พระอรหันต์สุขวิปัสสโกและการฝึกสติปัฏฐานสี่
เรียนถามปัญหาธรรมพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วันที่ 3 ม.ค.68
ผม : ขอโอกาสเรียนถามพระอาจารย์ครับ นี่ก็เป็นการสนทนาธรรมระหว่างผมกับเพื่อน ผมมีข้อสงสัยครับ ทางเพื่อนผมเค้าบอกว่า ณ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติ สมถสมาธิจนจิตรวม กายดับ ลมหายใจดับ เป็นฌาน 4 ได้ ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่เค้าจะใช้เพียงแค่ขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิ แล้วใช้การวิปัสสนา เป็นสุขวิปัสสโก ผมไม่มั่นใจว่าคำว่าสุขวิปัสสโก ที่เค้าพูดถึงนี่ เค้าไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิระดับละเอียดจริงหรอครับ?
พระอาจารย์สุชาติ : ไม่จริงหรอก พระอริยะทุกรูป ทุกองค์ ต้องผ่าน สมถสมาธิก่อน ต้องได้อย่างน้อยฌาน 4 ขึ้นไปก่อนแล้วถึงจะสามารถไปทางปัญญา ไปวิปัสสนาได้ ถ้าบรรลุก็บรรลุแบบวิปัสสนึกไง นึกไปเอง คิดไปเองว่าได้บรรลุแล้วเป็น สุขวิปัสสโกแล้ว ไม่ใช่หรอก ศีล สมาธิ ปัญญามันเป็นสูตรตายตัวไปเปลี่ยนไม่ได้ สมัยนี้จะตัดสมาธิออกกันไปหมด จะเอาแค่ศีล ศีลก็ไม่รู้ว่าจะบริสุทธิ์จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำไป ก็จะเอาแต่การนึกคิดไปอย่างเดียว นึกว่าฉันเป็นโน้น ฉันเป็นนี่ขึ้นมา มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรอก งั้นไม่ต้องไปฟังหรอก ฟังเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดูครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ทั้งหลาย ท่านนั่งสมาธิกันทั้งนั้นแหละ ท่านไม่ได้ใช้สุขวิปัสสโกอะไรของท่านหรอก
ผม : หมายความว่า สมาธิระดับขณิกหรืออุปจารสมาธิไม่มีกำลังพอ อย่างน้อย ต่ำที่สุดต้องฌาน 4 ขึ้นไปใช่ไหมครับ
พระอาจารย์สุชาติ : ใช่ มันต้องมีอุเบกขาจากฌาน 4 และต้องมีกำลังเข้าไปได้นานๆ อยู่นานๆ ทีละครึ่งชั่วโมง 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง อะไรอย่างนี้ต้องแช่อยู่อย่างนั้นนานนานจะออกนี้มันจะเป็นเหมือนหิน กิเลสมายั่ว มาเย้ามันไม่สะเทือนมันวางเฉย ปล่อยวางได้ จึงค่อยวิปัสสนา
ดังนั้น อย่าไปฟัง ฟังเฉพาะคนที่เขาปฏิบัติ ครูบาอาจารย์สายวัดป่านี่ท่านไม่มีใครบอกไม่ให้นั่งสมาธิ ต้องนั่งสมาธิ พุทโธ นี่คือ ตัวสติ ที่ทำให้เกิดสมาธิขึ้นมา ถ้าไม่มีพุธโท ไม่มีตัวสตินั่งไปจนวันตายก็ไม่มีวันสงบ เข้าใจหรือยัง
ผม : ข้อสองครับ อันนี้ สงสัยจากที่เรียนถามพระอาจารย์ เรื่อง ที่เพื่อนคนนี้เค้าไม่สามารถดูลมหายใจเข้าออก หรือภาวนาพุธโทได้ เค้าเลยเลือกใช้การฝึกสติปัฏฐานสี่ ผมก็ไปศึกษาเรื่องสติปัฏฐานสี่ ในหมวดของกาย ผมพอเข้าใจว่า มันคือ การเจริญอานาปานสติ เป็นเรื่องของสมถะและวิปัสสนารวมกัน แต่เค้าบอกว่าเค้าไม่ฝึกกาย แต่เค้าไปฝึกหมวดอื่นๆ ในสามหมวดที่เหลือครับ
พระอาจารย์สุชาติ (หัวเราะ) : ปฏิบัติเลือกไม่ได้อย่าไปเลือกปฏิบัติ เหมือนข้อสอบเราต้องทำทุกข้อสอบให้ได้ ต้องผ่านกายให้ได้ก่อน ปล่อยวางกายให้ได้ก่อน ไม่ทุกข์กับกาย แล้วค่อยปล่อยวางเวทนา คือ ทุกขเวทนาให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปดูจิตได้ ดูจิตก็ดูความทุกข์ในจิต แล้วหยุดความทุกข์ในจิตนั้นเท่านั้นเอง
ผม : ก็คือเราไม่สามารถ จะไปเลือกหมวดอื่นไม่ได้ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์สุชาติ (ส่ายหน้า) : เหมือนกับคุณจะไปเรียนปริญญาเอก ผมอยู่อนุบาลผมขอเข้าปริญญาเอกเลยได้ไหม มันไม่มีทุนน่ะ ไม่มีฐานน่ะ มันต้องขึ้นไปเป็นขั้นเป็นตอนของมันไป
อ้างอิงพระไตรปิฎก (พุทธพจน์)
“เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่บำเพ็ญสัมมาสมาธิ (ฌาน 4) ให้บริบูรณ์แล้วจักละสังโยชน์ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้”
“เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ”
“ภิกษุทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด เพราะจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิเท่านั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง”
สมถะ → ทำจิตตั้งมั่น พร้อมรู้
