เมื่อเงินที่เราหามาด้วย "ชีวิต" ซื้อของได้น้อยลงในอนาคต

คุณเคยสงสัยไหมว่า... ทำไมเราทำงานหนักขึ้น เก่งขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าการสร้างตัวและเก็บออมให้เพียงพอสำหรับอนาคตนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ?
ต้นเหตุของเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพราะคุณไม่ขยัน แต่เป็นเพราะ "คุณสมบัติของเงิน" ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
⏳ เงินคือ "เวลาและพลังงาน" ที่เราฝากไว้
ในความเป็นจริง มนุษย์เรามีทรัพยากรที่จำกัดที่สุดคือ "เวลา" และ "แรงกาย" เราออกไปทำงานเพื่อแลกสิ่งเหล่านี้มาเป็น "เงิน"
ถ้าเราอยู่ในระบบที่ "เงินมีความแข็งแกร่ง" (Hard Money):
เงินนั้นต้องผลิตเพิ่มไม่ได้ง่ายๆ
มีจำนวนจำกัด และรักษามูลค่าได้ดี
ผลลัพธ์: หากก๋วยเตี๋ยวราคา 1 บาท เราเก็บเงิน 100 บาทในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า เงิน 100 บาทนั้นก็ควรจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 100 ชามเท่าเดิม เพราะมันคือมูลค่าของ "แรงงาน" ที่เราลงไปในอดีตซึ่งถูกแช่แข็งไว้ในรูปแบบของเงิน
⚠️ "เงินเฟ้อ" : โจรเงียบที่ปล้นเวลาของท่านไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ในโลกปัจจุบัน เงินที่เราใช้ (Fiat Money) สามารถถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อมีปริมาณเงินในระบบมากขึ้น มูลค่าของเงินแต่ละบาทในกระเป๋าเราจึงลดลง สิ่งนี้เรียกว่า "เงินเฟ้อ"
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:
อดีต: เงิน 100 บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 100 ชาม (ชามละ 1 บาท)
ปัจจุบัน: เงิน 100 บาทเดิมนั้น ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เพียง 2 ชาม (ชามละ 50 บาท)
นั่นหมายความว่า "แรงกายและเวลา" ที่คุณทุ่มเททำงานเก็บออมไว้เมื่อหลายปีก่อน หายไปต่อหน้าต่อตาถึง 98% โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย มันคือการ "ปล้น" มูลค่าทางเศรษฐกิจไปอย่างแนบเนียน
🛑 ทำไมเงินที่ด้อยค่าลง ถึงทำให้เรา "วางแผนชีวิตไม่ได้" ?
เมื่อเงินเก็บของเราเสื่อมค่าลงทุกปี การวางแผนระยะยาวจึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้:
คำนวณเงินเกษียณลำบาก: เราไม่รู้เลยว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า เงิน 10 ล้านบาทจะยังมีค่าพอให้เราซื้อข้าวกินได้ครบ 3 มื้อหรือไม่
บีบบังคับให้ต้องเสี่ยง: แทนที่จะเก็บออมอย่างปลอดภัย เราถูกบีบให้ต้องนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นเพื่อหนีเงินเฟ้อ
ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น: คนที่ถือเงินสด (ชนชั้นกลางและล่าง) จะจนลงเรื่อยๆ ในขณะที่คนถือสินทรัพย์ (ที่ดิน, หุ้น) จะรวยขึ้นจากการที่ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นตามปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมา
🛡️ ทางออก: มองหาสินทรัพย์ที่ "ผลิตเพิ่มไม่ได้ตามใจชอบ"
เพื่อปกป้อง "เวลาและแรงงาน" ของเรา เราจำเป็นต้องย้ายมูลค่าไปไว้ในสิ่งที่มีความแข็งแกร่ง (Sound Money) เช่น:
ทองคำ: สิ่งที่โลกยอมรับมานาน มีปริมาณจำกัดในธรรมชาติ และผลิตเพิ่มได้ยากมาก
บิตคอยน์ (Bitcoin): "ทองคำดิจิทัล" ที่มีจำนวนจำกัดชัดเจนเพียง 21 ล้านเหรียญ ไม่สามารถถูกแทรกแซงหรือพิมพ์เพิ่มได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง
สรุป: การเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องของเศรษฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่มันคือเรื่องของ "ความยุติธรรม" ต่อหยาดเหงื่อแรงงานของเรา หากเราสะสมเงินที่ด้อยค่า เราก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำในถังที่รั่วอยู่ตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เราจะเริ่มออมใน "เงินที่แท้จริง" เพื่ออนาคตที่เราสามารถกำหนดได้เอง
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin
เมื่อเงินที่เราหามาด้วย "ชีวิต" ซื้อของได้น้อยลงในอนาคต
คุณเคยสงสัยไหมว่า... ทำไมเราทำงานหนักขึ้น เก่งขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าการสร้างตัวและเก็บออมให้เพียงพอสำหรับอนาคตนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ?
