ช่วงหลังมานี้เห็นในโซเชียลบ่อยมาก ระหว่างแฟนคลับฝั่งจีนและฝั่งเกาหลี โดยเฉพาะวาทกรรมยอดฮิตที่ว่า "ตอนนี้กระแสเกาหลี (Hallyu) ขาลงแล้ว ยุคนี้ต้องจีนสิ มาแรงกว่า ดาราหล่อกว่า ซีรีส์อลังการกว่า แต่งหน้าลุคโต่วอินก็ฮิตกว่า ในฐานะคนที่สังเกตการณ์ปรากฏการณ์นี้ ผมขออนุญาต "เห็นต่าง" ครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าจีนมาแรงในแง่ของEntertainment แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม, พฤติกรรมการบริโภค, และ รากฐานวัฒนธรรม คุณจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า เกาหลีไม่ได้ขาลงครับ แต่เขากลายเป็น Invisible K-Culture (วัฒนธรรมที่มองไม่เห็น) ที่แทรกซึมเข้าไปเป็น กระดูกสันหลังของทุกอย่าง รวมถึงสิ่งที่จีนกำลังขายคุณอยู่ตอนนี้ด้วย!
ผมขอกางหลักฐาน 6 มิติ ดังนี้ครับ
มิติที่ 1: วงการบันเทิงจีน เปลือก Made in China ไส้ใน Made in Korea
หลายคนบอกว่าวงการบันเทิงจีน (C-Ent) ยิ่งใหญ่และกินรวบ แต่รู้ไหมครับว่าระบบเบื้องหลัง (Back-end) แทบจะยกมาจากเกาหลีทั้งดุ้น
จุดเริ่มต้นความปังของไอดอลจีนยุคใหม่ (เช่น THE9, BonBon Girls, INTO1) มาจากรายการเซอร์ไววัลครับ รายการ Idol Producer (2018) และ Produce 101 China (Chuang) รูปแบบรายการ การตัดต่อ การแบ่งเกรด (A-F) เพลงธีม (Pick Me) ลอกโมเดล Produce 101 ของเกาหลีมา 100% ครับ ในรายการ Produce 101 China (ซีซั่นแรกที่ Rocket Girls เดบิวต์) บริษัทที่ดูแลการผลิตเบื้องหลังคือทีมงานที่ดึงตัวมาจาก CJ E&M (เจ้าของ Mnet เกาหลี) ตัวหลักที่คอยสอนเด็กจีน คือ เลย์ (EXO), แจ็คสัน (GOT7), เฉิงเซียว (WJSN), โจวเจี๋ยฉยง (I.O.I/Pristin) ทั้งหมดนี้คือผลผลิตของระบบ K-Pop Training System ล้วนๆ ที่ถูกส่งกลับไปถ่ายทอดวิชาให้เด็กจีนครับ ค่าย Yuehua Entertainment Yuehua ถ้าพูดถึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของจีน ต้องมีชื่อ Yuehua Entertainment (ต้นสังกัดของ หวังอี้ป๋อ) ไม่ใช่ค่ายจีนธรรมดา แต่เป็นค่ายที่ร่วมทุนและวางระบบแบบเกาหลีตั้งแต่รากฐาน เด็กฝึกของ Yuehua (รวมถึงหวังอี้ป๋อในอดีต) จะถูกส่งไป "ชุบตัวที่เกาหลี" ฝึกกับครูเกาหลี ใช้หลักสูตรเกาหลี เพื่อให้ได้ Standard แบบ K-Pop ก่อนจะส่งกลับมาเดบิวต์โกยเงินหยวนที่จีน หวังอี้ป๋อ คือซูเปอร์สตาร์จีนที่ Made in Korea ในแง่ของทักษะการเต้นและสไตล์ครับ เพลงฮิต C-Pop แต่งโดยคนเกาหลี เพลงไอดอลจีนที่ฟังแล้วติดหู ทันสมัย อินเตอร์... ลองไปดูเครดิตคนแต่งเพลง (Composer/Arranger) สิครับ Kenzie (คิมยอนจอง) นักแต่งเพลงตัวแม่ของ SM (คนแต่งเพลงให้ SNSD, EXO, aespa) มีชื่อในเครดิตเพลงของศิลปินจีนหลายวง Shorelle นักแต่งเพลงเบื้องหลัง K-Pop ก็ข้ามไปทำเพลงให้วง THE9 และ BonBon Girls 303 หรือ LDN Noise โปรดิวเซอร์คู่บุญ K-Pop ก็มีผลงานในฝั่งจีนเช่นกัน ความจริงจีนมีเงินจ้างครับ แต่ Know-how ในการทำเพลงป๊อปให้ดังระดับอินเตอร์ ยังต้องพึ่งพามันสมอง ของโปรดิวเซอร์ฝั่ง K-Pop อยู่ดี Makeup & Styling ทำไมดาราจีนสวยขึ้นผิดหูผิดตา สังเกตไหมครับว่าดาราจีนยุคก่อน (ยุคองค์หญิงกำมะลอ) กับยุคนี้ (ยุคจ้าวลู่ซือ/ตี๋ลี่เร่อปา) สไตล์การแต่งหน้าต่างกันราวฟ้ากับเหว Tang Wei (ถังเหว่ย) ตัวแม่วงการหนังจีน เป็น Case Study ระดับตำนาน เธอเคยโดนวิจารณ์เรื่องเมคอัพ จนกระทั่งเธอเปลี่ยนมาใช้ "Jung Saem Mool" (ช่างแต่งหน้าตัวแม่เกาหลี) ชีวิตเปลี่ยนทันที! สวยสง่าจนกลายเป็นไวรัล Douyin Makeup ที่ฮิตๆ กัน รากฐานคือการ "Copy & Paste" เทคนิคของช่างแต่งหน้าไอดอลเกาหลี (การจับช่อขนตาแบบ Wonyoung, การทากลิตเตอร์ใต้ตา) เอามาปรับให้เข้มขึ้นแค่นั้นเองครับ การที่วงการบันเทิงจีนดู "อลังการ" และ "มาแรง" ในตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนสำคัญคือ "เงินทุนมหาศาล" ของจีน แต่ถ้าผ่าดูกระดูกสันหลังของวงการมันก็มีแต่สิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากเกาหลีทั้งนั้น
มิติที่ 2: "Beauty" ...แต่งหน้าลุคจีน แต่ทำไมใช้ "ของเกาหลี"?
นี่คือความย้อนแย้ง (Paradox) ที่ชัดเจนที่สุด
The Look ใช่ครับ เทรนด์แต่งหน้า "สาวโต่วอิน" (Douyin) มาแรง (ขนตาจับช่อ, ดอลลี่อายชัดๆ)
The Tools แต่พอไปดูบนโต๊ะเครื่องแป้ง...
งานผิว คนไทยยังเชื่อใจ "คุชชั่น (Cushion)" นวัตกรรมของเกาหลีมากที่สุด
งานปาก ลิปทินท์/กลอส แบรนด์เกาหลี (Rom&nd, Peripera, 3CE) ยังครองตลาด
Skincare Innovation: จีนขายได้แค่ "สีสัน" (Color) แต่เกาหลีครองตลาด "การบำรุง" (Care) นวัตกรรมอย่าง Sleeping Mask, Cica (ใบบัวบก), Water Bank ล้วนมาจากเกาหลี
เกาหลีในฐานะ "โรงงานของโลก" (OEM/ODM Power)
คุณรู้ไหมว่าเครื่องสำอางแบรนด์ไทยและจีนจำนวนมาก ผลิตโดยโรงงาน Cosmax และ Kolmar
นี่คือบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลี รับจ้างผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ทั่วโลก
ดังนั้นต่อให้แบรนด์จีนเกิดใหม่ เงินค่าเทคโนโลยีและสูตรการผลิต ก็ไหลกลับเกาหลีอยู่ดีครับ
มิติที่ 3 : ทรงผมและรูปลักษณ์ ...เรฟจีน แต่เทคนิคเกาหลี
มีคนบอกว่า "ฉันตัดผมตามดาราจีน ไม่ใช่โอปป้า" ...แน่ใจเหรอครับ?