วิปัสสนา → ทำจิตเห็นธรรมตามความจริง
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือการ “รู้จิตตามความเป็นจริง”
เช่น
จิตโลภ → รู้ว่าโลภ
จิตโกรธ → รู้ว่าโกรธ
จิตฟุ้ง → รู้ว่าฟุ้ง
จิตตั้งมั่น → รู้ว่าตั้งมั่น
(มหาสติปัฏฐานสูตร)
ไม่เคยถูกจัดเป็นกรรมฐานกองใดใน 40 เลย
ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ 8 (ทางแห่งความพ้นทุกข์) โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์และพระอริยเจ้าทั้งหลาย (พระโสดาบัน, พระสกทาคามี, พระอนาคามี, พระอรหันต์) เพราะมรรค 8 เป็นเส้นทางปฏิบัติที่นำไปสู่การบรรลุอรหัตผล เมื่อมีผู้เดินตามมรรค 8 อย่างสมบูรณ์จนสิ้นสุดกิเลส ก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์
1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ): เข้าใจในอริยสัจ 4, เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา).
2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ): มีความคิดที่ถูกต้อง ไม่คิดร้าย คิดเบียดเบียน หรือมุ่งร้าย.
3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ): พูดจาด้วยความจริง, สุภาพ, มีประโยชน์, ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด.
4. สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ): ทำการงานที่สุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น.
5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ): มีอาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น.
6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ): เพียรละความชั่วที่ยังไม่เกิด, เพียรป้องกันความชั่วที่เกิดแล้ว, เพียรทำความดีให้เกิด, เพียรทำความดีให้เจริญ.
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ): มีสติรู้เท่าทันกายใจในทุกขณะ.
8. สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ): มีจิตตั้งมั่น แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน (ฌาน 4)
พระอรหันต์สุขวิปัสสโกและการฝึกสติปัฏฐานสี่
เรียนถามปัญหาธรรมพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วันที่ 3 ม.ค.68
ผม : ขอโอกาสเรียนถามพระอาจารย์ครับ นี่ก็เป็นการสนทนาธรรมระหว่างผมกับเพื่อน ผมมีข้อสงสัยครับ ทางเพื่อนผมเค้าบอกว่า ณ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่สามารถปฏิบัติ สมถสมาธิจนจิตรวม กายดับ ลมหายใจดับ เป็นฌาน 4 ได้ ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่เค้าจะใช้เพียงแค่ขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิ แล้วใช้การวิปัสสนา เป็นสุขวิปัสสโก ผมไม่มั่นใจว่าคำว่าสุขวิปัสสโก ที่เค้าพูดถึงนี่ เค้าไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิระดับละเอียดจริงหรอครับ?
พระอาจารย์สุชาติ : ไม่จริงหรอก พระอริยะทุกรูป ทุกองค์ ต้องผ่าน สมถสมาธิก่อน ต้องได้อย่างน้อยฌาน 4 ขึ้นไปก่อนแล้วถึงจะสามารถไปทางปัญญา ไปวิปัสสนาได้ ถ้าบรรลุก็บรรลุแบบวิปัสสนึกไง นึกไปเอง คิดไปเองว่าได้บรรลุแล้วเป็น สุขวิปัสสโกแล้ว ไม่ใช่หรอก ศีล สมาธิ ปัญญามันเป็นสูตรตายตัวไปเปลี่ยนไม่ได้ สมัยนี้จะตัดสมาธิออกกันไปหมด จะเอาแค่ศีล ศีลก็ไม่รู้ว่าจะบริสุทธิ์จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำไป ก็จะเอาแต่การนึกคิดไปอย่างเดียว นึกว่าฉันเป็นโน้น ฉันเป็นนี่ขึ้นมา มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรอก งั้นไม่ต้องไปฟังหรอก ฟังเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดูครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ทั้งหลาย ท่านนั่งสมาธิกันทั้งนั้นแหละ ท่านไม่ได้ใช้สุขวิปัสสโกอะไรของท่านหรอก
ผม : หมายความว่า สมาธิระดับขณิกหรืออุปจารสมาธิไม่มีกำลังพอ อย่างน้อย ต่ำที่สุดต้องฌาน 4 ขึ้นไปใช่ไหมครับ
พระอาจารย์สุชาติ : ใช่ มันต้องมีอุเบกขาจากฌาน 4 และต้องมีกำลังเข้าไปได้นานๆ อยู่นานๆ ทีละครึ่งชั่วโมง 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง อะไรอย่างนี้ต้องแช่อยู่อย่างนั้นนานนานจะออกนี้มันจะเป็นเหมือนหิน กิเลสมายั่ว มาเย้ามันไม่สะเทือนมันวางเฉย ปล่อยวางได้ จึงค่อยวิปัสสนา
