จากข่าว สสจ.นครราชสีมา (โคราช) ได้ออกมาเตือนภัยระดับสีแดง หลังพบผู้เสียชีวิตสะสม 13 ศพ สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคหมูสุกๆ ดิบๆ ในช่วงงานสังสรรค์ โดยเฉพาะเมนูยอดฮิตอย่าง ลาบเลือด, หลู้, หมูกระทะที่ปิ้งไม่สุก หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์ทำครัวปนเปื้อนระหว่างของดิบและของสุก
หลายคนคิดว่า "กินนิดเดียวไม่เป็นไร" หรือ "บีบมะนาวก็สุกแล้ว" (ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ค่ะ มะนาวไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้) แต่ในทางจุลชีววิทยา เพียงแค่คำเดียวที่มีเชื้อปริมาณเพียงพอ ก็สามารถเปลี่ยนงานฉลองให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมได้
📕The Antagonist: โฉมหน้าฆาตกร (Streptococcus suis)
เจ้าเชื้อนี้มีชื่อว่า Streptococcus suis (สเตรปโตคอคคัส ซูอิส) เป็นแบคทีเรียรูปทรงกลม (Cocci) เรียงตัวเป็นสายยาว ย้อมติดสีม่วง (Gram-positive) โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์และรุนแรงที่สุดคือ Serotype 2 ค่ะ
ปกติมันอาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบนของหมู โดยที่หมูอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อมนุษย์รับเชื้อเข้าไป ไม่ว่าจะผ่านทาง การกิน (Ingestion) หรือ บาดแผล (Direct contact) เชื้อจะเริ่มกระบวนการรุกรานร่างกายทันที
📕 Pathogenesis: กลไกการบุกรุกระดับโมเลกุล (The Invasion)
นี่คือส่วนที่น่ากลัวที่สุดค่ะ จะพาลงลึกไปดูกลไกว่าทำไมมันถึงฆ่าคนได้เร็วขนาดนี้
การอำพรางตัว (Evasion of Immune System):
เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด มันมีเกราะป้องกันที่เรียกว่า Capsular Polysaccharide (CPS) ซึ่งเปรียบเสมือน "ผ้าคลุมล่องหน" ทำให้เม็ดเลือดขาว (Phagocytes) ของเราจับกินมันได้ยากลำบาก เชื้อจึงสามารถลอยนวลและเพิ่มจำนวนในเลือดได้มหาศาล (Bacteremia)
อาวุธสังหาร (Virulence Factors):
S. suis ไม่ได้แค่ป้องกันตัว แต่มันมีอาวุธร้ายแรงคือสารพิษที่ชื่อว่า Suilysin (SLY) ซึ่งเป็นสารพิษชนิด Pore-forming toxin (สารเจาะรู) มันจะไปเจาะเยื่อหุ้มเซลล์ของเจ้าบ้าน ทำให้เซลล์แตกและเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีโปรตีน Muramidase-released protein (MRP) และ Extracellular factor (EF) ที่ช่วยเสริมความรุนแรงในการก่อโรค
พายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm):
เมื่อร่างกายรู้ตัวว่าถูกบุกรุก ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองอย่างบ้าคลั่งด้วยการหลั่งสารอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น TNF-α, IL-1β, และ IL-6 ออกมาจำนวนมาก ภาวะนี้แหละค่ะที่ทำให้เกิดอาการช็อก (Septic shock) อวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด
📕Pathology: ทำไมต้อง "หูดับ"? (The Silence)
คำว่า "ไข้หูดับ" ไม่ได้มาเล่นๆ ค่ะ เชื้อตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการทะลุผ่าน Blood-Brain Barrier (BBB) หรือด่านกั้นเลือด-สมอง เข้าไปสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
เมื่อเชื้อลามไปถึงหูชั้นใน (Inner ear) จะเกิดกระบวนการดังนี้:
เกิดหนองและการอักเสบทำลาย Cochlear nerve (เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง
สารพิษจากแบคทีเรียทำลายเซลล์ขน (Hair cells) ใน Cochlea อย่างถาวร
ผลลัพธ์คือ การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทรับเสียงเสื่อม (Sensorineural hearing loss) ซึ่งมักจะ "ดับ" ถาวร รักษาให้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมยากมาก
📕Symptoms: สัญญาณเตือนภัย (Clinical Manifestation)
หลังจากรับประทานหมูดิบ หรือสัมผัสเชื้อผ่านแผลประมาณไม่กี่ชั่วโมง หรือ 1-3 วัน จะเริ่มมีอาการ:
-ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
-ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะรุนแรง
-เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ อาเจียน
-คอแข็ง (Stiff neck) สู้แสงไม่ได้ (อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
-หูดับ หูอื้อ หรือไม่ได้ยินเสียงทันทีทันใด
-อาจมีผื่นจ้ำเลือดตามตัว (Purpura) จากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
📕 Prevention & Treatment: การป้องกันและรักษา
การรักษา:
แพทย์จะต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที เช่น Penicillin G หรือ Ceftriaxone และอาจต้องให้สเตียรอยด์ (Dexamethasone) เพื่อลดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและลดโอกาสหูดับถาวร แต่ต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
การป้องกัน (สำคัญที่สุด):
-งดบริโภคหมูดิบ 100%: หมูต้องผ่านความร้อนให้สุกทั่วถึง อุณหภูมิ >70°C นานอย่างน้อย 10 นาที (ให้สุกทั่วถึงทั้งชิ้น)
- แยกเขียง แยกมีด: อย่าใช้เขียงหั่นหมูดิบมาหั่นผักสด หรือหั่นหมูสุก (Cross-contamination)
- ใส่ถุงมือ: สำหรับผู้ที่ต้องสัมผัสเนื้อหมูสด หากมีบาดแผลต้องปิดให้มิดชิด
- ล้างมือ: ทุกครั้งหลังสัมผัสหมูสด
บทเรียนจาก 13 ชีวิตในโคราช เป็นเครื่องเตือนใจที่ราคาแพงมากค่ะ ปีใหม่นี้ ฉลองอย่างมีสติ กินร้อน ช้อนกลาง (ส่วนตัว) ล้างมือ และ "เลิกกินดิบ" นะคะ เพื่อที่จะได้ยินเสียงคำอวยพรจากคนที่เรารักไปอีกนานแสนนาน
ด้วยความห่วงใยค่ะ
References
1. Department of Disease Control, Ministry of Public Health Thailand. (2024). Streptococcus suis Infection: Situation and Prevention.
2. Lun, Z. R., Wang, Q. P., Chen, X. G., Li, A. X., & Zhu, X. Q. (2007). Streptococcus suis: an emerging zoonotic pathogen. The Lancet Infectious Diseases, 7(3), 201-209.
3. Segura, M., Fittipaldi, N., Calzas, C., & Gottschalk, M. (2017). Streptococcus suis: A critical update on mechanisms of pathogenesis. Future Microbiology, 12(6), 523-547.
#TheDarkLab
CR
https://www.facebook.com/share/1CgQuPwTzB/?mibextid=wwXIfr
สายปิ้งย่าง ชาบู หมูกะทะ ควรแยกใช้ตะเกียบคีบหมูสด กับ เนื้อหมูสุกแล้ว เข้าปาก 🥢🥢🥢🐷
หลายคนคิดว่า "กินนิดเดียวไม่เป็นไร" หรือ "บีบมะนาวก็สุกแล้ว" (ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ค่ะ มะนาวไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้) แต่ในทางจุลชีววิทยา เพียงแค่คำเดียวที่มีเชื้อปริมาณเพียงพอ ก็สามารถเปลี่ยนงานฉลองให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมได้
📕The Antagonist: โฉมหน้าฆาตกร (Streptococcus suis)
เจ้าเชื้อนี้มีชื่อว่า Streptococcus suis (สเตรปโตคอคคัส ซูอิส) เป็นแบคทีเรียรูปทรงกลม (Cocci) เรียงตัวเป็นสายยาว ย้อมติดสีม่วง (Gram-positive) โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์และรุนแรงที่สุดคือ Serotype 2 ค่ะ
ปกติมันอาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบนของหมู โดยที่หมูอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อมนุษย์รับเชื้อเข้าไป ไม่ว่าจะผ่านทาง การกิน (Ingestion) หรือ บาดแผล (Direct contact) เชื้อจะเริ่มกระบวนการรุกรานร่างกายทันที
📕 Pathogenesis: กลไกการบุกรุกระดับโมเลกุล (The Invasion)
นี่คือส่วนที่น่ากลัวที่สุดค่ะ จะพาลงลึกไปดูกลไกว่าทำไมมันถึงฆ่าคนได้เร็วขนาดนี้
การอำพรางตัว (Evasion of Immune System):
เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด มันมีเกราะป้องกันที่เรียกว่า Capsular Polysaccharide (CPS) ซึ่งเปรียบเสมือน "ผ้าคลุมล่องหน" ทำให้เม็ดเลือดขาว (Phagocytes) ของเราจับกินมันได้ยากลำบาก เชื้อจึงสามารถลอยนวลและเพิ่มจำนวนในเลือดได้มหาศาล (Bacteremia)
อาวุธสังหาร (Virulence Factors):
