ยุคทองของเศรษฐกิจไทย ตอนที่ 4

กระทู้สนทนา
การวิเคราะห์ (Data Analysis)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของ การลงทุนด้านการศึกษา พ.ศ. 2540 ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วง 2543–2555 หรือที่เรียกว่า “ยุคทองของเศรษฐกิจไทย” โดยใช้แนวทาง เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) และ เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) ประกอบกัน

1. การวิเคราะห์เชิงปริมาณ

1.1 การวิเคราะห์ผลกระทบต่อ GDP ตามกลุ่มอายุ

ข้อมูลประชากรเด็กยากจนจำนวน 4.35 ล้านคน ที่เข้าระบบการศึกษาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ถูกแบ่งตามช่วงอายุเพื่อติดตามการเข้าสู่ตลาดแรงงานและผลผลิตทางเศรษฐกิจในอนาคต
กลุ่มอายุ 15–17 ปี มีจำนวน 2 ล้านคน เข้าระบบการศึกษาเมื่อปี 2540 และจบการศึกษามัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาในปี 2543 กลุ่มนี้เริ่มทำงานในตลาดแรงงานตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2546 การวิเคราะห์พบว่ากลุ่มนี้สร้างผลกระทบต่อ GDP รวมประมาณ 0.672 ล้านล้านบาทในช่วง 4 ปี โดยเฉลี่ยต่อปีประมาณ 0.168 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2546
กลุ่มอายุ 12–14 ปี จำนวน 1 ล้านคน เริ่มเรียนปี 2540 และจบมัธยมศึกษาตอนต้นในปี 2546 เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในปี 2546 กลุ่มนี้สร้าง GDP ประมาณ 0.1607 ล้านล้านบาทในปีเริ่มทำงาน ซึ่งช่วยเสริมแรงกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับกลุ่มแรงงานรุ่นก่อนหน้า
กลุ่มอายุ 6–11 ปี จำนวน 650,000 คน เรียนฟรีตั้งแต่ปี 2540 จนจบประถมศึกษาในปี 2552 เมื่อเริ่มทำงานในปี 2552 กลุ่มนี้สร้างผลผลิตต่อปีประมาณ 0.109 ล้านล้านบาท เป็นส่วนสำคัญในการรักษาฐานแรงงานทักษะพื้นฐานและต่อยอดเศรษฐกิจในระยะกลาง
กลุ่มอายุ 3–5 ปี จำนวน 700,000 คน เรียนระดับอนุบาลตั้งแต่ปี 2540 จนจบในปี 2555 เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังปี 2555 กลุ่มนี้สร้าง GDP ต่อปีประมาณ 0.118 ล้านล้านบาท การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มนี้เป็นแรงงานสำคัญที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณชี้ให้เห็นว่า การลงทุนด้านการศึกษาของรัฐบาลในปี 2540 ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มแรงงานทักษะสูง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะในช่วงปี 2546–2555 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทองทางเศรษฐกิจ
วิธีการคำนวณ: 





ผลลัพธ์สะท้อนว่าเด็กกลุ่ม 15–17 ปีและ 12–14 ปี มีบทบาทสำคัญต่อ แรงขับเคลื่อน GDP ปี 2546 รวม ≈ 0.3287 ล้านล้านบาท
ข้อสังเกต:
หลังปี 2555 เมื่อแรงงานจากกลุ่มเด็ก 4.35 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มที่ ผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ลดลง ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัว (2546–2555: 4.5% → 2556–2565: 1.9%)

1.2 การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis)

เทียบ GDP รายปีในช่วง 2537–2545 (เฉลี่ย 3.3%)
ช่วง 2546–2555 (เฉลี่ย 4.5%)
ช่วง 2556–2565 (เฉลี่ย 1.9%)
ข้อสรุป: การลงทุนด้านการศึกษาปี 2540 เป็นตัวแปรเชิงสาเหตุสำคัญที่สนับสนุน “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเพิ่มแรงงานมีทักษะและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

1.3 การวิเคราะห์เชิงระบบ (System Analysis)

ใช้กรอบ System Architecture + Participatory Planning ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
วิเคราะห์โครงสร้างโรงเรียนนิติบุคคล, การกระจายทรัพยากร, การจัดบริการครบวงจร
ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง กับผลลัพธ์เศรษฐกิจเชิงมหภาค
ข้อสังเกต: ระบบการศึกษาแบบเสมอภาคและมีอิสระการบริหารช่วยให้การลงทุนด้านทุนมนุษย์เกิดผลเต็มที่

2. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

2.1 การประเมินผลกระทบของนโยบาย

วิเคราะห์เอกสาร พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ประเมินว่าการยกเลิกโครงสร้างโรงเรียนนิติบุคคลและรวมศูนย์อำนาจ ส่งผลให้เป้าหมายปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ (Excellent Education) ไม่สามารถเกิดขึ้นตามแผนปี 2550–2551

2.2 การเปรียบเทียบกับระบบสากล

เปรียบเทียบกับ ระบบการศึกษาฟินแลนด์ และแนวทาง OECD
พบว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ มีความเป็นระบบและศักยภาพสูงกว่าฟินแลนด์ในแง่การสร้างแรงงานมีทักษะในระยะสั้น–กลาง

3. การสังเคราะห์ผล (Synthesis of Findings)

การลงทุนด้านการศึกษาในปี 2540 เป็น แรงขับเคลื่อนหลัก ของ GDP ระหว่าง 2546–2555
การให้สิทธิการศึกษาเสมอภาคแก่เด็กยากจน 4.35 ล้านคน ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่ ยุคทองทางเศรษฐกิจ
หลังปี 2555 ผลบวกจากกลุ่มนี้หมดไป ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ชะลอตัวอย่างชัดเจน
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพชี้ว่า หากโครงสร้างโรงเรียนและการบริหารไม่ถูกยกเลิกตาม พ.ร.บ. 2542 ประเทศไทยมีโอกาสบรรลุ คุณภาพการศึกษา Excellent ภายในปี 2550–2551
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่