ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 โลกกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา ส่งตัวไปยังนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อหายาเสพติดและอาวุธ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่เพียงแต่กระทบเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของเกมใหญ่ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน
เวเนซุเอลา น้ำมันมากที่สุดในโลก แต่ถูกใช้เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์
เวเนซุเอลามีน้ำมันดิบสำรองที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303 พันล้านบาร์เรล (คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของโลก) แต่การผลิตจริงในช่วงปี 2025-2026 เหลือเพียงวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรลเท่านั้น (น้อยกว่า 1% ของอุปทานโลก) เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทรุดโทรม การคว่ำบาตร และการจัดการที่ย่ำแย่
จุดสำคัญคือ จีน เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ซื้อน้ำมันเวเนซุเอลาในสัดส่วน 80-85% ของการส่งออกทั้งหมด โดยได้ในราคาพิเศษมาก (discounted crude) เพราะความเสี่ยงทางการเมืองสูง การโจมตีและการควบคุมเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม "ตัดคอ" แหล่งพลังงานราคาถูกของจีนโดยตรง
ก่อนหน้าที่มาดูโรจะถูกจับ จีนเพิ่งส่งคณะทูตระดับสูง นำโดย Qiu Xiaoqi ผู้แทนพิเศษของสี จิ้นผิง เข้าพบมาดูโรเมื่อวันที่ 2 มกราคม เพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ "พี่น้องที่ผ่านการทดสอบ" ทว่าชั่วโมงต่อมา การโจมตีก็เกิดขึ้น การจับกุมมาดูโรจึงถูกตีความว่าเป็น "สัญญาณ" ชัดเจนจากวอชิงตันถึงปักกิ่ง
สหรัฐฯ กับกลยุทธ์ "ปฏิเสธ" (Denial Strategy) ต่อจีน
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐฯ เคยเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านในปี 2025 ซึ่งจีนก็เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน ลำดับเหตุการณ์ชี้ให้เห็นรูปแบบชัดเจน
- กดดันอิหร่าน → ลดการไหลของน้ำมันราคาถูกไปจีน
- ควบคุมเวเนซุเอลา → ตัดแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกแห่งในซีกโลกตะวันตก
เป้าหมายไม่ใช่แค่ "ยึดน้ำมัน" แต่เป็นการ ปฏิเสธ (deny) ให้จีนเข้าถึง
- พลังงานราคาถูก
- ผู้ส่งออกที่เชื่อถือได้
- ฐานที่มั่นทางยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตก
ทรัมป์ระบุชัดว่าสหรัฐฯ จะ "บริหารประเทศ" ชั่วคราว จนกว่าจะมี "การเปลี่ยนผ่านที่ปลอดภัยและเหมาะสม" พร้อมเชิญบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยหวังให้จีนยังคงได้น้ำมันต่อไป แต่ภายใต้การควบคุมของอเมริกา
จีนตอบโต้ด้วย "สงครามทรัพยากร" – เริ่มจากเงินเฟ้อเงินตรา
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 จีนเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกเงินตรา (silver) อย่างเข้มงวด โดยบริษัทต้องขอใบอนุญาตจากรัฐบาล และจำกัดเฉพาะบริษัทใหญ่ที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น (ผลิตอย่างน้อย 80 ตัน/ปี และมีวงเงินเครดิตสูง) ส่งผลให้ราคาเงินตราโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (บางช่วงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์)
เงินตราเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม แผงโซลาร์เซลล์, รถยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์การแพทย์ จีนครองส่วนแบ่งการกลั่นเงินตราระดับโลก 60-70% การจำกัดส่งออกจึงเท่ากับการกักตุนทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อรอง "ทรัพยากรแลกทรัพยากร" ในอนาคต
หากการเจรจากับสหรัฐฯ ล้มเหลว จีนอาจตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจเป็นความรุนแรงทางภูมิรัฐศาสตร์
ผลกระทบต่อตลาดโลก ลำดับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
หากสถานการณ์ลุกลาม เราอาจเห็นภาพซ้ำรอยเหตุการณ์ใหญ่ในอดีต แต่รุนแรงกว่า
- น้ำมัน → ความเสี่ยงด้านอุปทาน → ราคาพุ่ง → เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
- หุ้น → ตลาดเกิดใหม่แตกก่อน (โดยเฉพาะที่พึ่งพาจีนและพลังงาน) → ตามด้วยตลาดหุ้นโลก
- ดอลลาร์สหรัฐ → พุ่งระยะสั้น → สกุลเงินเกิดใหม่ถูกบดขยี้
- Bitcoin และคริปโต → ขาดสภาพคล่องช่วงแรก (liquidity flush) → แต่กลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยในระยะยาว
นี่ไม่ใช่แค่ "วัฏจักรปกติ" หรือ "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" แต่เป็น การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ที่ย้ายสนามรบมาสู่พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
เวเนซุเอลาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจีนรู้สึกถูกคุกคามรุนแรง โลกอาจเข้าสู่ยุคที่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจกลายเป็นสงครามจริงอย่างรวดเร็ว
สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อทุกอย่างชัดเจน... มันอาจสายเกินไปแล้ว
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปี 2026 ที่กำลังจะเป็นปีแห่งความผันผวนครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเอาชีวิตรอดในยุคที่พลังงานและทรัพยากรถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
โลกกำลังเปลี่ยนแปลง... และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เคยใจดีกับคนที่ "มองข้าม"
🚨 วิกฤตการณ์ใหญ่ปี 2026 การล่มสลายของตลาดโลกที่ 98% ของคนจะสูญเสียทุกอย่าง?
ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 โลกกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา ส่งตัวไปยังนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อหายาเสพติดและอาวุธ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่เพียงแต่กระทบเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของเกมใหญ่ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน
เวเนซุเอลา น้ำมันมากที่สุดในโลก แต่ถูกใช้เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์
เวเนซุเอลามีน้ำมันดิบสำรองที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303 พันล้านบาร์เรล (คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของโลก) แต่การผลิตจริงในช่วงปี 2025-2026 เหลือเพียงวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรลเท่านั้น (น้อยกว่า 1% ของอุปทานโลก) เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทรุดโทรม การคว่ำบาตร และการจัดการที่ย่ำแย่
จุดสำคัญคือ จีน เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ซื้อน้ำมันเวเนซุเอลาในสัดส่วน 80-85% ของการส่งออกทั้งหมด โดยได้ในราคาพิเศษมาก (discounted crude) เพราะความเสี่ยงทางการเมืองสูง การโจมตีและการควบคุมเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม "ตัดคอ" แหล่งพลังงานราคาถูกของจีนโดยตรง
ก่อนหน้าที่มาดูโรจะถูกจับ จีนเพิ่งส่งคณะทูตระดับสูง นำโดย Qiu Xiaoqi ผู้แทนพิเศษของสี จิ้นผิง เข้าพบมาดูโรเมื่อวันที่ 2 มกราคม เพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ "พี่น้องที่ผ่านการทดสอบ" ทว่าชั่วโมงต่อมา การโจมตีก็เกิดขึ้น การจับกุมมาดูโรจึงถูกตีความว่าเป็น "สัญญาณ" ชัดเจนจากวอชิงตันถึงปักกิ่ง
สหรัฐฯ กับกลยุทธ์ "ปฏิเสธ" (Denial Strategy) ต่อจีน
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐฯ เคยเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านในปี 2025 ซึ่งจีนก็เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน ลำดับเหตุการณ์ชี้ให้เห็นรูปแบบชัดเจน
- กดดันอิหร่าน → ลดการไหลของน้ำมันราคาถูกไปจีน
- ควบคุมเวเนซุเอลา → ตัดแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกแห่งในซีกโลกตะวันตก
เป้าหมายไม่ใช่แค่ "ยึดน้ำมัน" แต่เป็นการ ปฏิเสธ (deny) ให้จีนเข้าถึง
- พลังงานราคาถูก
- ผู้ส่งออกที่เชื่อถือได้
- ฐานที่มั่นทางยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตก
ทรัมป์ระบุชัดว่าสหรัฐฯ จะ "บริหารประเทศ" ชั่วคราว จนกว่าจะมี "การเปลี่ยนผ่านที่ปลอดภัยและเหมาะสม" พร้อมเชิญบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยหวังให้จีนยังคงได้น้ำมันต่อไป แต่ภายใต้การควบคุมของอเมริกา
จีนตอบโต้ด้วย "สงครามทรัพยากร" – เริ่มจากเงินเฟ้อเงินตรา
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 จีนเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกเงินตรา (silver) อย่างเข้มงวด โดยบริษัทต้องขอใบอนุญาตจากรัฐบาล และจำกัดเฉพาะบริษัทใหญ่ที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น (ผลิตอย่างน้อย 80 ตัน/ปี และมีวงเงินเครดิตสูง) ส่งผลให้ราคาเงินตราโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (บางช่วงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์)
เงินตราเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม แผงโซลาร์เซลล์, รถยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์การแพทย์ จีนครองส่วนแบ่งการกลั่นเงินตราระดับโลก 60-70% การจำกัดส่งออกจึงเท่ากับการกักตุนทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อรอง "ทรัพยากรแลกทรัพยากร" ในอนาคต
หากการเจรจากับสหรัฐฯ ล้มเหลว จีนอาจตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจเป็นความรุนแรงทางภูมิรัฐศาสตร์
ผลกระทบต่อตลาดโลก ลำดับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
หากสถานการณ์ลุกลาม เราอาจเห็นภาพซ้ำรอยเหตุการณ์ใหญ่ในอดีต แต่รุนแรงกว่า
- น้ำมัน → ความเสี่ยงด้านอุปทาน → ราคาพุ่ง → เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
- หุ้น → ตลาดเกิดใหม่แตกก่อน (โดยเฉพาะที่พึ่งพาจีนและพลังงาน) → ตามด้วยตลาดหุ้นโลก
- ดอลลาร์สหรัฐ → พุ่งระยะสั้น → สกุลเงินเกิดใหม่ถูกบดขยี้
- Bitcoin และคริปโต → ขาดสภาพคล่องช่วงแรก (liquidity flush) → แต่กลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยในระยะยาว
นี่ไม่ใช่แค่ "วัฏจักรปกติ" หรือ "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" แต่เป็น การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ที่ย้ายสนามรบมาสู่พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
เวเนซุเอลาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจีนรู้สึกถูกคุกคามรุนแรง โลกอาจเข้าสู่ยุคที่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจกลายเป็นสงครามจริงอย่างรวดเร็ว
สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อทุกอย่างชัดเจน... มันอาจสายเกินไปแล้ว
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปี 2026 ที่กำลังจะเป็นปีแห่งความผันผวนครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเอาชีวิตรอดในยุคที่พลังงานและทรัพยากรถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
โลกกำลังเปลี่ยนแปลง... และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เคยใจดีกับคนที่ "มองข้าม"