คนมีหลักการอยู่ได้กับคำถาม คนเอาเปรียบอยู่ได้กับข้อยกเว้น
ถ้ามั่นใจว่าตัวเองยืนบน “ความเท่าเทียม” จริง ก็ไม่ควรกลัวคำถามที่มีเหตุผล เพราะคำถามมีไว้ทำให้มาตรฐานชัด ไม่ใช่มีไว้ทำร้ายใคร
สนับสนุนความเท่าเทียม และเคารพเฟมินิสต์ตัวจริงที่ยืนบนหลักการเดียวกัน ใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศ และรับผลของมันได้เหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้คำว่าเฟมเสียหายหนักที่สุด ไม่ใช่คนที่ตั้งคำถาม
มันคือคนที่หยิบคำว่าเท่าเทียมมาใช้เป็นเครื่องมือ ใช้เป็นโล่ เป็นแต้มศีลธรรม เป็นบัตรผ่าน เพื่อเอาชนะ เอาเปรียบ แล้วทิ้งทันทีเวลามาตรฐานเริ่มย้อนกลับมาหาตัวเอง
ปัญหาคือพฤติกรรมแบบนี้มันบ่อนทำลายเฟมตัวจริงแบบเงียบๆ
คนฉวยโอกาสได้กำไรระยะสั้น แต่เฟมตัวจริงเสียความน่าเชื่อถือระยะยาว
พอคนเจอซ้ำๆ เขาจะไม่แยกแล้วว่าใครเป็นเฟมตัวจริง ใครเป็นเฟมปลอม สุดท้ายก็เหมารวมว่า “เฟม = มาตรฐานสองชั้น” แล้วนี่แหละที่ทำให้เกิดกระแสเกลียดเฟม
เวลาคุยกันทีไร เดี๋ยวนี้มันมีทางลัดที่เห็นบ่อยมาก คือพอเถียงเหตุผลไม่ได้ก็ไม่ตอบประเด็น แต่หันไปเล่นงานความน่าเชื่อถือของคนพูดแทน ป้ายว่าเถื่อน ไร้เหตุผล เจตนาไม่ดี ชายแท้ ไม่มีเงิน ไม่เสียสละ ป้ายเหตุผลบางเรื่องที่มันเข้าข้างผู้ชายให้กลายเป็นเรื่องชายเป็นใหญ่ เพื่อให้คนอ่านเลิกฟัง
มันเร็วดี เพราะไม่ต้องอธิบายอะไร แค่ทำให้อีกฝ่าย “ดูไม่น่าเชื่อ” ก็พอ
ผลคือคนกลางๆ เริ่มระวังคำว่าเฟม ทั้งที่สิ่งที่ควรถูกระวังคือพฤติกรรม ไม่ใช่หลักการ
เจอแบบนี้บ่อยๆ คนก็เริ่มไม่เชื่อเคสจริงไปด้วย มันกลายเป็นทำลายความเชื่อใจต่อเฟมตัวจริง
ย้ำก่อน ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคน ไม่ใช่เฟมทุกคนนะ แต่มีคนทำจริง และมันทำให้สังคมคุยกันยากจริง
คำว่า “อย่าเหมารวม” ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกันการตรวจสอบ (ซึ่งถ้าอ่านมาก็รู้ว่าผมไม่ได้เหมารวม) เพราะพฤติกรรมที่พูดไม่ได้ มันก็ตรวจสอบไม่ได้ แล้วสุดท้ายคนฉวยโอกาสก็จะบ่อนทำลายต่อไปได้เรื่อยๆ คนที่มีความน่าเชื่อถือ ก็จะถูกมองแบบไม่น่าเชื่อถือไป แล้วคนส่วนหนึ่งก็จะมีอคติจนเกลียดไปเลย เพราะคิดว่าหลักการเฟมกับเขาคนนั้นมันไปด้วยกันไม่ได้
อีกเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยยอมรับคือ ผู้หญิงในสังคมไทยไม่ได้เสียเปรียบทุกมิติ
มันมีแรงหนุนแบบนุ่มๆ ที่ใช้ได้จริง เช่น ความเกรงใจ ความช่วยเหลือ ความผ่อนผัน การถูกเชื่อก่อน การถูกเห็นใจก่อน
พูดแบบนี้ไม่ใช่ดูถูกผู้หญิง แต่มันคือยอมรับว่าคำว่า “อำนาจ” มีหลายแบบ และบางคนก็ใช้มันเอาเปรียบได้จริง
