กรีนแลนด์ ดินแดนในเกมอำนาจใหญ่



https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02zvfsfvwZz3wtgEtAh9wEqPQjxvBSFd8g6eJkYZwErmeHT7xKyzgCeDpbaPW9BupFl&id=100064394033176


กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีพื้นที่ประมาณ 836,000 ตารางไมล์ ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ระหว่างอเมริกาเหนือ ยุโรป และรัสเซีย 

และอยู่บนเส้นทางที่เรียกว่า GIUK Gap ซึ่งเป็นช่องทางเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เชื่อมต่อมหาสมุทรอาร์กติกกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดนี้ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็น "หมุดภูมิรัฐศาสตร์" สำคัญในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งกำลังถูกจับตามองมากขึ้นจากมหาอำนาจ

เส้นทาง GIUK Gap ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการเคลื่อนกำลังทางทะเลและทางอากาศ โดยเฉพาะในบริบทของการป้องกันประเทศและการแข่งขันด้านอำนาจทางทหาร ในสายตาของสหรัฐฯ การควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือกรีนแลนด์ เท่ากับการมี "ประตูหน้า" สำหรับการป้องกันทวีปอเมริกาเหนือจากภัยคุกคามที่อาจมาจากยุโรปหรือภูมิภาคอาร์กติก

นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุหายาก ซึ่งยิ่งเพิ่มมูลค่าทางยุทธศาสตร์ให้กับดินแดนแห่งนี้ แม้สภาพภูมิประเทศจะโหดร้ายและการพัฒนาเป็นไปอย่างจำกัด แต่ในโลกที่ทรัพยากรเริ่มกลายเป็นอาวุธทางการเมือง ความมั่งคั่งใต้ผืนน้ำแข็งของกรีนแลนด์ย่อมดึงดูดสายตาของมหาอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลทรัมป์พยายามเชื่อมโยงกรีนแลนด์เข้ากับการแข่งขันด้านความมั่นคงในอาร์กติก โดยอ้างความจำเป็นในการยับยั้งศัตรูในภูมิภาคนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้จัดทำการวิเคราะห์ทรัพยากรธรรมชาติในกรีนแลนด์ตามคำร้องขอของทีมรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ซึ่งการประเมินนี้ครอบคลุม แร่หายาก น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินกลับชี้ชัดถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง นั่นคือ

1.ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าทรัพยากรเหล่านี้มีปริมาณมากเพียงใด

2.ต้นทุนในการเข้าแหล่งทรัพยากรนั้นสูงมาก จากปัจจัยสภาพอากาศที่หนาวจัดและขาดโครงสร้างพื้นฐาน

"ข้อสรุปนี้ทำให้เห็นว่า แรงผลักดันของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ ไม่ได้ตั้งอยู่บนทรัพยากรเพียงอย่างเดียว หากแต่ตั้งอยู่บน ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ และ อำนาจการควบคุมพื้นที่"

◤ จากเวเนซุเอลาถึงอาร์กติก เส้นทางเดียวกันของนโยบายขยายอำนาจ

ความสนใจในกรีนแลนด์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เชื่อมโยงกับแนวโน้มการขยายอำนาจของทรัมป์ในซีกโลกตะวันตกอย่างชัดเจน หลังการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ของรัฐบาลทรัมป์

นับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าว ทรัมป์และทีมงานได้แสดงจุดยืนเชิงขยายอำนาจอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทั้งการอ้างสิทธิ์ในทรัพยากร การตั้งคำถามต่ออธิปไตยของประเทศอื่น และการใช้ถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิด #ซีกโลกนี้เป็นของเรา

ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า สหรัฐฯต้องการกรีนแลนด์ในมุมด้านความมั่นคง และเดนมาร์กไม่สามารถทำได้

ขณะที่ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทำเนียบขาว ยิ่งตอกย้ำแนวคิดนี้ เมื่อกล่าวว่า สหรัฐฯ มีสิทธิ์เหนือเดนมาร์ก และ จะไม่มีใครกล้าใช้กำลังทางทหารสู้กับสหรัฐฯ เพื่ออนาคตของกรีนแลนด์

◤ รู้หรือไม่ ? สหรัฐฯ เคยพยายามซื้อ "กรีนแลนด์" มาแล้วหลายครั้ง 

ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ สามารถย้อนไปได้ถึงปี 1867 หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองไม่นาน ในยุคที่รัฐบาลของ ปธน.แอนดรูว์ จอห์นสัน พยายามขยายอิทธิพลของประเทศออกไปนอกทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและภูมิภาคอาร์กติก

โรเบิร์ต เจ. วอล์กเกอร์ อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนักขยายอำนาจตัวยง ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งกรีนแลนด์ ในมุมมองของวอล์กเกอร์ การได้ครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถ "ควบคุมการค้าของโลก" ได้ในระยะยาว แม้แนวคิดนี้จะไม่ถูกยกระดับเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อเดนมาร์ก แต่ก็สะท้อนชัดเจนว่า สหรัฐฯ มองกรีนแลนด์เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

ความพยายามครั้งต่อมาปรากฏขึ้นในปี 1910 อีแกน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก เสนอให้สหรัฐฯ มอบเกาะ มินดาเนา ในฟิลิปปินส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ให้แก่เดนมาร์ก เพื่อแลกกับกรีนแลนด์และหมู่เกาะเวสต์อินดีสของเดนมาร์ก

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โลกก้าวเข้าสู่ยุคของสงครามเย็น และกรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจมาจากขั้วอำนาจตรงข้าม ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ ปธน.แฮร์รี เอส. ทรูแมน ตัดสินใจยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กในปี 1946 โดยการจ่ายเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบทองคำ เพื่อแลกกับกรีนแลนด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการทางอากาศในภูมิภาคอาร์กติก แต่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขายกรีนแลนด์อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงได้รับอนุญาตให้สร้างและดำเนินการฐานทัพทหารบนเกาะ โดยปัจจุบันเหลือเพียงฐานเดียวคือ ฐานอวกาศพิทุฟฟิก หรือชื่อเดิม ฐานทัพอากาศทูเล

กรีนแลนด์จึงไม่ใช่เพียงเกาะน้ำแข็งอันห่างไกล แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันอำนาจในโลกยุคใหม่ และเป็นบทพิสูจน์ว่า ประวัติศาสตร์ที่เคยถูกปฏิเสธ อาจกลับมาหลอกหลอนโลกได้อีกครั้ง หากมหาอำนาจเลือกเดินบนเส้นทางเดิม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่