Two Block & Down Perm: ทรงผมชายจีนยอดฮิต (ไถข้างแต่ไม่ขาว บนยาวดัดลอน) รากฐานมันคือทรง "Korean Two Block" ครับ
นวัตกรรม: เทคนิคการใช้ "น้ำยายืดโคนผม" (Down Perm) เพื่อแก้ปัญหาผมคนเอเชียชี้ฟู คือสิ่งที่เกาหลีคิดค้นและเผยแพร่
Flower Boy Aesthetic: ภาพลักษณ์ผู้ชายหน้าหวาน ผิวดี ปากชมพู ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชายจีน แต่จีนรับอิทธิพล "K-Pop Aesthetic" มาปรับใช้กับดาราตัวเองจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่
มิติที่ 4: ภาษา ใคร Mass ใคร Niche?
การวัดว่าใครครองเมือง ให้ดูที่ "ภาษาตลาดสด" ครับ
ศัพท์เกาหลี (National Loanwords):
"โอปป้า / ออนนี่": แม่ค้าในตลาด ยายข้างบ้าน คนทั่วไป ใช้คำนี้เรียกคนหน้าตาดี โดยไม่ต้องเป็นติ่ง มันกลายเป็น "คำทับศัพท์ระดับชาติ" ไปแล้ว
"เมน / ด้อม / ชิป / แกง": ศัพท์ที่เริ่มจาก K-Pop community ตอนนี้กระจายไปสู่วงการนางงาม การเมือง และ T-Pop
ศัพท์จีน (Subculture Slang):
"เกอเกอ / เหล่ากง / เจียเจีย": ยังจำกัดวงอยู่แค่ในกลุ่มแฟนคลับซีรีส์จีน หรือสาววาย ถ้าไปพูดกับคนนอกวงการ เขาจะงงครับ
สรุป: จีนได้ใจกลุ่มเฉพาะ (Niche) แต่เกาหลีได้ใจมหาชน (Mass)
มิติที่ 5: จาก "กระแส" สู่ "ความปกติ"
เหตุผลที่คนบางกลุ่มรู้สึกว่าเกาหลี "แผ่ว" เพราะมัน "ไม่ตื่นเต้น" แล้ว
แต่นั่นคือ "ชัยชนะทางวัฒนธรรมขั้นสูงสุด" ครับ คือการทำให้วัฒนธรรมตัวเองกลายเป็น "วิถีชีวิตปกติ" (Default Mode) ของต่างชาติ
การกิน: กินรามยอน, ใช้ตะเกียบสแตนเลส, กินกิมจิ = เรื่องปกติ
ไลฟ์สไตล์: ถ่ายรูปตู้สติ๊กเกอร์ (Life4Cut), เที่ยวคาเฟ่มินิมอล, ทำท่ามินิฮาร์ท = เรื่องปกติ
ความงาม: ฉีดหน้าใส Rejuran, ทำสีผมสไตล์เกาหลี = เรื่องปกติ
เกาหลีตอนนี้เปรียบเหมือนอากาศมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่คุณหายใจเข้าไปทุกวัน ขาดไม่ได้ และมันแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของชีวิตคุณไปแล้ว
มิติที่ 6: กับดักตัวเลข... "หุ้นตก" แปลว่า "ขาลง" จริงดิ?
อีกหนึ่งวาทกรรมที่คนชอบเอามาเคลมคือ "ดูสิ หุ้น HYBE, YG, JYP, SM ตกรูดกราว แปลว่า K-Pop กำลังจะตาย!"