S. suis ไม่ได้แค่ป้องกันตัว แต่มันมีอาวุธร้ายแรงคือสารพิษที่ชื่อว่า Suilysin (SLY) ซึ่งเป็นสารพิษชนิด Pore-forming toxin (สารเจาะรู) มันจะไปเจาะเยื่อหุ้มเซลล์ของเจ้าบ้าน ทำให้เซลล์แตกและเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีโปรตีน Muramidase-released protein (MRP) และ Extracellular factor (EF) ที่ช่วยเสริมความรุนแรงในการก่อโรค
พายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm):
เมื่อร่างกายรู้ตัวว่าถูกบุกรุก ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองอย่างบ้าคลั่งด้วยการหลั่งสารอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) เช่น TNF-α, IL-1β, และ IL-6 ออกมาจำนวนมาก ภาวะนี้แหละค่ะที่ทำให้เกิดอาการช็อก (Septic shock) อวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด
📕Pathology: ทำไมต้อง "หูดับ"? (The Silence)
คำว่า "ไข้หูดับ" ไม่ได้มาเล่นๆ ค่ะ เชื้อตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการทะลุผ่าน Blood-Brain Barrier (BBB) หรือด่านกั้นเลือด-สมอง เข้าไปสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
เมื่อเชื้อลามไปถึงหูชั้นใน (Inner ear) จะเกิดกระบวนการดังนี้:
เกิดหนองและการอักเสบทำลาย Cochlear nerve (เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง
สารพิษจากแบคทีเรียทำลายเซลล์ขน (Hair cells) ใน Cochlea อย่างถาวร
ผลลัพธ์คือ การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทรับเสียงเสื่อม (Sensorineural hearing loss) ซึ่งมักจะ "ดับ" ถาวร รักษาให้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมยากมาก
📕Symptoms: สัญญาณเตือนภัย (Clinical Manifestation)
หลังจากรับประทานหมูดิบ หรือสัมผัสเชื้อผ่านแผลประมาณไม่กี่ชั่วโมง หรือ 1-3 วัน จะเริ่มมีอาการ:
-ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
-ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะรุนแรง
-เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ อาเจียน
-คอแข็ง (Stiff neck) สู้แสงไม่ได้ (อาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
-หูดับ หูอื้อ หรือไม่ได้ยินเสียงทันทีทันใด
-อาจมีผื่นจ้ำเลือดตามตัว (Purpura) จากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
📕 Prevention & Treatment: การป้องกันและรักษา
การรักษา:
แพทย์จะต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที เช่น Penicillin G หรือ Ceftriaxone และอาจต้องให้สเตียรอยด์ (Dexamethasone) เพื่อลดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและลดโอกาสหูดับถาวร แต่ต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
การป้องกัน (สำคัญที่สุด):
-งดบริโภคหมูดิบ 100%: หมูต้องผ่านความร้อนให้สุกทั่วถึง อุณหภูมิ >70°C นานอย่างน้อย 10 นาที (ให้สุกทั่วถึงทั้งชิ้น)
- แยกเขียง แยกมีด: อย่าใช้เขียงหั่นหมูดิบมาหั่นผักสด หรือหั่นหมูสุก (Cross-contamination)
- ใส่ถุงมือ: สำหรับผู้ที่ต้องสัมผัสเนื้อหมูสด หากมีบาดแผลต้องปิดให้มิดชิด
- ล้างมือ: ทุกครั้งหลังสัมผัสหมูสด
บทเรียนจาก 13 ชีวิตในโคราช เป็นเครื่องเตือนใจที่ราคาแพงมากค่ะ ปีใหม่นี้ ฉลองอย่างมีสติ กินร้อน ช้อนกลาง (ส่วนตัว) ล้างมือ และ "เลิกกินดิบ" นะคะ เพื่อที่จะได้ยินเสียงคำอวยพรจากคนที่เรารักไปอีกนานแสนนาน
ด้วยความห่วงใยค่ะ
References
1. Department of Disease Control, Ministry of Public Health Thailand. (2024). Streptococcus suis Infection: Situation and Prevention.
2. Lun, Z. R., Wang, Q. P., Chen, X. G., Li, A. X., & Zhu, X. Q. (2007). Streptococcus suis: an emerging zoonotic pathogen. The Lancet Infectious Diseases, 7(3), 201-209.
3. Segura, M., Fittipaldi, N., Calzas, C., & Gottschalk, M. (2017). Streptococcus suis: A critical update on mechanisms of pathogenesis. Future Microbiology, 12(6), 523-547.
#TheDarkLab
CR https://www.facebook.com/share/1CgQuPwTzB/?mibextid=wwXIfr