองเป็นภาระ เป็นตัวปัญหา ทุกๆวันเราต้องจมอยู่กับวามเจ็บปวด อยู่กับการโดนทำร้ายร่างกายทำร้ายจิตใจ จนบางช่วงเราไม่อยากอยู่กับโลกนี้เลยแต่สิ่งเดียวที่เราไม่เคยทำหาย คือ “ความพยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ” เรารู้สึกอยากเห็นตัวเองตอนออกจากบ้านหลังนี้
จนวันหนึ่งโอกาสแรกในชีวิตเราก็เข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ออกจากบ้านหลังนั้น เราค่อย ๆ ดิ้นรนออกมาทีละนิด เริ่มจากการออกจากบ้าน เริ่มจากการหาที่เรียน เริ่มจากการทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แม้จะไม่มีความฝัน ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่เรารู้แค่ว่า “เราต้องไปต่อ” ระหว่างทาง เราเคยเป็นคนที่มีบาดแผลจนเผลอส่งต่อความเจ็บให้คนอื่น เคยมีความสัมพันธ์ที่พัง เพราะเราเอาแต่ยึดติดอยู่แต่กับอดีตมากเกินไป และอยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับเราจึงกลายเป็นคน toxic โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเราเลือกหยุด หยุดโทษโลก หยุดโทษคนอื่น แล้วหันกลับมามองตัวเองจริง ๆ เราเริ่มฟัง เริ่มเรียนรู้ เริ่มเปลี่ยนมุมมอง พยายามไม่ทำในสิ่งที่เราเคยเจ็บ พยายามดูแลหัวใจตัวเองให้มากขึ้น เราเลือกกลับไปตั้งใจเรียน เลือกออกจากงานที่ทำร้ายสุขภาพใจ และในวันที่ชีวิตมืดที่สุด เราได้รับ “โอกาส” จากที่ทำงานแห่งหนึ่ง ที่มองเห็นศักยภาพในตัวเรา แม้เราจะยังไม่เก่งอะไรเลย จากคนที่เริ่มต้นแทบจากศูนย์ วันนี้เรามีงานที่มั่นคง มีตำแหน่ง มีรายได้ที่ดูแลตัวเองได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เราเริ่ม “เห็นคุณค่าในตัวเอง” ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ค่อย ๆ ดีขึ้น พ่อยอมรับเรามากขึ้น สิ่งที่เราเคยขอไว้ในใจตอนเด็ก…ก็เกิดขึ้นจริงในที่สุด วันนี้เรายังจำอดีตได้ แต่เราไม่เจ็บเหมือนเดิมแล้ว เรายังสงสารเด็กคนนั้นเสมอ เด็กที่ต้องเติบโตเร็วเกินไป แต่วันนี้ เราคือผู้ใหญ่ที่สามารถโอบกอดเด็กคนนั้นได้แล้ว กว่าเราจะเดินทางมาจนถึงวันนี้เราผ่านเรื่องราวมามากมายระหวางทางที่เราเดินมาไม่ค่อยจะมีทางเรียบมากเท่าไหร่ มีแต่หนามเต็มไปหมด แต่วันนี้เราผ่านดงหนามได้แล้ว ความพยามไม่เคยทิ้งใคร เราอยากให้ทุกคนที่กำลังท้อหรือกำลังสู้กับความคิดตัวเองตอนนี้ได้รู้ว่า ความพยามไม่เคยทำร้ายใครนะ เปลี่ยนความคิดตัวเองได้ชีวิตจะเปลี่ยน เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ผ่านมานะคะ
ถ้าคุณที่กำลังอ่านอยู่มีปม มีบาดแผลจากครอบครัว หรือจากเรื่องอื่นๆอยู่ เราอยากบอกว่า มันอาจไม่หายไปทันที แต่มัน “เบาลงได้” ถ้าเรากล้าพอที่จะเดินออกมา และเลือกดูแลหัวใจตัวเองจริง ๆ ขอแค่เปลี่ยนความคิด เลิกเป็นคนที่มองเห็นแต่สิ่งลบๆ สุดท้ายนี้ เราอยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามาและขอบคุณทุกบทเรียน ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ ขอบคุณบริษัทปัจจันที่เราทำงานอยู่ ขอบคุณที่ให้โอกาสเด็กคนนี้
ขอบคุณที่อ่านเรื่องราวของเรานะคะ 🤍
แชร์ประสบการณ์ การจัดการกับความรู้สึกของตัวเองเกี่ยวกับ ปมวัยเด็กของตัวเองที่เคยโดนครอบครัวทำร้าย
เรากับพี่ชายต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝั่งพ่อ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ไม่เหมือนเด็กคนอื่น เราไม่ได้เจอความรุนแรงเพียงครั้งเดียว แต่เป็นความรุนแรงที่เกิดซ้ำ การถูกใช้งานเกินวัย
