“แค่เอื้อมมือไปหยิบของหลังรถ ร้าวไปทั้งแขน”
“ตอนกลางวันยังพอทน แต่พอกลางคืนนอนแทบไม่ได้ ปวดจนตื่น”
ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่หมอได้ยินจนชินหู จากคนไข้ที่เดินกุมไหล่เข้ามาในห้องตรวจครับ หลายคนคิดว่าตัวเองแค่นอนตกหมอน หรือแค่ “เส้นจม” เดี๋ยวไปนวดก็หาย แต่ยิ่งนวดกลับยิ่งระบม ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งยกแขนไม่ขึ้น
เรื่องราวของ “คุณป้าสมศรี” (นามสมมติ) วัย 62 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ ป้าสมศรีชอบทำสวน วันหนึ่งพยายามเอื้อมตัดกิ่งไม้สูงๆ รู้สึกแปล๊บที่ไหล่ แต่ก็ฝืนทำต่อ ตกเย็นเริ่มปวดตุบๆ ลูกหลานซื้อยาแปะให้ก็ไม่ดีขึ้น ผ่านไป 3 เดือน ป้าสมศรีเริ่มใส่เสื้อชั้นในเองไม่ได้ หวีผมลำบาก พอมาหาหมอ ตรวจดูพบว่าเส้นเอ็นไหล่อักเสบเรื้อรังและเริ่มมีการฉีกขาดเล็กน้อย
สิ่งที่น่าเสียดายคือ ถ้าป้าสมศรีรู้ “วิธีปฏิบัติตัว” ตั้งแต่เจ็บวันแรก อาการคงไม่ลุกลามขนาดนี้ วันนี้หมอเลยตั้งใจเขียนบทความนี้ เพื่อให้ทุกคนรู้วิธีดูแลไหล่ของตัวเองอย่างถูกต้องครับ
ทำความเข้าใจ: ทำไม “เส้นเอ็นไหล่” ถึงมีปัญหา?
ข้อไหล่ของเราเป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกายครับ ลองจินตนาการถึงลูกกลมๆ ที่กลิ้งอยู่บนจานตื้นๆ สิ่งที่ช่วยยึดลูกกลมๆ นี้ให้อยู่กับที่และขยับได้ คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หุ้มรอบไหล่เสมือน “ปลอกแขน” (Rotator Cuff)
เมื่อเราอายุมากขึ้น เส้นเอ็นเหล่านี้จะเริ่มเสื่อมสภาพตามการใช้งาน เปรียบเหมือนเชือกที่ใช้งานมานาน เกลียวเชือกจะเริ่มเปื่อยยุ่ย ยืดหยุ่นน้อยลง พอเราไปใช้งานหนักๆ ยกของสูง กระชาก หรือมีการเสียดสีซ้ำๆ เส้นเอ็นก็จะเกิดการอักเสบ บวม หรือฉีกขาดได้ในที่สุด
อาการสัญญาณเตือน: แบบนี้แหละ เส้นเอ็นไหล่มีปัญหา
อาการของโรคนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไปครับ แต่จะมีจุดสังเกตที่ชัดเจน คือ:
1. ปวดตอนกลางคืน: นี่คืออาการคลาสสิกครับ นอนตะแคงทับข้างที่เจ็บไม่ได้ หรือบางทีนอนเฉยๆ ก็ปวดจนตื่น
2. องศาการขยับลดลง: โดยเฉพาะท่ายกแขนสูง ท่าไขว้หลัง (เช่น ท่าติดตะขอเสื้อใน หรือท่าล้วงกระเป๋าหลัง)
3. อ่อนแรง: รู้สึกว่าแขนข้างนั้นไม่มีแรงยกของหนัก หรือยกแขนค้างไว้นานๆ ไม่ได้
4. เสียงในข้อ: เวลาขยับอาจได้ยินเสียงกึกกัก หรือรู้สึกฝืดๆ ในข้อไหล่
การตรวจวินิจฉัย: หาความจริงให้เจอ
การมาหาหมอ ไม่ใช่แค่การรับยาแก้ปวดครับ แต่คือการหาต้นตอ หมอจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อดูมุมการเคลื่อนไหวและจุดกดเจ็บ
หลังจากนั้น เราจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย:
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ว่ามีหินปูนเกาะกระดูก หรือมีกระดูกงอกไปกดทับเส้นเอ็นหรือไม่
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ปัจจุบันเครื่องมือนี้เปรียบเสมือนหูฟังของหมอกระดูกครับ ช่วยให้เห็นเส้นเอ็น การอักเสบ หรือรอยฉีกขาดได้ทันทีในห้องตรวจ โดยไม่ต้องรอคิวนาน
- เอ็มอาร์ไอ (MRI): จะใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดสูงมาก หรือวางแผนผ่าตัด เพื่อดูความลึกและความกว้างของรอยฉีกขาด
สิ่งที่ควรทำ และ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Dos and Don’ts)
นี่คือหัวใจสำคัญของบทความนี้ครับ การรักษาที่ดีที่สุดเริ่มที่ “พฤติกรรม” ของตัวเราเอง หมอขอแบ่งเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (พฤติกรรมเสี่ยงทำลายไหล่)