ใจเย็นๆ ครับ ฟังหลักเศรษฐศาสตร์นิดนึง
การเอา "ราคาหุ้น" (Stock Price) มาวัด "ความนิยมทางวัฒนธรรม" (Cultural Influence) คือตรรกะที่ผิดเพี้ยนครับ เพราะ:
1. มันคือการ "ปรับฐาน" (Market Correction):
ช่วงโควิด หุ้น Tech และบันเทิงทั่วโลกพุ่งแรงเกินจริง (Overvalued) ไปมาก พอโลกเปิด มันต้องย่อตัวลงสู่ความเป็นจริงครับ
Fact: ไม่ใช่แค่ K-Pop ครับ หุ้นบันเทิงระดับโลกอย่าง Disney หรือ Warner Bros. ก็ร่วงระนาวเหมือนกัน จะบอกว่า Marvel หรือ Disney ตายแล้วเหรอครับ? ก็ไม่ใช่
2. ปัญหาภายใน ไม่ใช่ปัญหาความนิยม (Internal Conflict):
ที่หุ้น HYBE ร่วงหนักช่วงที่ผ่านมา หลักๆ มาจากดราม่าผู้บริหาร (Min Hee-jin vs HYBE) ครับ คือความเชื่อมั่นนักลงทุนสั่นคลอน
แต่ถามว่า: ยอดสตรีม NewJeans ลดลงไหม? ยอดขายบั้มลดไหม? คนเลิกเต้น Super Shy ไหม? เปล่าเลย! ผู้บริโภคยังเสพเหมือนเดิม แค่นักลงทุนเขาตกใจข่าวเฉยๆ
3. เทียบกับ "หุ้นจีน" หน่อยไหม?
ถ้าจะขิงด้วยราคาหุ้น... ลองไปดูกราฟหุ้น Tech/Entertainment จีน (Alibaba, Tencent, iQIYI) ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไหมครับ?
โดนรัฐบาลจีนทุบ (Crackdown) จนร่วงยิ่งกว่าเหว ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน แปลว่าวงการบันเทิงจีน "ล่มสลายไปแล้ว" สิครับ?
สรุป: ราคาหุ้นคือ "ความคาดหวังกำไรในอนาคต" ของนักเก็งกำไร
แต่วัฒนธรรม K-Culture คือ "รากฐานที่ฝังลึก" (Fundamentals) ในชีวิตประจำวัน
ตราบใดที่คุณยังฟังเพลงเกาหลี กินรามยอน และแต่งหน้าลุคเกาหลี... ต่อให้หุ้นเหลือ 0 บาท วัฒนธรรมมันก็ยังทำงานของมันอยู่ครับ อย่าเอาเรื่องการเงินมาปนกับเรื่องรสนิยม
ดังนั้น ใครที่บอกว่าเกาหลีขาลง... ลองเช็กของในกระเป๋า เช็กทรงผม เช็กอาหารที่เพิ่งกิน แล้วถามตัวเองดีๆ ครับว่า "วันนี้คุณรับความเป็นเกาหลีเข้าร่างไปกี่อย่างแล้ว?"
ใครบอกเกาหลีขาลง ที่แท้ K-Culture สอดแทรกอยู่ทุกที่แม้แต่ใน C-entertainment ยันซีรีส์จีน
ผมขอกางหลักฐาน 6 มิติ ดังนี้ครับ
มิติที่ 1: วงการบันเทิงจีน เปลือก Made in China ไส้ใน Made in Korea
หลายคนบอกว่าวงการบันเทิงจีน (C-Ent) ยิ่งใหญ่และกินรวบ แต่รู้ไหมครับว่าระบบเบื้องหลัง (Back-end) แทบจะยกมาจากเกาหลีทั้งดุ้น