การถูกควบคุม การถูกทำให้รู้สึกว่าเราไม่มีคุณค่า โดนทำร้ายทั้งกายและใจ จากผู้หญิงที่เป็นเมียใหม่ขอพ่อ และการเติบโตมาโดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เราต้องตื่นก่อนใคร นอนหลังใคร ทำงานบ้านเหมือนเป็นหน้าที่หลักของชีวิต ไปโรงเรียนสายเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเพื่อน ไม่มีพื้นที่ให้เป็นเด็ก และต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อย แต่คือการรู้สึกว่า “ไม่มีใครปกป้องเรา” ในช่วงวัยรุ่น ที่เราเรียนอยู่มัธยม เราเคยรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เคยคิดว่าตัวเองเป็นภาระ เป็นตัวปัญหา ทุกๆวันเราต้องจมอยู่กับวามเจ็บปวด อยู่กับการโดนทำร้ายร่างกายทำร้ายจิตใจ จนบางช่วงเราไม่อยากอยู่กับโลกนี้เลยแต่สิ่งเดียวที่เราไม่เคยทำหาย คือ “ความพยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อ” เรารู้สึกอยากเห็นตัวเองตอนออกจากบ้านหลังนี้
จนวันหนึ่งโอกาสแรกในชีวิตเราก็เข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ออกจากบ้านหลังนั้น เราค่อย ๆ ดิ้นรนออกมาทีละนิด เริ่มจากการออกจากบ้าน เริ่มจากการหาที่เรียน เริ่มจากการทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แม้จะไม่มีความฝัน ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่เรารู้แค่ว่า “เราต้องไปต่อ” ระหว่างทาง เราเคยเป็นคนที่มีบาดแผลจนเผลอส่งต่อความเจ็บให้คนอื่น เคยมีความสัมพันธ์ที่พัง เพราะเราเอาแต่ยึดติดอยู่แต่กับอดีตมากเกินไป และอยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับเราจึงกลายเป็นคน toxic โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเราเลือกหยุด หยุดโทษโลก หยุดโทษคนอื่น แล้วหันกลับมามองตัวเองจริง ๆ เราเริ่มฟัง เริ่มเรียนรู้ เริ่มเปลี่ยนมุมมอง พยายามไม่ทำในสิ่งที่เราเคยเจ็บ พยายามดูแลหัวใจตัวเองให้มากขึ้น เราเลือกกลับไปตั้งใจเรียน เลือกออกจากงานที่ทำร้ายสุขภาพใจ และในวันที่ชีวิตมืดที่สุด เราได้รับ “โอกาส” จากที่ทำงานแห่งหนึ่ง ที่มองเห็นศักยภาพในตัวเรา แม้เราจะยังไม่เก่งอะไรเลย จากคนที่เริ่มต้นแทบจากศูนย์ วันนี้เรามีงานที่มั่นคง มีตำแหน่ง มีรายได้ที่ดูแลตัวเองได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เราเริ่ม “เห็นคุณค่าในตัวเอง” ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ค่อย ๆ ดีขึ้น พ่อยอมรับเรามากขึ้น สิ่งที่เราเคยขอไว้ในใจตอนเด็ก…ก็เกิดขึ้นจริงในที่สุด วันนี้เรายังจำอดีตได้ แต่เราไม่เจ็บเหมือนเดิมแล้ว เรายังสงสารเด็กคนนั้นเสมอ เด็กที่ต้องเติบโตเร็วเกินไป แต่วันนี้ เราคือผู้ใหญ่ที่สามารถโอบกอดเด็กคนนั้นได้แล้ว กว่าเราจะเดินทางมาจนถึงวันนี้เราผ่านเรื่องราวมามากมายระหวางทางที่เราเดินมาไม่ค่อยจะมีทางเรียบมากเท่าไหร่ มีแต่หนามเต็มไปหมด แต่วันนี้เราผ่านดงหนามได้แล้ว ความพยามไม่เคยทิ้งใคร เราอยากให้ทุกคนที่กำลังท้อหรือกำลังสู้กับความคิดตัวเองตอนนี้ได้รู้ว่า ความพยามไม่เคยทำร้ายใครนะ เปลี่ยนความคิดตัวเองได้ชีวิตจะเปลี่ยน เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ผ่านมานะคะ
ถ้าคุณที่กำลังอ่านอยู่มีปม มีบาดแผลจากครอบครัว หรือจากเรื่องอื่นๆอยู่ เราอยากบอกว่า มันอาจไม่หายไปทันที แต่มัน “เบาลงได้” ถ้าเรากล้าพอที่จะเดินออกมา และเลือกดูแลหัวใจตัวเองจริง ๆ ขอแค่เปลี่ยนความคิด เลิกเป็นคนที่มองเห็นแต่สิ่งลบๆ สุดท้ายนี้ เราอยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามาและขอบคุณทุกบทเรียน ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ ขอบคุณบริษัทปัจจันที่เราทำงานอยู่ ขอบคุณที่ให้โอกาสเด็กคนนี้
ขอบคุณที่อ่านเรื่องราวของเรานะคะ 🤍