แพตเทิร์นที่เห็นบ่อยคือ ตอนจะได้ก็พูดเรื่องเท่าเทียมเสียงดัง แต่พอถึงคิวต้องรับผิดหรือเสียประโยชน์ก็กลายเป็น “เข้าใจบริบทหน่อย”
มาตรฐานเข้มกับคนนอก แต่ผ่อนกับฝั่งตัวเอง
พอโดนถามก็ย้ายประเด็น ย้ายเส้นชัย หรือทำให้คนถามดูเป็นคนไม่ดี แทนที่จะตอบให้ชัด
บางคนก็ใช้ความรู้สึกทับข้อเท็จจริง “ฉันไม่โอเค” แล้วจบเป็น “คุณผิด” โดยไม่ต้องอธิบาย
หรือเถียงไม่ได้ก็เรียกคนมารุมให้เสียงดัง แล้วประกาศว่าชนะ ทั้งที่เหตุผลยังไม่เคยมา
เรื่องฮอร์โมนก็เหมือนกัน ขอพูดตรงๆ แบบที่ควรพูดมานานแล้ว
อารมณ์สวิงเพราะเมนส์หรือฮอร์โมนถูกใช้เป็นข้ออ้างให้คนอื่นรับกรรม ทั้งที่ฮอร์โมนเป็นคำอธิบายได้ แต่ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ล้ำเส้นใคร ผู้ใหญ่คือรับผิดชอบการกระทำตัวเอง ไม่ใช่แจกบิลให้คนอื่นเพราะอารมณ์เรา ไม่ต่างอะไรจากคนที่มีอารมณ์ทางเพศแล้วไปพูดลวนลามคนอื่น มันมาอ้างฮอร์โมนหมดไม่ได้ ทุกคนก็มีฮอร์โมนข้างในกันหมดแหละ แค่เขารับผิดชอบในการกระทำตัวเองได้
เรื่องความสัมพันธ์กับเงินก็หลักเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิระวังคนเจ้าชู้ และทุกคนก็มีสิทธิระวังคนหวังผลประโยชน์
การคัดกรองไม่ใช่อาชญากรรม สิทธิตั้งสเปคเลือกคู่ไม่ใช่ของสงวนฝ่ายเดียว ตั้งขอบเขตก็คือขอความแฟร์ ไม่ใช่ความใจร้าย
ประเด็นหนักอีกอันที่ทำให้คนเริ่มไม่เชื่อกันคือ การลงโทษก่อนสอบสวน
สนับสนุนเหยื่อจริงเต็มที่ และคนผิดจริงต้องโดนจัดเต็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางเคสที่ใช้ศาลโซเชียลหรือกระบวนการเป็นอาวุธเพื่อเอาประโยชน์
คนถูกกล่าวหาพังงาน พังชื่อเสียง พังสุขภาพจิต ต่อให้ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าไม่จริง ชีวิตก็พังไปแล้ว
พอคนเห็นแบบนี้บ่อยๆ เขาก็เริ่มไม่เชื่อเคสจริง แล้วคนที่เสียหายสุดก็กลับเป็นเหยื่อจริงกับเฟมตัวจริงอีกนั่นแหละ
สุดท้ายมันไม่ยากเลย คนมีหลักการจะตอบคำถามด้วยเหตุผลได้ แม้ไม่เห็นด้วยก็ยังคุยกันรู้เรื่อง
แต่ถ้าคำตอบคือเดือด ป้าย โจมตีคนพูด ย้ายประเด็น เรียกทัวร์ลง หรือรีบฆ่าคนพูดให้จบในบรรทัดเดียว นั่นไม่ได้ปกป้องความเท่าเทียมแล้ว มันแค่ปกป้อง “ข้อยกเว้น” ของตัวเอง
ศัตรูของเฟมตัวจริง ไม่ใช่คนที่ถาม
แต่คือคนที่ “ใช้คำว่าเฟม” เป็นเครื่องมือจนคนทั้งสังคมเริ่มไม่เชื่อเฟมจริงๆ ไปด้วย แล้วคนพวกนี้มีอยู่ทุกที่ ทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา บางคนถึงขั้นเป็นคนสั่งสอนคนอื่น หรือเป็นคนมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนอื่นได้ ก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมเลย บางคนถึงขั้นสถาปนาตนเป็นเหมือนเจ้าลัทธิไปเลยก็มี