จุดเริ่มต้นความปังของไอดอลจีนยุคใหม่ (เช่น THE9, BonBon Girls, INTO1) มาจากรายการเซอร์ไววัลครับ รายการ Idol Producer (2018) และ Produce 101 China (Chuang) รูปแบบรายการ การตัดต่อ การแบ่งเกรด (A-F) เพลงธีม (Pick Me) ลอกโมเดล Produce 101 ของเกาหลีมา 100% ครับ ในรายการ Produce 101 China (ซีซั่นแรกที่ Rocket Girls เดบิวต์) บริษัทที่ดูแลการผลิตเบื้องหลังคือทีมงานที่ดึงตัวมาจาก CJ E&M (เจ้าของ Mnet เกาหลี) ตัวหลักที่คอยสอนเด็กจีน คือ เลย์ (EXO), แจ็คสัน (GOT7), เฉิงเซียว (WJSN), โจวเจี๋ยฉยง (I.O.I/Pristin) ทั้งหมดนี้คือผลผลิตของระบบ K-Pop Training System ล้วนๆ ที่ถูกส่งกลับไปถ่ายทอดวิชาให้เด็กจีนครับ ค่าย Yuehua Entertainment Yuehua ถ้าพูดถึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของจีน ต้องมีชื่อ Yuehua Entertainment (ต้นสังกัดของ หวังอี้ป๋อ) ไม่ใช่ค่ายจีนธรรมดา แต่เป็นค่ายที่ร่วมทุนและวางระบบแบบเกาหลีตั้งแต่รากฐาน เด็กฝึกของ Yuehua (รวมถึงหวังอี้ป๋อในอดีต) จะถูกส่งไป "ชุบตัวที่เกาหลี" ฝึกกับครูเกาหลี ใช้หลักสูตรเกาหลี เพื่อให้ได้ Standard แบบ K-Pop ก่อนจะส่งกลับมาเดบิวต์โกยเงินหยวนที่จีน หวังอี้ป๋อ คือซูเปอร์สตาร์จีนที่ Made in Korea ในแง่ของทักษะการเต้นและสไตล์ครับ เพลงฮิต C-Pop แต่งโดยคนเกาหลี เพลงไอดอลจีนที่ฟังแล้วติดหู ทันสมัย อินเตอร์... ลองไปดูเครดิตคนแต่งเพลง (Composer/Arranger) สิครับ Kenzie (คิมยอนจอง) นักแต่งเพลงตัวแม่ของ SM (คนแต่งเพลงให้ SNSD, EXO, aespa) มีชื่อในเครดิตเพลงของศิลปินจีนหลายวง Shorelle นักแต่งเพลงเบื้องหลัง K-Pop ก็ข้ามไปทำเพลงให้วง THE9 และ BonBon Girls 303 หรือ LDN Noise โปรดิวเซอร์คู่บุญ K-Pop ก็มีผลงานในฝั่งจีนเช่นกัน ความจริงจีนมีเงินจ้างครับ แต่ Know-how ในการทำเพลงป๊อปให้ดังระดับอินเตอร์ ยังต้องพึ่งพามันสมอง ของโปรดิวเซอร์ฝั่ง K-Pop อยู่ดี Makeup & Styling ทำไมดาราจีนสวยขึ้นผิดหูผิดตา สังเกตไหมครับว่าดาราจีนยุคก่อน (ยุคองค์หญิงกำมะลอ) กับยุคนี้ (ยุคจ้าวลู่ซือ/ตี๋ลี่เร่อปา) สไตล์การแต่งหน้าต่างกันราวฟ้ากับเหว Tang Wei (ถังเหว่ย) ตัวแม่วงการหนังจีน เป็น Case Study ระดับตำนาน เธอเคยโดนวิจารณ์เรื่องเมคอัพ จนกระทั่งเธอเปลี่ยนมาใช้ "Jung Saem Mool" (ช่างแต่งหน้าตัวแม่เกาหลี) ชีวิตเปลี่ยนทันที! สวยสง่าจนกลายเป็นไวรัล Douyin Makeup ที่ฮิตๆ กัน รากฐานคือการ "Copy & Paste" เทคนิคของช่างแต่งหน้าไอดอลเกาหลี (การจับช่อขนตาแบบ Wonyoung, การทากลิตเตอร์ใต้ตา) เอามาปรับให้เข้มขึ้นแค่นั้นเองครับ การที่วงการบันเทิงจีนดู "อลังการ" และ "มาแรง" ในตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนสำคัญคือ "เงินทุนมหาศาล" ของจีน แต่ถ้าผ่าดูกระดูกสันหลังของวงการมันก็มีแต่สิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากเกาหลีทั้งนั้น
มิติที่ 2: "Beauty" ...แต่งหน้าลุคจีน แต่ทำไมใช้ "ของเกาหลี"?
