☺ จำพวกที่ ๑ : จิตไม่สงบ¹
หญิงชายท่านมาเจริญสมถกรรมฐาน บำเพ็ญเดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ บ่มอินทรีย์ให้แก่ ทุกวิธีการ สะสมบารมีธรรมให้เกิดทุกระยะ จิตยังไม่สงบ แต่อินทรีย์แก่แล้ว บารมีธรรมก็เต็มแล้ว เมื่อเข้าฟังธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็เทศน์บทบาทที่ว่า
กาเย กายานุปัสสี วิหะระติฯ กายก็สักแต่ว่ากาย เพราะมันแก่ มันเจ็บ มันตาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลเราเขาแน่แท้ ฉะนั้นเราท่านทั้งหลายจงกำหนดดูให้รู้ด้วยปัญญาวิปัสสนา ที่ฝึกฝนอบรมมานั้น จะได้รู้แจ้งเห็นจริงในไตรวัฏฏ์โลกธาตุ ว่าสิ่งใดเป็นเขาเป็นเรา ไม่มี
สิ่งที่เป็นเราแท้ก็มีแต่ใจเท่านั้น นอกนั้นเป็นสัมภาระปัจจัยเครื่องอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลมไฟ นี้นั้น ท่านจงกำหนดดูให้รู้ว่า เป็นของเหลือวิสัยที่โลกผู้ท่องเที่ยวเกิดดับในวัฏฏทุกข์ ไม่มีวันจบสิ้นได้ จะเอาให้อยู่ในอำนาจตามใจหมาย ไม่ได้ทั้งนั้นผลสุดท้ายก็ต้องแปรผัน เปลี่ยนแปลงสภาพไปสู่ความแตกดับ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราแท้ นั่นแหละ
ภิกษุสงฆ์องค์เจ้า จำพวกนี้ หญิงชาย พิจารณาเห็นชอบตามแล้ว จิตนั้นก็ใช้ปัญญาตัดวัฏฏทุกข์ รื้อถอน กิเลส โลภ โกรธ หลง อวิชชา ตัณหา ขาดจากใจ ได้บรรลุอริยมรรค อริยผล พ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร มีพระนิพพานเกิดขึ้นที่ดวงจิต เพราะท่านใช้ปัญญาวิปัสสนา ใคร่ครวญหาเหตุผลต้นปลายของภพชาติสังขาร นั่นแหละ ก็แก้ตนไปได้ จิตไม่สงบดอก
☺ จำพวกที่ ๒ : ขณิกสมาธิ¹
หญิงชายเมื่อมาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
กรรม แปลว่า การกระทำ ฐาน เป็นที่ตั้ง เดิน ยืน นั่ง ตั้งมั่นคงแล้ว วิปัสสธาตุ มาแจ้งที่ภพชาติสังขาร เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั่นแหละ จิตก็สงบเฉียด ๆ ลงถึงขั้นขณิกสมาธิ เท่านั้นแหละก็พิจารณาค้นคว้าเห็นตามจริง แจ้งชัดในขณะนั้น ก็เรามาอยู่กับของตาย ของไม่มีสาระแก่นสาร ของเป็นอสรพิษ ขบกัดให้เป็นทุกข์ ไม่มีวันจบสิ้นได้ เราจะอยู่ไปอีกก็เป็นการยากลำบากช้านาน มีแต่ทุกข์กับทุกข์ หาสุขไม่มี ก็ใช้ปัญญา โยนิโส มนสิการ ใคร่ครวญเห็นจริงแจ้งชัดแล้ว ก็ยึดดาบเพชร คือ ปัญญา ตัด วัฏฏทุกข์ มีกรรมวัฏฏ์ คือ การทำกรรมชั่วเป็นทุกข์ กิเลสวัฏฏ์ กิเลสเป็นเหตุเกิดทุกข์ วิปากวัฏฏ์ ได้เสวยวิบากกรรมชั่วนั้นวัฏฏ์ทั้ง ๓ รื้อถอนออกจากดวงจิต จิตได้บรรลุอรหัตผลพ้นทุกข์ ในขณะนั้นก็เป็นผู้หมดทุกข์โทษภัยในวัฏฏทุกข์ วัฏฏสงสารไม่มีอีกต่อไป
☺ จำพวกที่ ๓ : อุปจารสมาธิ¹