คนมีหลักการอยู่ได้กับคำถาม คนเอาเปรียบอยู่ได้กับข้อยกเว้น
ถ้ามั่นใจว่าตัวเองยืนบน “ความเท่าเทียม” จริง ก็ไม่ควรกลัวคำถามที่มีเหตุผล เพราะคำถามมีไว้ทำให้มาตรฐานชัด ไม่ใช่มีไว้ทำร้ายใคร
สนับสนุนความเท่าเทียม และเคารพเฟมินิสต์ตัวจริงที่ยืนบนหลักการเดียวกัน ใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศ และรับผลของมันได้เหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้คำว่าเฟมเสียหายหนักที่สุด ไม่ใช่คนที่ตั้งคำถาม
มันคือคนที่หยิบคำว่าเท่าเทียมมาใช้เป็นเครื่องมือ ใช้เป็นโล่ เป็นแต้มศีลธรรม เป็นบัตรผ่าน เพื่อเอาชนะ เอาเปรียบ แล้วทิ้งทันทีเวลามาตรฐานเริ่มย้อนกลับมาหาตัวเอง
ปัญหาคือพฤติกรรมแบบนี้มันบ่อนทำลายเฟมตัวจริงแบบเงียบๆ
คนฉวยโอกาสได้กำไรระยะสั้น แต่เฟมตัวจริงเสียความน่าเชื่อถือระยะยาว
พอคนเจอซ้ำๆ เขาจะไม่แยกแล้วว่าใครเป็นเฟมตัวจริง ใครเป็นเฟมปลอม สุดท้ายก็เหมารวมว่า “เฟม = มาตรฐานสองชั้น” แล้วนี่แหละที่ทำให้เกิดกระแสเกลียดเฟม
เวลาคุยกันทีไร เดี๋ยวนี้มันมีทางลัดที่เห็นบ่อยมาก คือพอเถียงเหตุผลไม่ได้ก็ไม่ตอบประเด็น แต่หันไปเล่นงานความน่าเชื่อถือของคนพูดแทน ป้ายว่าเถื่อน ไร้เหตุผล เจตนาไม่ดี ชายแท้ ไม่มีเงิน ไม่เสียสละ ป้ายเหตุผลบางเรื่องที่มันเข้าข้างผู้ชายให้กลายเป็นเรื่องชายเป็นใหญ่ เพื่อให้คนอ่านเลิกฟัง
มันเร็วดี เพราะไม่ต้องอธิบายอะไร แค่ทำให้อีกฝ่าย “ดูไม่น่าเชื่อ” ก็พอ
ผลคือคนกลางๆ เริ่มระวังคำว่าเฟม ทั้งที่สิ่งที่ควรถูกระวังคือพฤติกรรม ไม่ใช่หลักการ
เจอแบบนี้บ่อยๆ คนก็เริ่มไม่เชื่อเคสจริงไปด้วย มันกลายเป็นทำลายความเชื่อใจต่อเฟมตัวจริง
ย้ำก่อน ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคน ไม่ใช่เฟมทุกคนนะ แต่มีคนทำจริง และมันทำให้สังคมคุยกันยากจริง
คำว่า “อย่าเหมารวม” ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกันการตรวจสอบ (ซึ่งถ้าอ่านมาก็รู้ว่าผมไม่ได้เหมารวม) เพราะพฤติกรรมที่พูดไม่ได้ มันก็ตรวจสอบไม่ได้ แล้วสุดท้ายคนฉวยโอกาสก็จะบ่อนทำลายต่อไปได้เรื่อยๆ คนที่มีความน่าเชื่อถือ ก็จะถูกมองแบบไม่น่าเชื่อถือไป แล้วคนส่วนหนึ่งก็จะมีอคติจนเกลียดไปเลย เพราะคิดว่าหลักการเฟมกับเขาคนนั้นมันไปด้วยกันไม่ได้
อีกเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยยอมรับคือ ผู้หญิงในสังคมไทยไม่ได้เสียเปรียบทุกมิติ
มันมีแรงหนุนแบบนุ่มๆ ที่ใช้ได้จริง เช่น ความเกรงใจ ความช่วยเหลือ ความผ่อนผัน การถูกเชื่อก่อน การถูกเห็นใจก่อน
พูดแบบนี้ไม่ใช่ดูถูกผู้หญิง แต่มันคือยอมรับว่าคำว่า “อำนาจ” มีหลายแบบ และบางคนก็ใช้มันเอาเปรียบได้จริง
