ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด

KEY  POINTS

บล.บัวหลวง คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 จะฟื้นตัวแตะระดับ 1,440 จุด โดยอิงจากกำไรต่อหุ้นที่คาดว่าจะเติบโต 9.8%

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ผ่านจุดต่ำสุด การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง

หลังจากตลาดหุ้นไทยปี 2568 ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างหนัก ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ และภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สงครามแถบตะวันออกกลาง ผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค.2568) ปรับตัวลดลง 140.54 จุด หรือลดลง 10.04% จากสิ้นปี 2567 ปิดที่ 1,400.21 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา    
ทางด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 อยู่ที่ 15,931,939.88 ล้านบาท หรือลดลง 1,501,813.57 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 17,433,753.45 ล้านบาท

บล.บัวหลวง ประเมินว่า ในปี 2569 ตลาดตราสารทุนจะทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3-4 ปี 2568 กดดันจากการค้าโลกที่อาจชะลอ สะท้อนผลกระทบมาตรการภาษีทรัมป์ ทั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่แผ่ว และการระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) กดดันภาคการส่งออกของไทย 

ทั้งนี้ แรงหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คาดมาจาก
วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle)
คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาส หลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ (อ้างอิงจากสงครามการค้ารอบแรก) อาจกดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤต) 

สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่ในอดีตมักทยอยฟื้นตัว หลังอยู่ในวัฏจักรชะลอตัว (down cycle) ต่อเนื่องราว 2-3 ปี อีกทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New order index) ของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มักเป็นตัวนำ (leading indicator) ของดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ ราว 1-3 ไตรมาส ได้เข้าสู่โซนขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ และจีน ในช่วงปลายไตรมาส 3/2568 สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569

เศรษฐกิจโลกทยอยฟื้น คาดหนุน re-rating เปิด upside ตลาดหุ้นไทยปี 2569
ในอดีตรอบการปรับ Valuations multiple (PER) ขึ้นของ SET อยู่ราว +0.75SD ถึง +1.25SD

การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% YoY และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% YoY ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570

ความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เช่น ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ คาดยังหนุนการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่อง แม้การส่งออกภาพรวมอาจชะลอลง

มาตรการกระตุ้นตลาดทุนคาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า
หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินาวงเงินการซื้อขายหุ้นมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ เบื้องต้น ภาคเอกชนเสนอสิทธิลดหย่อนภาษีวงเงิน 500,000-1,000,000 บาทต่อราย โดยต้องลงทุนในหุ้นไทย และถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี

นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม
คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือ 1.00% หลังเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ลงเหลือ 2.25% และเหลือ 1.25% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจำกัด คาดเงินเฟ้อทั่วไปราว -0.2% ในปี 2568 และ 0.1% ในปี 2569 (เทียบ 0.4% ในปี 2567) 

สอดคล้องกับ Fed คาดจะลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องอีก 1 ครั้งในเดือนมกราคม 2569 เหลือ 3.5% ก่อนจะหยุดเพื่อรอประเมินสถานการณ์ หากเงินเฟ้อชะลอต่อเนื่องเข้าใกล้เป้าหมาย longer run ของ Fed ที่ 2% มากขึ้น Fed มีแนวโน้มจะกลับมาลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2570 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 3%

การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5 ล้านคน ในปี 2567 เหลือ 33.2 ล้านคน ในปี 2568 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 2569 โดยคาดจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น YoY ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569

มาตรการกระตุ้นฯ ช่วยพยุงการบริโภค คาดเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ
มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง (86.8% ของ GDP ในไตรมาส 2/2568) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เริ่มใช้ 29 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568) และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มเดือนมกราคม 2026 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt 
อย่างไรก็ดี ประเมินผลประโยชน์จำกัด คาดหนุน GDP ปี 2568-2569 ได้เพียง 0.1-0.2% และหนุนกำไรหุ้นไทยราว 0.4-0.8% ทั้งนี้ หลังหักงบมาตรการกระตุ้นคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ประเมินเหลืองบประมาณเพียง 3.9 หมื่นล้านบาท คาดจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

ความเสี่ยงหลักต่อตลาดหุ้นไทย นำโดย
1) เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด กดดันจากภาคแรงงานของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภาคอสังหาฯ ของจีน
2) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรง
3) เศรษฐกิจในประเทศ อาจยังโดนกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคในประเทศ
4) ความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง หลังหนี้สาธารณะคงค้าง ณ กันยายน 2568 คิดเป็น 64.8% ของ GDP แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 70% แต่อาจเร่งสูงขึ้นอีก หากประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่ำกว่าคาด อีกทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
5) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งในอดีตมักลดลงจากระดับปกติราว 30-40% ซ้ำเติมกับงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว โดยงบประมาณปี 2568/2569 อยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน) ประกอบด้วยรายจ่ายประจำ ลดลง 1% YoY และรายจ่ายลงทุน ลดลง 7.3% YoY

เป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 90 (+9.8%) โดยใช้ PER ที่ 15.7-16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25-0.5SD

กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569
ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม ดังนี้

กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation
การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำกำลังจะเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Ready-to-Serve Utilities” ที่มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตในทันที ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 คาดภายในปี 2571 จะมีกำลังไฟฟ้าใหม่ (IT load) ราว 2 กิกะวัตต์ ในกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามสถิติในอดีต ราว 80% ของคำขอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่น BOI ได้รับการอนุมัติ โดยในจำนวนนี้ 30-40% จะออกบัตรส่งเสริมภายในอีก 3-6 เดือน และจะเริ่มมีการลงทุนจริงตามมาภายใน 6 เดือนถัดไป 

ดังนั้น ตัวเลขอนุมัติฯ ที่เร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/2567–ครึ่งแรกของปี 2568 คาดแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า เป็นบวกต่อกลุ่มผู้ก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้า “Power Grid Builders” 

ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง (Captive plant) รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation) (WHAUP, GULF, trading GUNKUL, ADVANC)

กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง

นโยบาย “Anti-involution” ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม ระดับ Valuations อยู่ในภาวะถูกมากใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตปี 2551 และช่วยจำกัด downside ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม คาดหนุนการเติบโตกำไร (PTTGC, SCC, ITC)

กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ

อย่างไรก็ดี คาดผลประโยชน์จากมาตรการค่อนข้างจำกัด ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพสูงที่มีทิศทางกำไรที่ชัดเจน หนุนจากรายได้สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง ยังเน้นกลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ กลุ่มท่องเที่ยว-สนามบิน (CPN, CPALL, CENTEL, AOT)

กลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร
หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งนี้ คาดมาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (KTB, SCB)


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่