1. หลีกเลี่ยงการยกแขนสูงเหนือศีรษะ: การเอื้อมหยิบของบนชั้นสูง การตากผ้าที่ราวสูงเกินไป หรือการทำความสะอาดเพดาน จะทำให้กระดูกไหล่ไปเสียดสีและหนีบเส้นเอ็นที่กำลังอักเสบอยู่ อาการจะแย่ลงทันที
2. เลี่ยงท่าไขว้หลัง: ท่าที่ต้องบิดแขนไปด้านหลัง เช่น การเอื้อมหยิบของเบาะหลังรถ การถูหลังขณะอาบน้ำ หรือการติดตะขอเสื้อชั้นในด้วยตัวเอง (สำหรับคุณผู้หญิง แนะนำให้ติดตะขอจากด้านหน้าแล้วหมุน หรือให้คนช่วยครับ)
3. ไม่ควรนอนทับไหล่ข้างที่เจ็บ: การนอนตะแคงทับข้างที่มีปัญหา จะไปกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และเพิ่มแรงดันในข้อไหล่ ทำให้ปวดมากขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการสะบัดหรือเหวี่ยงแขนแรงๆ: การออกกำลังกายที่ต้องเหวี่ยงแขนเร็วๆ หรือการสะบัดผ้าแรงๆ อาจทำให้เส้นเอ็นที่เปราะบางอยู่แล้วฉีกขาดเพิ่มขึ้นได้
5. ไม่ควรหิ้วของหนักแบบถุงหูหิ้ว: การปล่อยแขนห้อยลงแล้วถือของหนัก จะเกิดแรงดึงที่หัวไหล่โดยตรง ควรเปลี่ยนมาใช้รถเข็น หรืออุ้มของแนบอกแทน
6. ไม่ควรนวดไหล่บริเวณที่ปวด
สิ่งที่ควรปฏิบัติ (พฤติกรรมช่วยฟื้นฟู)
1. ปรับท่านอน: ให้นอนหงาย โดยใช้หมอนใบเล็กๆ หรือผ้าขนหนูม้วนรองใต้ศอกข้างที่เจ็บ หรือกอดหมอนข้างไว้ เพื่อพยุงไหล่ให้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด
2. ประคบให้ถูกวิธี:
ถ้าปวดเฉียบพลัน (บวม แดง ร้อน เพิ่งเจ็บมาใหม่ๆ ภายใน 24-48 ชม.): ให้ ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบ
1. บริหารไหล่เบาๆ (Pendulum Exercise): ยืนโน้มตัวไปข้างหน้า ใช้มือข้างดีเกาะโต๊ะ ปล่อยแขนข้างที่เจ็บทิ้งดิ่งลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง แล้วแกว่งแขนเป็นวงกลมเล็กๆ เบาๆ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ช่วยลดอาการข้อติดได้ดีมาก
2. เก็บข้อศอกให้ชิดลำตัว: พยายามทำกิจกรรมต่างๆ โดยให้ข้อศอกอยู่ใกล้ลำตัวมากที่สุด (Keep Elbow Close to Body) จะช่วยลดภาระของเส้นเอ็นไหล่ได้มาก
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
เมื่อปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น หมอมีแนวทางช่วยเหลือดังนี้ครับ
1. การใช้ยา: ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดบวมได้ แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลต่อกระเพาะและไต
2. กายภาพบำบัด: การใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวด์บำบัด เลเซอร์ หรือการดัดดึงข้อต่อ เพื่อลดปวดและเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว
3. การฉีดยาด้วยระบบอัลตราซาวด์นำวิถี: ปัจจุบันเราไม่ฉีดยาแบบกะเอา หรือคลำจุดเอาแล้วครับ หมอจะใช้อัลตราซาวด์สแกนหาตำแหน่งที่มีการอักเสบแม่นยำ แล้วฉีดยา (อาจเป็นสเตียรอยด์เพื่อลดอักเสบเฉียบพลัน หรือเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP เพื่อซ่อมแซม) เข้าไปที่จุดนั้นโดยตรง ทำให้ได้ผลดีและปลอดภัยสูง
4. การผ่าตัดส่องกล้อง: เราจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ
- รักษาด้วยวิธีอื่นมา 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น
- เส้นเอ็นฉีกขาดขนาดใหญ่ หรือขาดแบบสมบูรณ์
- มีอาการอ่อนแรงชัดเจนจนรบกวนชีวิตประจำวัน
การผ่าตัดสมัยใหม่เป็นการ “ส่องกล้อง” แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากครับ
บทพยากรณ์โรค: จะหายไหม?
