รีวิวความโง่ ในวัยใกล้30

ขอใช้พื้นที่นี้เล่าประสบการณ์โง่ ๆ ของตัวเอง
ไม่ใช่เพื่อดราม่า แต่เผื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนทำงานบริการ
หรือใครที่คิดว่าตัวเอง “ระวังแล้ว” จะได้ระวังมากขึ้นอีกนิด
เรื่องเกิดขึ้นที่ร้านมือถือ
ลูกค้าเอา iPhone 8 Plus มาติดฟิล์ม
แค่ประโยคนี้ คนทำร้านมือถือคงเริ่มเสียวแล้ว
เพราะสภาพเครื่องคือ
ขอบล่างแตกแทบทั้งแถบ เหลือแค่บริเวณใกล้ปุ่มโฮม
หน้าจอมีรอยร้าวขึ้นไปหลายเส้น
พูดง่าย ๆ คือ “จอเสี่ยงมาก”
และนี่แหละ คือ ความโง่ของเรา
ตอนลูกค้ายื่นเครื่องมา
เรา ไม่ได้เปิดจอให้สว่างสุดเช็คสภาพก่อน
ลูกค้าไม่ได้เปิดจอให้ดู เราก็คิดว่า
“แตกขนาดนี้ ระวังสุด ๆ ก็น่าจะพอ”
เราติดฟิล์มด้วยความระวังขั้นสุด
แตะเบามาก แค่ไล่อากาศ
เพราะใครเจอจอร้าวแบบนี้จะรู้ดีว่า
กดแรง = แตกเพิ่มแน่นอน
ติดฟิล์มเสร็จ
ใส่เคส
ตรวจความเรียบร้อย
แล้ว คืนเครื่องให้ลูกค้า
ลูกค้าเป็นคน เปิดหน้าจอเอง
แล้วก็หันกลับมาบอกทันทีว่า
“จอผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน”
ตรงนั้นเองที่เห็นว่า
หน้าจอมีอาการ เส้นขึ้น / หมึกจอมา
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องความรับผิดชอบทั้งหมด
ลูกค้าหาว่า
เรากดจอเขาแรง ทำให้จอพัง
ทั้งที่ความจริงคือ
เครื่องแตกหนักอยู่ก่อนแล้ว
เราไม่ได้เปิดจอหลังติดฟิล์ม
อาการเกิดขึ้นตอนที่ลูกค้าเปิดเครื่องเอง
ทางเลยจะรับผิดชอบในการเปลี่ยนจอให้ฟรีแต่เป็นงานเทียบ(ซึ่งแจ้งแต่แรก)

ประเด็นที่ทำให้เรื่องมันกดดันขึ้น
ลูกค้าพูดวนอยู่ประโยคเดียวหลายรอบว่า
“จอผมเป็นจอแท้”
แต่ไม่มี
รูปก่อนหน้า
หลักฐาน
หรือเอกสารใด ๆ
ทางร้านจึงแจ้งชัดตั้งแต่แรกว่า
จะรับผิดชอบเปลี่ยนจอให้ฟรี แต่เป็น “จอเทียบ”
ไม่ได้บอกว่าจะเปลี่ยนจอแท้
และไม่ได้ยืนยันอะไรเกี่ยวกับจอเดิม
แต่ลูกค้าก็ยังย้ำซ้ำ ๆ ว่า
“จอผมเป็นจอแท้”
เหมือนพยายามใช้คำนี้กดดันให้ร้านต้องรับผิดชอบมากกว่าที่ควร
ทั้งที่ในความเป็นจริง
ร้านไม่ได้จำเป็นต้องรับผิดชอบตั้งแต่ต้น
เพราะเครื่องมีความเสียหายรุนแรงอยู่แล้ว

ช่วงหนึ่ง เราเกือบเรียกตำรวจ
เพราะสถานการณ์มันตึงมาก
โดนกล่าวหาซ้ำ ๆ ว่า “กดจอแรง”
แต่พอมานั่งคิดตามเหตุผล
กล้องร้านเสีย
ไม่มีภาพสภาพเครื่องก่อนติดฟิล์ม
ไม่มีหลักฐานว่าเรา “ไม่ได้” กดแรง
สุดท้ายเลยรู้ว่า
ต่อให้เรียกตำรวจมา
เรื่องก็อาจไม่ได้จบสวย
และคนที่อาจเสียเปรียบที่สุด… คือเราเอง
เพื่อให้เรื่องจบเร็ว
เจ้าของร้านยอมรับผิดชอบ
เปลี่ยนจอให้ฟรี ทั้งที่ตามเหตุผลแล้ว
ร้านไม่จำเป็นต้องต้องทำขนาดนั้น
ลูกค้าได้ของฟรีไป
ส่วนเราก็ได้ “บทเรียน” กลับมา

สิ่งที่ได้จากความโง่ครั้งนี้
มันไม่ใช่ความโง่แบบไม่รู้เรื่อง
แต่มันคือความโง่แบบ
“คิดว่าระวังแล้ว… แต่ยังไม่พอ”
เราโทษตัวเองอยู่พักหนึ่ง
ว่าถ้าวันนั้นเปิดจอให้สว่างสุดเช็คก่อน
เรื่องทั้งหมดอาจไม่เกิด
แต่พอคิดดี ๆ
ถ้าคนตั้งใจจะเอาเปรียบ
มีหลักฐานหรือไม่มี
เขาก็หาทางกดดันอยู่ดี

สิ่งที่อยากฝากไว้จริง ๆ
ถ้าคุณทำงานบริการ
โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับทรัพย์สินลูกค้า
อย่าข้ามขั้นตอน
อย่าคิดว่า “เขาคงเข้าใจ”
และอย่าประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
เพราะบางครั้ง
คนที่ดูเหมือนไม่มีอะไร
อาจเป็นคนที่ทำให้เรานั่งทบทวนตัวเองทั้งคืน
รีวิวความโง่ในวัยใกล้ 30
จบตรงนี้
หวังว่าประสบการณ์นี้
จะทำให้ใครสักคนไม่พลาดแบบเรา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่