หญิงชายเมื่อมาเจริญสมถกรรมฐาน เดิน ยืน นั่ง นำความสงบให้มีเกิดขึ้นทุกระยะ แล้วก็พิจารณาชาติภพสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา จิตก็รวมลงสู่ อุปจารสมาธิ อันแน่นแฟ้น แล้วก็พิจารณาหาเหตุผลต้นปลายของชาติภพสังขาร ถึงสภาพตายก็สาบสูญ ไม่มีอะไรเป็เขา เป็นเรา จิตก็ยึดปัญญารื้อถอนสังโยชน์ ๑๐ ปัจจัย ๑๐ ออกจากจิตถึงวิมุตติหลุดพ้น คือ พระนิพพาน เกิดขึ้นแล้วที่จิตนั้น หมดทุกข์โทษภัยน้อยใหญ่ในวัฏฏสงสาร
นี่จำพวกที่สาม เพราะอินทรีย์แก่แล้ว บารมีธรรมแก่แล้ว
☺ จำพวกที่ ๔ : อัปปนาสมาธิ¹
หญิงชาย มาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานขั้นเหตุ นำจิตเข้าสู่ความสงบ พร้อมทั้งรู้แจ้งเห็นจริง ประมวลเข้ากันทั้ง ๒ กรรมฐาน ก็ไม่มีอะไรเป็นเขาเป็นเรา หมดเสียสิ้น จิตก็รวมลงสู่ อัปนาสมาธิอันแน่แฟ้น พอรวมลงถึงฐานนั้นแล้ว อยู่พอสมควรจิตก็ถอนขึ้นมาอยู่ระหว่าง อุปจารสมาธิ สมาธิทั้ง ๒ นี้ เป็นกำลังของจิต เป็นหินลับจิตให้คมกล้า มีกำลัง แล้วก็ออกเดินวิปัสสนา ค้นคว้า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ โทษภัยน้อยใหญ่ จนถึงสภาพตายแล้วเปื่อยเน่าสาบสูญ ไม่มีอะไรเป็เขาเป็นเรา เห็นจริงแจ้งชัดในขณะนั้น ก็เรามาอยู่กับของตายแล้วก็สาบสูญ ไม่มีอะไรเป็นเขาเป็นเราเสียสิ้น จะอยู่ไปอีกก็ได้สมบัติอย่างนี้ ไม่มีวันจบสิ้น ในการเกิดดับในโลกวัฏฏทุกข์เสียสิ้น
อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ตัณหา ๓ เป็นตัวเหตุ เป็นเครื่องร้อยรัดผูกมัดดวงจิตของโลก คือ หมู่สัตว์ ให้เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่
อวิชชา เป็นปัจจัย เป็นเครื่องครอบงำจิตให้มืด ในภพชาติสังขาร ไม่รู้เท่า นั่นแหละ ท่านเหล่านี้ก็ยึดดาบเพชร คือ สติกับปัญญา ที่ลับดีแล้ว รื้อถอนสังโยชน์ ๑๐ ปัจจัย ๑๐ ออกจากดวงจิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็ล่วงพ้นทุกข์เสียได้ แล้วก็หมดทุกข์โทษภัยน้อยใหญ่ พ้นไปจากความเป็นนักโทษใหญ่ของพญามัจจุราชผู้มีอำนาจเสนาใหญ่ จะมิได้สังหารภพชาติสังขารให้ย่อยยับอีกต่อไป
พญามัจจุราช ก็โบกมือเลย คนอย่างนี้หมดวิสัยแล้ว ที่จะทำลายได้ ลูกศรก็ทำลายไม่ได้ ดาบเพชรก็ทำลายไม่ได้ ตะบองเหล็กก็ทำลายไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำลายได้ เพราะดวงจิตของท่านทั้งหลายเหล่านี้ วิราโช จิตปราศจากเครื่องเศร้าหมองเสียสิ้น เป็นมหิทธิฤทธิ์อันเลิศประเสริฐแท้ เหนือสิ่งใด ๆ ทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะทำลายได้ ก็หมดภพชาติสังขารในการท่องเที่ยวเท่านั้นแหละ
¹จากเทปเรื่อง เปรตชำพุกะ (25 ก.ค. 2533)
แบ่งปันสิ่งนี้:
☺ พระอริยเจ้า [สุกขวิปัสสกะ] จำพวกที่ ๑ : จิตไม่สงบ [ความรู้หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย ☺]