โรคเส้นเอ็นไหล่อักเสบหรือฉีกขาด “สามารถรักษาให้คุณภาพชีวิตกลับมาดีได้” ครับ แต่ต้องใช้ความอดทน เส้นเอ็นเป็นอวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมตัวเองจึงใช้เวลา (เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% อาการดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม กายภาพ และการใช้ยา โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หัวใจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” และ “การหยุดพฤติกรรมทำร้ายไหล่” ตามที่หมอแนะนำไปข้างต้นครับ
สรุป
อาการปวดไหล่ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม และไม่ใช่เรื่องของความชราที่ต้องจำยอม การรู้ว่าอะไร “ควรทำ” และอะไร “ควรเลี่ยง” คือยาขนานเอกที่จะช่วยให้ท่านกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง ลองนำวิธีที่หมอแนะนำไปปรับใช้ดูนะครับ ไหล่ของเราจะได้อยู่ใช้งานไปกับเราได้อีกนานๆ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง
---
ข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่จากปัญหาเส้นเอ็น
“ตอนกลางวันยังพอทน แต่พอกลางคืนนอนแทบไม่ได้ ปวดจนตื่น”
ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่หมอได้ยินจนชินหู จากคนไข้ที่เดินกุมไหล่เข้ามาในห้องตรวจครับ หลายคนคิดว่าตัวเองแค่นอนตกหมอน หรือแค่ “เส้นจม” เดี๋ยวไปนวดก็หาย แต่ยิ่งนวดกลับยิ่งระบม ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งยกแขนไม่ขึ้น
เรื่องราวของ “คุณป้าสมศรี” (นามสมมติ) วัย 62 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ ป้าสมศรีชอบทำสวน วันหนึ่งพยายามเอื้อมตัดกิ่งไม้สูงๆ รู้สึกแปล๊บที่ไหล่ แต่ก็ฝืนทำต่อ ตกเย็นเริ่มปวดตุบๆ ลูกหลานซื้อยาแปะให้ก็ไม่ดีขึ้น ผ่านไป 3 เดือน ป้าสมศรีเริ่มใส่เสื้อชั้นในเองไม่ได้ หวีผมลำบาก พอมาหาหมอ ตรวจดูพบว่าเส้นเอ็นไหล่อักเสบเรื้อรังและเริ่มมีการฉีกขาดเล็กน้อย
สิ่งที่น่าเสียดายคือ ถ้าป้าสมศรีรู้ “วิธีปฏิบัติตัว” ตั้งแต่เจ็บวันแรก อาการคงไม่ลุกลามขนาดนี้ วันนี้หมอเลยตั้งใจเขียนบทความนี้ เพื่อให้ทุกคนรู้วิธีดูแลไหล่ของตัวเองอย่างถูกต้องครับ
ทำความเข้าใจ: ทำไม “เส้นเอ็นไหล่” ถึงมีปัญหา?
