หุ้นน่าจับตามองหลัง Earnings Season หลังจากที่ผลประกอบการส่วนใหญ่ได้ออกไปแล้ว นี่คือหุ้นที่ผมคิดว่าน่าจับตามอง

📊 หุ้นน่าจับตามองหลัง Earnings Season
หลังจากที่ผลประกอบการส่วนใหญ่ได้ออกไปแล้ว นี่คือหุ้นที่ผมคิดว่าน่าจับตามอง
🖥️ Nebius Group N.V. (NBIS)
บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure)

เป้าหมายหลักคือการเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI Infrastructure โดยให้บริการที่หลากหลายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

💼 ธุรกิจหลัก:
🖥️ การประมวลผล (Compute): ให้บริการ GPU clusters ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับ AI โดยเป็นพันธมิตรกับบริษัทผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง NVIDIA

☁️ แพลตฟอร์มคลาวด์: ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์มที่ปรับแต่งมาเพื่อรองรับงานด้าน AI โดยเฉพาะ

⚙️ ซอฟต์แวร์และบริการ: พัฒนาเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้นักพัฒนา AI สร้าง ฝึกฝน และรันโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🎯 แผนการขยายตัว:
🎯 เป้าหมาย 1 กิกะวัตต์: บริษัทกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อคว้าโอกาสในตลาด และมีเป้าหมายที่จะรักษากำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 1 กิกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2026

🇪🇺 การขยายในยุโรป: มีการขยายกำลังการผลิตในศูนย์ข้อมูลที่ฟินแลนด์ถึง 3 เท่า รวมถึงการเจรจาเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ทั่วทั้งยุโรป

🇺🇸 การขยายในอเมริกาเหนือ: มีโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 300 เมกะวัตต์

💰 ผลประกอบการที่น่าทึ่ง:
💰 รายได้ (Revenue): 105.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

📈 เพิ่มขึ้น 625% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

📈 เพิ่มขึ้น 106% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

💹 Adjusted EBITDA: ขาดทุนลดลงอย่างมาก ขาดทุนลดลง 64% จาก 58.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 21.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสนี้

🎯 Annualized Run-rate Revenue (ARR) บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมาย ARR สำหรับสิ้นปี 2025 เป็น 900 ล้าน - 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

===================================

🚀 Astera Labs Inc. (ALAB)
บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่เน้นการพัฒนาโซลูชันการเชื่อมต่อ (connectivity solutions) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์

แก้ไขปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของ AI คือการเคลื่อนย้ายข้อมูล และกำลังกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบัน 💻

🔧 ผลิตภัณฑ์หลัก:
มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ชิปที่ช่วยขยายสัญญาณ PCIe (Peripheral Component Interconnect Express) ซึ่งเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อหลักในระบบคอมพิวเตอร์

ทำหน้าที่เหมือน "ตัวขยายสัญญาณ" หรือ "ตัวทำความสะอาดสัญญาณ" ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลขึ้นโดยไม่สูญเสียความเร็ว และข้อมูลสามารถเดินทางไปบนเส้นทาง PCIe ได้ไกลและเร็วขึ้นโดยไม่สูญเสียคุณภาพ

🏆 ชิป Aries ของ Astera Labs ถือเป็นผู้บุกเบิกในเทคโนโลยี PCIe 6.0

🌟 ทำไมสินค้าของ Astera Labs ถึงจำเป็น?
สินค้าของ Astera Labs ไม่ได้เป็นแค่ส่วนเสริม แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของระบบ AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

🚰 เปรียบเทียบง่ายๆ: เป็นเหมือน "ท่อส่งน้ำ" ในระบบประปาที่ซับซ้อน ถ้าท่อมีขนาดเล็กหรือรั่วซึม จะทำให้การส่งน้ำจากแหล่งกำเนิดไปยังปลายทางไม่มีประสิทธิภาพ

💧 ในกรณีของ AI และคลาวด์ ข้อมูลคือ "น้ำ" และ ชิปของ Astera Labs คือ "ท่อส่ง" ที่ทำให้การไหลของข้อมูลระหว่างส่วนประกอบสำคัญๆ เช่น GPU, CPU และหน่วยความจำ เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว
🔮 ความสำคัญในอนาคต: การเติบโตของ Generative AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความจำเป็นในการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

🎯 ดังนั้นสินค้าของ Astera Labs จึงไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีที่ "มีก็ดี" แต่เป็นเทคโนโลยีที่ "ต้องมี" สำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคต

ผมมองว่าธุรกิจนี้ช่วยแก้ปัญหาที่อยู่คอขวดของบริษัทเทคได้จริงๆ ไม่งั้นลูกค้าหลักคงไม่ใช่ AWS, Google, NVIDIA, AMD บริษัทพวกนี้ต้องมองเห็นศักยภาพอะไรสักอย่าง

และหุ้นตัวนี้เติบโตล้อไปกับ Mega trend ผมเชื่อว่าความต้องการ AI, Cloud, Data center ยังเติบโตได้อีกเยอะเลย การเติบโตของ Astera Labs ได้รับแรงหนุนจากความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล ทำให้บริษัทมีโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว 🚀