แพตเทิร์นที่เห็นบ่อยคือ ตอนจะได้ก็พูดเรื่องเท่าเทียมเสียงดัง แต่พอถึงคิวต้องรับผิดหรือเสียประโยชน์ก็กลายเป็น “เข้าใจบริบทหน่อย”
มาตรฐานเข้มกับคนนอก แต่ผ่อนกับฝั่งตัวเอง
พอโดนถามก็ย้ายประเด็น ย้ายเส้นชัย หรือทำให้คนถามดูเป็นคนไม่ดี แทนที่จะตอบให้ชัด
บางคนก็ใช้ความรู้สึกทับข้อเท็จจริง “ฉันไม่โอเค” แล้วจบเป็น “คุณผิด” โดยไม่ต้องอธิบาย
หรือเถียงไม่ได้ก็เรียกคนมารุมให้เสียงดัง แล้วประกาศว่าชนะ ทั้งที่เหตุผลยังไม่เคยมา
เรื่องฮอร์โมนก็เหมือนกัน ขอพูดตรงๆ แบบที่ควรพูดมานานแล้ว
อารมณ์สวิงเพราะเมนส์หรือฮอร์โมนถูกใช้เป็นข้ออ้างให้คนอื่นรับกรรม ทั้งที่ฮอร์โมนเป็นคำอธิบายได้ แต่ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ล้ำเส้นใคร ผู้ใหญ่คือรับผิดชอบการกระทำตัวเอง ไม่ใช่แจกบิลให้คนอื่นเพราะอารมณ์เรา ไม่ต่างอะไรจากคนที่มีอารมณ์ทางเพศแล้วไปพูดลวนลามคนอื่น มันมาอ้างฮอร์โมนหมดไม่ได้ ทุกคนก็มีฮอร์โมนข้างในกันหมดแหละ แค่เขารับผิดชอบในการกระทำตัวเองได้
เรื่องความสัมพันธ์กับเงินก็หลักเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิระวังคนเจ้าชู้ และทุกคนก็มีสิทธิระวังคนหวังผลประโยชน์
การคัดกรองไม่ใช่อาชญากรรม สิทธิตั้งสเปคเลือกคู่ไม่ใช่ของสงวนฝ่ายเดียว ตั้งขอบเขตก็คือขอความแฟร์ ไม่ใช่ความใจร้าย
ประเด็นหนักอีกอันที่ทำให้คนเริ่มไม่เชื่อกันคือ การลงโทษก่อนสอบสวน
สนับสนุนเหยื่อจริงเต็มที่ และคนผิดจริงต้องโดนจัดเต็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางเคสที่ใช้ศาลโซเชียลหรือกระบวนการเป็นอาวุธเพื่อเอาประโยชน์
คนถูกกล่าวหาพังงาน พังชื่อเสียง พังสุขภาพจิต ต่อให้ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าไม่จริง ชีวิตก็พังไปแล้ว
พอคนเห็นแบบนี้บ่อยๆ เขาก็เริ่มไม่เชื่อเคสจริง แล้วคนที่เสียหายสุดก็กลับเป็นเหยื่อจริงกับเฟมตัวจริงอีกนั่นแหละ
สุดท้ายมันไม่ยากเลย คนมีหลักการจะตอบคำถามด้วยเหตุผลได้ แม้ไม่เห็นด้วยก็ยังคุยกันรู้เรื่อง
แต่ถ้าคำตอบคือเดือด ป้าย โจมตีคนพูด ย้ายประเด็น เรียกทัวร์ลง หรือรีบฆ่าคนพูดให้จบในบรรทัดเดียว นั่นไม่ได้ปกป้องความเท่าเทียมแล้ว มันแค่ปกป้อง “ข้อยกเว้น” ของตัวเอง
ศัตรูของเฟมตัวจริง ไม่ใช่คนที่ถาม
แต่คือคนที่ “ใช้คำว่าเฟม” เป็นเครื่องมือจนคนทั้งสังคมเริ่มไม่เชื่อเฟมจริงๆ ไปด้วย แล้วคนพวกนี้มีอยู่ทุกที่ ทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา บางคนถึงขั้นเป็นคนสั่งสอนคนอื่น หรือเป็นคนมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนอื่นได้ ก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมเลย บางคนถึงขั้นสถาปนาตนเป็นเหมือนเจ้าลัทธิไปเลยก็มี