ข้อไหล่ของเราเป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกายครับ ลองจินตนาการถึงลูกกลมๆ ที่กลิ้งอยู่บนจานตื้นๆ สิ่งที่ช่วยยึดลูกกลมๆ นี้ให้อยู่กับที่และขยับได้ คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หุ้มรอบไหล่เสมือน “ปลอกแขน” (Rotator Cuff)
เมื่อเราอายุมากขึ้น เส้นเอ็นเหล่านี้จะเริ่มเสื่อมสภาพตามการใช้งาน เปรียบเหมือนเชือกที่ใช้งานมานาน เกลียวเชือกจะเริ่มเปื่อยยุ่ย ยืดหยุ่นน้อยลง พอเราไปใช้งานหนักๆ ยกของสูง กระชาก หรือมีการเสียดสีซ้ำๆ เส้นเอ็นก็จะเกิดการอักเสบ บวม หรือฉีกขาดได้ในที่สุด
อาการสัญญาณเตือน: แบบนี้แหละ เส้นเอ็นไหล่มีปัญหา
อาการของโรคนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไปครับ แต่จะมีจุดสังเกตที่ชัดเจน คือ:
1. ปวดตอนกลางคืน: นี่คืออาการคลาสสิกครับ นอนตะแคงทับข้างที่เจ็บไม่ได้ หรือบางทีนอนเฉยๆ ก็ปวดจนตื่น
2. องศาการขยับลดลง: โดยเฉพาะท่ายกแขนสูง ท่าไขว้หลัง (เช่น ท่าติดตะขอเสื้อใน หรือท่าล้วงกระเป๋าหลัง)
3. อ่อนแรง: รู้สึกว่าแขนข้างนั้นไม่มีแรงยกของหนัก หรือยกแขนค้างไว้นานๆ ไม่ได้
4. เสียงในข้อ: เวลาขยับอาจได้ยินเสียงกึกกัก หรือรู้สึกฝืดๆ ในข้อไหล่
การตรวจวินิจฉัย: หาความจริงให้เจอ
การมาหาหมอ ไม่ใช่แค่การรับยาแก้ปวดครับ แต่คือการหาต้นตอ หมอจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อดูมุมการเคลื่อนไหวและจุดกดเจ็บ
หลังจากนั้น เราจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย:
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ว่ามีหินปูนเกาะกระดูก หรือมีกระดูกงอกไปกดทับเส้นเอ็นหรือไม่
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ปัจจุบันเครื่องมือนี้เปรียบเสมือนหูฟังของหมอกระดูกครับ ช่วยให้เห็นเส้นเอ็น การอักเสบ หรือรอยฉีกขาดได้ทันทีในห้องตรวจ โดยไม่ต้องรอคิวนาน
- เอ็มอาร์ไอ (MRI): จะใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดสูงมาก หรือวางแผนผ่าตัด เพื่อดูความลึกและความกว้างของรอยฉีกขาด
สิ่งที่ควรทำ และ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (Dos and Don’ts)
นี่คือหัวใจสำคัญของบทความนี้ครับ การรักษาที่ดีที่สุดเริ่มที่ “พฤติกรรม” ของตัวเราเอง หมอขอแบ่งเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (พฤติกรรมเสี่ยงทำลายไหล่)
1. หลีกเลี่ยงการยกแขนสูงเหนือศีรษะ: การเอื้อมหยิบของบนชั้นสูง การตากผ้าที่ราวสูงเกินไป หรือการทำความสะอาดเพดาน จะทำให้กระดูกไหล่ไปเสียดสีและหนีบเส้นเอ็นที่กำลังอักเสบอยู่ อาการจะแย่ลงทันที
2. เลี่ยงท่าไขว้หลัง: ท่าที่ต้องบิดแขนไปด้านหลัง เช่น การเอื้อมหยิบของเบาะหลังรถ การถูหลังขณะอาบน้ำ หรือการติดตะขอเสื้อชั้นในด้วยตัวเอง (สำหรับคุณผู้หญิง แนะนำให้ติดตะขอจากด้านหน้าแล้วหมุน หรือให้คนช่วยครับ)
3. ไม่ควรนอนทับไหล่ข้างที่เจ็บ: การนอนตะแคงทับข้างที่มีปัญหา จะไปกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และเพิ่มแรงดันในข้อไหล่ ทำให้ปวดมากขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการสะบัดหรือเหวี่ยงแขนแรงๆ: การออกกำลังกายที่ต้องเหวี่ยงแขนเร็วๆ หรือการสะบัดผ้าแรงๆ อาจทำให้เส้นเอ็นที่เปราะบางอยู่แล้วฉีกขาดเพิ่มขึ้นได้
5. ไม่ควรหิ้วของหนักแบบถุงหูหิ้ว: การปล่อยแขนห้อยลงแล้วถือของหนัก จะเกิดแรงดึงที่หัวไหล่โดยตรง ควรเปลี่ยนมาใช้รถเข็น หรืออุ้มของแนบอกแทน