ดังนั้น อย่าไปฟัง ฟังเฉพาะคนที่เขาปฏิบัติ ครูบาอาจารย์สายวัดป่านี่ท่านไม่มีใครบอกไม่ให้นั่งสมาธิ ต้องนั่งสมาธิ พุทโธ นี่คือ ตัวสติ ที่ทำให้เกิดสมาธิขึ้นมา ถ้าไม่มีพุธโท ไม่มีตัวสตินั่งไปจนวันตายก็ไม่มีวันสงบ เข้าใจหรือยัง
ผม : ข้อสองครับ อันนี้ สงสัยจากที่เรียนถามพระอาจารย์ เรื่อง ที่เพื่อนคนนี้เค้าไม่สามารถดูลมหายใจเข้าออก หรือภาวนาพุธโทได้ เค้าเลยเลือกใช้การฝึกสติปัฏฐานสี่ ผมก็ไปศึกษาเรื่องสติปัฏฐานสี่ ในหมวดของกาย ผมพอเข้าใจว่า มันคือ การเจริญอานาปานสติ เป็นเรื่องของสมถะและวิปัสสนารวมกัน แต่เค้าบอกว่าเค้าไม่ฝึกกาย แต่เค้าไปฝึกหมวดอื่นๆ ในสามหมวดที่เหลือครับ
พระอาจารย์สุชาติ (หัวเราะ) : ปฏิบัติเลือกไม่ได้อย่าไปเลือกปฏิบัติ เหมือนข้อสอบเราต้องทำทุกข้อสอบให้ได้ ต้องผ่านกายให้ได้ก่อน ปล่อยวางกายให้ได้ก่อน ไม่ทุกข์กับกาย แล้วค่อยปล่อยวางเวทนา คือ ทุกขเวทนาให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปดูจิตได้ ดูจิตก็ดูความทุกข์ในจิต แล้วหยุดความทุกข์ในจิตนั้นเท่านั้นเอง
ผม : ก็คือเราไม่สามารถ จะไปเลือกหมวดอื่นไม่ได้ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์สุชาติ (ส่ายหน้า) : เหมือนกับคุณจะไปเรียนปริญญาเอก ผมอยู่อนุบาลผมขอเข้าปริญญาเอกเลยได้ไหม มันไม่มีทุนน่ะ ไม่มีฐานน่ะ มันต้องขึ้นไปเป็นขั้นเป็นตอนของมันไป
อ้างอิงพระไตรปิฎก (พุทธพจน์)
“เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุผู้ไม่บำเพ็ญสัมมาสมาธิ (ฌาน 4) ให้บริบูรณ์แล้วจักละสังโยชน์ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้”
“เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ”
“ภิกษุทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด เพราะจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิเท่านั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง”
สมถะ → ทำจิตตั้งมั่น พร้อมรู้
วิปัสสนา → ทำจิตเห็นธรรมตามความจริง
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือการ “รู้จิตตามความเป็นจริง”
เช่น
จิตโลภ → รู้ว่าโลภ
จิตโกรธ → รู้ว่าโกรธ
จิตฟุ้ง → รู้ว่าฟุ้ง
จิตตั้งมั่น → รู้ว่าตั้งมั่น
(มหาสติปัฏฐานสูตร)
ไม่เคยถูกจัดเป็นกรรมฐานกองใดใน 40 เลย
ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ 8 (ทางแห่งความพ้นทุกข์) โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์และพระอริยเจ้าทั้งหลาย (พระโสดาบัน, พระสกทาคามี, พระอนาคามี, พระอรหันต์) เพราะมรรค 8 เป็นเส้นทางปฏิบัติที่นำไปสู่การบรรลุอรหัตผล เมื่อมีผู้เดินตามมรรค 8 อย่างสมบูรณ์จนสิ้นสุดกิเลส ก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์
1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ): เข้าใจในอริยสัจ 4, เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา).
2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ): มีความคิดที่ถูกต้อง ไม่คิดร้าย คิดเบียดเบียน หรือมุ่งร้าย.
3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ): พูดจาด้วยความจริง, สุภาพ, มีประโยชน์, ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด.
4. สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ): ทำการงานที่สุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น.
5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ): มีอาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น.
6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ): เพียรละความชั่วที่ยังไม่เกิด, เพียรป้องกันความชั่วที่เกิดแล้ว, เพียรทำความดีให้เกิด, เพียรทำความดีให้เจริญ.
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ): มีสติรู้เท่าทันกายใจในทุกขณะ.
8. สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ): มีจิตตั้งมั่น แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน (ฌาน 4)