แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer Disease) คือโรคที่เกิดแผลในอวัยวะระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งการหลั่งน้ำย่อย หรือกรดที่ออกมาทำลายเยื่อบุในบริเวณส่วนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย แต่มักจะพบในผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไป โรคนี้แม้หายแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะการปวดท้องเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อบรรเทาลงก็คิดว่าหายแล้ว จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่รุนแรง แต่ส่งผลกระทบรบกวนต่อคุณภาพของชีวิตประจำวันได้
แผลในกระเพาะอาหารเกิดจากอะไร ?
สาเหตุที่ทำให้น้ำย่อย และกรดไม่สมดุลกันจนเกิดแผลขึ้น ได้แก่
- การติดเชื้อโรค: แบคทีเรียเอชไพโลไร (H. Pylori)
- การใช้ยา: แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen), นาโปรเซน (Naproxen), สเตียรอยด์ (Steroids), ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยารักษาโรคซึมเศร้า ข้อเข่าเสื่อม ข้ออักเสบ และกระดูกพรุน เป็นต้น
- พฤติกรรม: เครียด, สูบบุหรี่, ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด
อาการของแผลในกระเพาะอาหาร
- แน่นท้อง ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
- แสบร้อนกลางอก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- หายใจลำบาก
- รู้สึกจะเป็นลม
- น้ำหนักลดลง
- เบื่ออาหาร
การวินิจฉัยแผลในกระเพาะอาหาร
ในขั้นแรกแพทย์จะซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาในการเกิดโรค การใช้ยาในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งบุคคลในครอบครัวเคยประสบกับโรคนี้หรือไม่ หลังจากนั้นจะทำการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy)
- การตรวจหาแบคทีเรียจากเลือด (Blood Test) หรืออุจจาระ (Stool Antigen Test)
- เอกซเรย์ด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Upper GI Series)
วิธีรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
-
การใช้ยาปฏิชีวนะ: Amoxicillin
, Clarithromycin
, Metronidazole
, Tinidazole
, Tetracycline
หรือ Levofloxacin
-
ยาเคลือบกระเพาะอาหาร: Sucralfate, Misoprostol
-
การผ่าตัด: สำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออก หรืออวัยวะทางเดินอาหารฉีกขาด
แผลในกระเพาะอาหารห้ามกินอะไร
- อาหารรสจัด เช่น ส้มตำ ผัดเผ็ด และน้ำพริก
- ผัก-ผลไม้หมักดอง เช่น ผักกาดกระป๋อง มะม่วงแช่อิ่ม
- อาหารประเภททอดกรอบ เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่กรอบ กล้วยแขก
- น้ำอัดลม
- กาแฟ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- อาหารที่มีอุณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นเกินไป
แผลในกระเพาะอาหารควรรับประทานอะไร
อาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด ได้แก่
- ซุป
- โจ๊ก
- ข้าวต้ม
- น้ำเต้าหู้
แผลในกระเพาะอาหารกี่วันหาย ?
ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหลังการรักษาของผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักจะใช้ยาติดต่อกัน 4-8 สัปดาห์แผลจึงหายขาด
ในส่วนที่กลับมาเป็นอีก เพราะว่าไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น หยุดยาเอง สูบบุหรี่ รับประทานอาหารสุกๆ ดิบ ๆ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กติดเชื้อใหม่ได้อีกครั้ง
การป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
- รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สะอาด
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
- คลายความเครียดอย่างเหมาะสม เช่น รับชมภาพยนตร์, ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เป็นต้น
ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากต้องการดื่มนม หรือรับประทานผลไม้ เพราะบางทีอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืด รวมทั้งไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ท่านใดที่ปวดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหา และรักษาอย่างเหมาะสม เพราะบางทีอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย เช่น มะเร็งก็เป็นได้
แผลในกระเพาะอาหาร แม้หายแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำได้
- แน่นท้อง ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
- แสบร้อนกลางอก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- หายใจลำบาก
- รู้สึกจะเป็นลม
- น้ำหนักลดลง
- เบื่ออาหาร
การวินิจฉัยแผลในกระเพาะอาหาร
ในขั้นแรกแพทย์จะซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาในการเกิดโรค การใช้ยาในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งบุคคลในครอบครัวเคยประสบกับโรคนี้หรือไม่ หลังจากนั้นจะทำการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy)
- การตรวจหาแบคทีเรียจากเลือด (Blood Test) หรืออุจจาระ (Stool Antigen Test)
- เอกซเรย์ด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Upper GI Series)
วิธีรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- การใช้ยาปฏิชีวนะ: Amoxicillin, Clarithromycin, Metronidazole, Tinidazole, Tetracycline หรือ Levofloxacin
- ยาเคลือบกระเพาะอาหาร: Sucralfate, Misoprostol
- การผ่าตัด: สำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออก หรืออวัยวะทางเดินอาหารฉีกขาด
แผลในกระเพาะอาหารห้ามกินอะไร
- อาหารรสจัด เช่น ส้มตำ ผัดเผ็ด และน้ำพริก
- ผัก-ผลไม้หมักดอง เช่น ผักกาดกระป๋อง มะม่วงแช่อิ่ม
- อาหารประเภททอดกรอบ เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่กรอบ กล้วยแขก
- น้ำอัดลม
- กาแฟ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- อาหารที่มีอุณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นเกินไป
แผลในกระเพาะอาหารควรรับประทานอะไร
อาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด ได้แก่
- ซุป
- โจ๊ก
- ข้าวต้ม
- น้ำเต้าหู้
แผลในกระเพาะอาหารกี่วันหาย ?
ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหลังการรักษาของผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักจะใช้ยาติดต่อกัน 4-8 สัปดาห์แผลจึงหายขาด
ในส่วนที่กลับมาเป็นอีก เพราะว่าไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น หยุดยาเอง สูบบุหรี่ รับประทานอาหารสุกๆ ดิบ ๆ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กติดเชื้อใหม่ได้อีกครั้ง
การป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
- รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สะอาด
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
- คลายความเครียดอย่างเหมาะสม เช่น รับชมภาพยนตร์, ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เป็นต้น
ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากต้องการดื่มนม หรือรับประทานผลไม้ เพราะบางทีอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืด รวมทั้งไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ท่านใดที่ปวดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหา และรักษาอย่างเหมาะสม เพราะบางทีอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย เช่น มะเร็งก็เป็นได้