นี่คือความย้อนแย้ง (Paradox) ที่ชัดเจนที่สุด
The Look ใช่ครับ เทรนด์แต่งหน้า "สาวโต่วอิน" (Douyin) มาแรง (ขนตาจับช่อ, ดอลลี่อายชัดๆ)
The Tools แต่พอไปดูบนโต๊ะเครื่องแป้ง...
งานผิว คนไทยยังเชื่อใจ "คุชชั่น (Cushion)" นวัตกรรมของเกาหลีมากที่สุด
งานปาก ลิปทินท์/กลอส แบรนด์เกาหลี (Rom&nd, Peripera, 3CE) ยังครองตลาด
Skincare Innovation: จีนขายได้แค่ "สีสัน" (Color) แต่เกาหลีครองตลาด "การบำรุง" (Care) นวัตกรรมอย่าง Sleeping Mask, Cica (ใบบัวบก), Water Bank ล้วนมาจากเกาหลี
เกาหลีในฐานะ "โรงงานของโลก" (OEM/ODM Power)
คุณรู้ไหมว่าเครื่องสำอางแบรนด์ไทยและจีนจำนวนมาก ผลิตโดยโรงงาน Cosmax และ Kolmar
นี่คือบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลี รับจ้างผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ทั่วโลก
ดังนั้นต่อให้แบรนด์จีนเกิดใหม่ เงินค่าเทคโนโลยีและสูตรการผลิต ก็ไหลกลับเกาหลีอยู่ดีครับ
มิติที่ 3 : ทรงผมและรูปลักษณ์ ...เรฟจีน แต่เทคนิคเกาหลี
มีคนบอกว่า "ฉันตัดผมตามดาราจีน ไม่ใช่โอปป้า" ...แน่ใจเหรอครับ?
Two Block & Down Perm: ทรงผมชายจีนยอดฮิต (ไถข้างแต่ไม่ขาว บนยาวดัดลอน) รากฐานมันคือทรง "Korean Two Block" ครับ
นวัตกรรม: เทคนิคการใช้ "น้ำยายืดโคนผม" (Down Perm) เพื่อแก้ปัญหาผมคนเอเชียชี้ฟู คือสิ่งที่เกาหลีคิดค้นและเผยแพร่
Flower Boy Aesthetic: ภาพลักษณ์ผู้ชายหน้าหวาน ผิวดี ปากชมพู ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชายจีน แต่จีนรับอิทธิพล "K-Pop Aesthetic" มาปรับใช้กับดาราตัวเองจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่
มิติที่ 4: ภาษา ใคร Mass ใคร Niche?
การวัดว่าใครครองเมือง ให้ดูที่ "ภาษาตลาดสด" ครับ
ศัพท์เกาหลี (National Loanwords):
"โอปป้า / ออนนี่": แม่ค้าในตลาด ยายข้างบ้าน คนทั่วไป ใช้คำนี้เรียกคนหน้าตาดี โดยไม่ต้องเป็นติ่ง มันกลายเป็น "คำทับศัพท์ระดับชาติ" ไปแล้ว
"เมน / ด้อม / ชิป / แกง": ศัพท์ที่เริ่มจาก K-Pop community ตอนนี้กระจายไปสู่วงการนางงาม การเมือง และ T-Pop
ศัพท์จีน (Subculture Slang):
"เกอเกอ / เหล่ากง / เจียเจีย": ยังจำกัดวงอยู่แค่ในกลุ่มแฟนคลับซีรีส์จีน หรือสาววาย ถ้าไปพูดกับคนนอกวงการ เขาจะงงครับ
สรุป: จีนได้ใจกลุ่มเฉพาะ (Niche) แต่เกาหลีได้ใจมหาชน (Mass)
มิติที่ 5: จาก "กระแส" สู่ "ความปกติ"
เหตุผลที่คนบางกลุ่มรู้สึกว่าเกาหลี "แผ่ว" เพราะมัน "ไม่ตื่นเต้น" แล้ว
แต่นั่นคือ "ชัยชนะทางวัฒนธรรมขั้นสูงสุด" ครับ คือการทำให้วัฒนธรรมตัวเองกลายเป็น "วิถีชีวิตปกติ" (Default Mode) ของต่างชาติ
การกิน: กินรามยอน, ใช้ตะเกียบสแตนเลส, กินกิมจิ = เรื่องปกติ
ไลฟ์สไตล์: ถ่ายรูปตู้สติ๊กเกอร์ (Life4Cut), เที่ยวคาเฟ่มินิมอล, ทำท่ามินิฮาร์ท = เรื่องปกติ
ความงาม: ฉีดหน้าใส Rejuran, ทำสีผมสไตล์เกาหลี = เรื่องปกติ
เกาหลีตอนนี้เปรียบเหมือนอากาศมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่คุณหายใจเข้าไปทุกวัน ขาดไม่ได้ และมันแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของชีวิตคุณไปแล้ว
มิติที่ 6: กับดักตัวเลข... "หุ้นตก" แปลว่า "ขาลง" จริงดิ?