💰 ผลประกอบการที่โดดเด่น:
รายได้ (Revenue): $191.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 150% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY)

กำไรต่อหุ้น (EPS) (Non-GAAP): $0.44 ต่อหุ้น ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ถึง 300%

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) (Non-GAAP): อยู่ในระดับสูงที่ 76%

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) (Non-GAAP): อยู่ที่ 39.2% เพิ่มขึ้นจาก 24.4% ในปีก่อนหน้า

===================================

🛰️ AST SpaceMobile (ASTS)
บริษัทโทรคมนาคมในคราบสตาร์ทอัพด้านอวกาศ

พวกเขากำลังสร้างเครือข่ายบรอดแบนด์เซลลูลาร์บนอวกาศแห่งแรกของโลก ที่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับโทรศัพท์มือถือมาตรฐาน 4G/5G ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้ โดยไม่ต้องดัดแปลง ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม! 📲

🤝 โมเดลธุรกิจ: เป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเครือข่าย (MNOs)
ASTS ไม่ได้ต้องการมาเป็นผู้ให้บริการรายใหม่ แต่พวกเขาทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Mobile Network Operators - MNOs) รายใหญ่ทั่วโลก

(เช่น AT&T, Vodafone, Rakuten Mobile, Bell Canada และพันธมิตรอีกกว่า 50 ราย ซึ่งรวมกันถือ subscriber base ราว ๆ 3 พันล้านคน ยิ่งเพิ่มพาร์ทเนอร์มากขึ้น network effect ก็ยิ่งแข็งแรง) 📞

โมเดลนี้ทำให้ MNOs สามารถขยายความครอบคลุมบริการของตนไปยัง "จุดอับสัญญาณ" โดยไม่ต้องลงทุนสร้างเสาสัญญาณภาคพื้นดินมหาศาล

🌍 ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่รอการแก้ไข:
50% ของพื้นผิวโลก ยังคงเป็น "จุดอับสัญญาณ" สำหรับโทรศัพท์มือถือภาคพื้นดิน นั่นหมายถึงพื้นที่ป่าเขา ทะเลทราย มหาสมุทร และพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก 🏔️🏜️🌊

กว่า 5 พันล้านคน ยังขาดการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือ 👥

ASTS มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อคนเหล่านี้ทั้งหมด! นี่คือการแก้ปัญหาที่ใหญ่ระดับโลกและเป็นความต้องการพื้นฐานในยุคดิจิทัล 💻

🛰️ แผนการปล่อยดาวเทียม บริษัทได้ยืนยันถึงแผนการปล่อย 45-60 ดวงภายในปี 2026 โดยมีดาวเทียม BlueBird ตัวที่ 7 พร้อมส่งมอบในเดือนสิงหาคม 2025

⚡ การผลิต บริษัทได้เร่งการผลิตดาวเทียม โดยตั้งเป้าการผลิต 6 ดวงต่อเดือน ในช่วงปี 2025 และคาดว่าจะเสร็จสำหรับดาวเทียม 40 ดวงภายในต้นปี 2026

📋 Backlog รายได้จากการจองอุปกรณ์ Gateway ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 14.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับรายได้ในอนาคต

💰 ผลประกอบการ:
💰 รายได้ (Revenue) รายได้ในไตรมาส 2 ปี 2025 อยู่ที่ 1.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.78%

📉 ขาดทุนต่อหุ้น (EPS) ขาดทุนลดลง 19.6% (จากขาดทุน -$0.51 เป็น -$0.41)

💸 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น 19.7% จาก 43.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 51.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

🏗️ ค่าใช้จ่ายด้านทุน (Capital Expenditures) ค่าใช้จ่ายด้านทุน เพิ่มขึ้น 154.5% จาก 126.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 323 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

💵 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เงินสด เพิ่มขึ้น 251% จาก 263.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 923.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

===================================

💳 SoFi Technologies, Inc. (SOFI)
ธนาคารดิจิทัลครบวงจร
🌟จุดเด่นของ SoFi:
📌 บริการทางการเงินแบบครบวงจรในที่เดียว (One-stop shop) SoFi เริ่มต้นจากการปล่อยสินเชื่อนักเรียน แต่ปัจจุบันได้ขยายบริการไปเกือบทุกด้านทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น:

-บัญชีเงินฝากและออมทรัพย์ (Checking and Savings)
-บัตรเครดิต
-สินเชื่อส่วนบุคคล
-สินเชื่อบ้าน
-แพลตฟอร์มการลงทุน (หุ้น, ETF, คริปโต)
-การวางแผนทางการเงิน

สิ่งนี้ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและจัดการทุกเรื่องการเงินได้ในแอปเดียว โดยไม่ต้องมีหลายบัญชีกับหลายธนาคาร

📌 ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-driven and Digital-first) SoFi เป็นธนาคารที่ไม่มีสาขาจริง (all-digital banking operation) เน้นการให้บริการผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือและเว็บไซต์เป็นหลัก

ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วขึ้น

📌 โมเดลธุรกิจที่หลากหลายและแพลตฟอร์มเทคโนโลยี:
🔸 Galileo: แพลตฟอร์ม Galileo ซึ่ง SoFi เข้าซื้อกิจการมา เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน FinTech แก่ธนาคารและบริษัทฟินเทคอื่นๆ

สิ่งนี้ทำให้ SoFi ไม่ได้แค่เป็นผู้ให้บริการทางการเงินโดยตรง แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังให้กับนวัตกรรมทางการเงินอีกด้วย ตลาด Embedded Finance ที่ Galileo อยู่ในนั้นมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก

💰 ผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม:

รายได้ $858 ล้าน (เติบโต 44% YoY)
สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง $54 ล้าน

กำไรต่อหุ้นโต 700% 📊
EPS $0.08 (สูงกว่าคาดการณ์ที่ $0.06)

กำไรสุทธิพุ่ง 470% ⬆️
กำไรสุทธิ $97 ล้าน

Adjusted EBITDA $249 ล้าน (เติบโต 81%)

👥 การเติบโตของฐานลูกค้าอย่างแข็งแกร่ง:
สมาชิกทะลุ 11.7 ล้านคน 🎯

เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เพิ่มใหม่ 850,000 คนในไตรมาสเดียว

🏦 ธุรกิจหลักเติบโตทุกสาขา:
เงินฝากโต $29.5 พันล้าน 💳
แสดงความเชื่อมั่นของลูกค้า
ฐานเงินฝากที่แข็งแกร่ง
สินเชื่อทำสถิติใหม่ $8.8 พันล้าน 🏠

สินเชื่อส่วนบุคคล: โต 66%
สินเชื่อนักเรียน: โต 35%
สินเชื่อที่อยู่อาศัย: โต 92%
รายได้หลากหลาย 💼

รายได้ธุรกิจการเงิน: $377.5 ล้าน (โต 72%)
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ: $517.8 ล้าน (โต 26%)
รายได้แพลตฟอร์มเทคโนโลยี: $110 ล้าน (โต 15%)

ชี้ให้เห็นว่า SoFi กำลังเดินทางสู่เป้าหมายการเป็น "Super App" ทางการเงินอย่างมั่นคง 🚀 ผมเชื่อว่า SoFi จะเป็นธนาคารที่ติดระดับท็อปของอเมริกา

===================================

🚀 Rocket Lab USA, Inc. (RKLB)
บริษัทนี้เป็นผู้นำด้านอวกาศ ให้บริการภารกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างจรวด (เช่น Electron, Neutron) และยานอวกาศ (เช่น Photon) ไปจนถึงการให้บริการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร

🎯 ธุรกิจหลัก:
🚀 บริการปล่อยดาวเทียม (Launch Services)
ใช้จรวด Electron สำหรับดาวเทียมขนาดเล็ก
กำลังพัฒนาจรวด Neutron สำหรับดาวเทียมขนาดกลาง
เน้นความรวดเร็วและคุ้มค่าในการเข้าถึงอวกาศ

💙 ระบบยานอวกาศ (Space Systems)
ผลิตและจำหน่ายยานอวกาศขนาดเล็กและส่วนประกอบต่างๆ
ยานอวกาศ Photon ที่สามารถปรับแต่งได้หลากหลายภารกิจ
ให้บริการจัดหาระบบยานอวกาศสำหรับลูกค้า

💚 ตลาดที่เติบโตแรง:
ความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ดาวเทียมสื่อสาร

ดาวเทียมสังเกตการณ์โลก
ดาวเทียมเพื่อการสำรวจอวกาศ
การขยายตัวของกลุ่มดาวเทียมขนาดเล็ก (SmallSat Constellations)

🤍 การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่

จรวด Neutron ขนาดใหญ่กว่าและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
การขยายขีดความสามารถของยานอวกาศ Photon สำหรับภารกิจที่ซับซ้อนขึ้น

🎯 จุดเด่นด้านการดำเนินงาน:
🚀 ความสำเร็จจรวด Electron

ปล่อยจรวดได้ 5 ภารกิจ ในไตรมาสนี้
สร้างสถิติใหม่: ปล่อย 2 ภารกิจภายใน 2 วันจากฐานเดียวกัน

⚡ ความคืบหน้าจรวด Neutron
Launch Complex 3 ใกล้แล้วเสร็จ
จรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ กำลังจะเปิดตัว

🛰️ การขยายธุรกิจ
กำลังซื้อกิจการ Geost มูลค่า $275 ล้านเหรียญ
คำสั่งผลิตดาวเทียม 18 ดวง มูลค่า $515 ล้านเหรียญจาก Space Development Agency
🔥Backlog $1B

📈 รายได้ที่ทำลายสถิติ
รายได้รวม: $144 ล้านเหรียญสหรัฐ
เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เกินคาดการณ์ที่บริษัทตั้งไว้ ($130-$140 ล้าน)

📊 กำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง
GAAP Gross Margin: 32.1% (เพิ่มขึ้น 25%)
Non-GAAP Gross Margin: 36.9% (เพิ่มขึ้น 20%)
การเติบโตมาจากสัดส่วนธุรกิจ Space Systems ที่เพิ่มขึ้น

Rocket Lab แสดงให้เห็นถึ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่