6. ไม่ควรนวดไหล่บริเวณที่ปวด
สิ่งที่ควรปฏิบัติ (พฤติกรรมช่วยฟื้นฟู)
1. ปรับท่านอน: ให้นอนหงาย โดยใช้หมอนใบเล็กๆ หรือผ้าขนหนูม้วนรองใต้ศอกข้างที่เจ็บ หรือกอดหมอนข้างไว้ เพื่อพยุงไหล่ให้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด
2. ประคบให้ถูกวิธี:
ถ้าปวดเฉียบพลัน (บวม แดง ร้อน เพิ่งเจ็บมาใหม่ๆ ภายใน 24-48 ชม.): ให้ ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบ
1. บริหารไหล่เบาๆ (Pendulum Exercise): ยืนโน้มตัวไปข้างหน้า ใช้มือข้างดีเกาะโต๊ะ ปล่อยแขนข้างที่เจ็บทิ้งดิ่งลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง แล้วแกว่งแขนเป็นวงกลมเล็กๆ เบาๆ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ช่วยลดอาการข้อติดได้ดีมาก
2. เก็บข้อศอกให้ชิดลำตัว: พยายามทำกิจกรรมต่างๆ โดยให้ข้อศอกอยู่ใกล้ลำตัวมากที่สุด (Keep Elbow Close to Body) จะช่วยลดภาระของเส้นเอ็นไหล่ได้มาก
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
เมื่อปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น หมอมีแนวทางช่วยเหลือดังนี้ครับ
1. การใช้ยา: ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดบวมได้ แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลต่อกระเพาะและไต
2. กายภาพบำบัด: การใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวด์บำบัด เลเซอร์ หรือการดัดดึงข้อต่อ เพื่อลดปวดและเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว
3. การฉีดยาด้วยระบบอัลตราซาวด์นำวิถี: ปัจจุบันเราไม่ฉีดยาแบบกะเอา หรือคลำจุดเอาแล้วครับ หมอจะใช้อัลตราซาวด์สแกนหาตำแหน่งที่มีการอักเสบแม่นยำ แล้วฉีดยา (อาจเป็นสเตียรอยด์เพื่อลดอักเสบเฉียบพลัน หรือเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP เพื่อซ่อมแซม) เข้าไปที่จุดนั้นโดยตรง ทำให้ได้ผลดีและปลอดภัยสูง
4. การผ่าตัดส่องกล้อง: เราจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ
- รักษาด้วยวิธีอื่นมา 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น
- เส้นเอ็นฉีกขาดขนาดใหญ่ หรือขาดแบบสมบูรณ์
- มีอาการอ่อนแรงชัดเจนจนรบกวนชีวิตประจำวัน
การผ่าตัดสมัยใหม่เป็นการ “ส่องกล้อง” แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากครับ
บทพยากรณ์โรค: จะหายไหม?
โรคเส้นเอ็นไหล่อักเสบหรือฉีกขาด “สามารถรักษาให้คุณภาพชีวิตกลับมาดีได้” ครับ แต่ต้องใช้ความอดทน เส้นเอ็นเป็นอวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมตัวเองจึงใช้เวลา (เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% อาการดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม กายภาพ และการใช้ยา โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หัวใจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” และ “การหยุดพฤติกรรมทำร้ายไหล่” ตามที่หมอแนะนำไปข้างต้นครับ
สรุป
อาการปวดไหล่ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรมองข้าม และไม่ใช่เรื่องของความชราที่ต้องจำยอม การรู้ว่าอะไร “ควรทำ” และอะไร “ควรเลี่ยง” คือยาขนานเอกที่จะช่วยให้ท่านกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง ลองนำวิธีที่หมอแนะนำไปปรับใช้ดูนะครับ ไหล่ของเราจะได้อยู่ใช้งานไปกับเราได้อีกนานๆ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง
---