อีกหนึ่งวาทกรรมที่คนชอบเอามาเคลมคือ "ดูสิ หุ้น HYBE, YG, JYP, SM ตกรูดกราว แปลว่า K-Pop กำลังจะตาย!"
ใจเย็นๆ ครับ ฟังหลักเศรษฐศาสตร์นิดนึง
การเอา "ราคาหุ้น" (Stock Price) มาวัด "ความนิยมทางวัฒนธรรม" (Cultural Influence) คือตรรกะที่ผิดเพี้ยนครับ เพราะ:
1. มันคือการ "ปรับฐาน" (Market Correction):
ช่วงโควิด หุ้น Tech และบันเทิงทั่วโลกพุ่งแรงเกินจริง (Overvalued) ไปมาก พอโลกเปิด มันต้องย่อตัวลงสู่ความเป็นจริงครับ
Fact: ไม่ใช่แค่ K-Pop ครับ หุ้นบันเทิงระดับโลกอย่าง Disney หรือ Warner Bros. ก็ร่วงระนาวเหมือนกัน จะบอกว่า Marvel หรือ Disney ตายแล้วเหรอครับ? ก็ไม่ใช่
2. ปัญหาภายใน ไม่ใช่ปัญหาความนิยม (Internal Conflict):
ที่หุ้น HYBE ร่วงหนักช่วงที่ผ่านมา หลักๆ มาจากดราม่าผู้บริหาร (Min Hee-jin vs HYBE) ครับ คือความเชื่อมั่นนักลงทุนสั่นคลอน
แต่ถามว่า: ยอดสตรีม NewJeans ลดลงไหม? ยอดขายบั้มลดไหม? คนเลิกเต้น Super Shy ไหม? เปล่าเลย! ผู้บริโภคยังเสพเหมือนเดิม แค่นักลงทุนเขาตกใจข่าวเฉยๆ
3. เทียบกับ "หุ้นจีน" หน่อยไหม?
ถ้าจะขิงด้วยราคาหุ้น... ลองไปดูกราฟหุ้น Tech/Entertainment จีน (Alibaba, Tencent, iQIYI) ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไหมครับ?
โดนรัฐบาลจีนทุบ (Crackdown) จนร่วงยิ่งกว่าเหว ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน แปลว่าวงการบันเทิงจีน "ล่มสลายไปแล้ว" สิครับ?
สรุป: ราคาหุ้นคือ "ความคาดหวังกำไรในอนาคต" ของนักเก็งกำไร
แต่วัฒนธรรม K-Culture คือ "รากฐานที่ฝังลึก" (Fundamentals) ในชีวิตประจำวัน
ตราบใดที่คุณยังฟังเพลงเกาหลี กินรามยอน และแต่งหน้าลุคเกาหลี... ต่อให้หุ้นเหลือ 0 บาท วัฒนธรรมมันก็ยังทำงานของมันอยู่ครับ อย่าเอาเรื่องการเงินมาปนกับเรื่องรสนิยม
ดังนั้น ใครที่บอกว่าเกาหลีขาลง... ลองเช็กของในกระเป๋า เช็กทรงผม เช็กอาหารที่เพิ่งกิน แล้วถามตัวเองดีๆ ครับว่า "วันนี้คุณรับความเป็นเกาหลีเข้าร่างไปกี่อย่างแล้ว?"