ต้นเหตุของเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพราะคุณไม่ขยัน แต่เป็นเพราะ "คุณสมบัติของเงิน" ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
⏳ เงินคือ "เวลาและพลังงาน" ที่เราฝากไว้
ในความเป็นจริง มนุษย์เรามีทรัพยากรที่จำกัดที่สุดคือ "เวลา" และ "แรงกาย" เราออกไปทำงานเพื่อแลกสิ่งเหล่านี้มาเป็น "เงิน"
ถ้าเราอยู่ในระบบที่ "เงินมีความแข็งแกร่ง" (Hard Money):
เงินนั้นต้องผลิตเพิ่มไม่ได้ง่ายๆ
มีจำนวนจำกัด และรักษามูลค่าได้ดี
ผลลัพธ์: หากก๋วยเตี๋ยวราคา 1 บาท เราเก็บเงิน 100 บาทในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า เงิน 100 บาทนั้นก็ควรจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 100 ชามเท่าเดิม เพราะมันคือมูลค่าของ "แรงงาน" ที่เราลงไปในอดีตซึ่งถูกแช่แข็งไว้ในรูปแบบของเงิน
⚠️ "เงินเฟ้อ" : โจรเงียบที่ปล้นเวลาของท่านไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ในโลกปัจจุบัน เงินที่เราใช้ (Fiat Money) สามารถถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อมีปริมาณเงินในระบบมากขึ้น มูลค่าของเงินแต่ละบาทในกระเป๋าเราจึงลดลง สิ่งนี้เรียกว่า "เงินเฟ้อ"
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:
อดีต: เงิน 100 บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 100 ชาม (ชามละ 1 บาท)
ปัจจุบัน: เงิน 100 บาทเดิมนั้น ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เพียง 2 ชาม (ชามละ 50 บาท)
นั่นหมายความว่า "แรงกายและเวลา" ที่คุณทุ่มเททำงานเก็บออมไว้เมื่อหลายปีก่อน หายไปต่อหน้าต่อตาถึง 98% โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย มันคือการ "ปล้น" มูลค่าทางเศรษฐกิจไปอย่างแนบเนียน
🛑 ทำไมเงินที่ด้อยค่าลง ถึงทำให้เรา "วางแผนชีวิตไม่ได้" ?
เมื่อเงินเก็บของเราเสื่อมค่าลงทุกปี การวางแผนระยะยาวจึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้:
คำนวณเงินเกษียณลำบาก: เราไม่รู้เลยว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า เงิน 10 ล้านบาทจะยังมีค่าพอให้เราซื้อข้าวกินได้ครบ 3 มื้อหรือไม่
บีบบังคับให้ต้องเสี่ยง: แทนที่จะเก็บออมอย่างปลอดภัย เราถูกบีบให้ต้องนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงขึ้นเพื่อหนีเงินเฟ้อ
ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น: คนที่ถือเงินสด (ชนชั้นกลางและล่าง) จะจนลงเรื่อยๆ ในขณะที่คนถือสินทรัพย์ (ที่ดิน, หุ้น) จะรวยขึ้นจากการที่ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นตามปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมา
🛡️ ทางออก: มองหาสินทรัพย์ที่ "ผลิตเพิ่มไม่ได้ตามใจชอบ"
เพื่อปกป้อง "เวลาและแรงงาน" ของเรา เราจำเป็นต้องย้ายมูลค่าไปไว้ในสิ่งที่มีความแข็งแกร่ง (Sound Money) เช่น:
ทองคำ: สิ่งที่โลกยอมรับมานาน มีปริมาณจำกัดในธรรมชาติ และผลิตเพิ่มได้ยากมาก
บิตคอยน์ (Bitcoin): "ทองคำดิจิทัล" ที่มีจำนวนจำกัดชัดเจนเพียง 21 ล้านเหรียญ ไม่สามารถถูกแทรกแซงหรือพิมพ์เพิ่มได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง
สรุป: การเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องของเศรษฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่มันคือเรื่องของ "ความยุติธรรม" ต่อหยาดเหงื่อแรงงานของเรา หากเราสะสมเงินที่ด้อยค่า เราก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำในถังที่รั่วอยู่ตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เราจะเริ่มออมใน "เงินที่แท้จริง" เพื่ออนาคตที่เราสามารถกำหนดได้เอง
#soundmoneyzap #siamstr #bitcoin