5 หุ้นกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเติบโตแรงที่สุดในช่วงปี 2026-2029
.
ภาพใหญ่ของโลกกำลังเปลี่ยน
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงสงครามในหลายภูมิภาค ทำให้โลกกลับมาเร่งลงทุนด้านกลาโหมอีกครั้ง
สหรัฐฯ เดินหน้าใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในปฏิบัติการจริง เช่น:
- Operation Epic Fury ที่ใช้ AI วิเคราะห์เป้าหมายโจมตี
- Operation Midnight Hammer ที่ใช้ F-35 และ F-22 เจาะระบบป้องกันอิหร่าน
- Operation Absolute Resolve ในเวเนซุเอลา ที่ AI มีบทบาทในการตัดสินใจทางยุทธวิธี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act”
ซึ่งอัดงบให้กระทรวงกลาโหมกว่า 1.51 แสนล้านดอลลาร์
และเงินก้อนนี้ “ต้องถูกใช้” ภายในปี 2029
นั่นทำให้บริษัทกลาโหมมีความชัดเจนด้านรายได้ล่วงหน้าสูงมาก
.
3 เทคโนโลยีที่ได้เงินลงทุนมหาศาล
งบกลาโหมรอบใหม่ ไม่ได้เน้นแค่รถถังหรือเครื่องบินรบแบบเดิมอีกต่อไป
แต่กำลังไหลเข้าสู่ 3 กลุ่มหลัก:
- ระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome
- สงครามโดรนและระบบไร้คนขับ
- AI ทางทหารและซอฟต์แวร์สั่งการ
ข้อมูลจาก Brookings ระบุว่า
งบ AI ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 1,605%
แตะระดับ 9.07 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026
.
1. Palantir (PLTR) — สมองของกองทัพสหรัฐฯ
Palantir ไม่ใช่แค่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน AI” ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ระบบ Maven Smart System ของบริษัท กำลังถูกยกระดับเป็นโครงการหลักของกระทรวงกลาโหม
ซึ่งหมายถึงการได้รับงบระยะยาวแบบหลายปี
จุดแข็งสำคัญคือ:
- เชื่อมข้อมูลจากดาวเทียม เซ็นเซอร์ และอาวุธแบบเรียลไทม์
- เป็น Gateway หลักของเครือข่ายลับระดับ IL6/IL7
- มีอัตรากำไรสูงระดับบริษัทซอฟต์แวร์
ไตรมาสแรกปี 2026 บริษัททำกำไรสูงถึง 871 ล้านดอลลาร์
สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท
Gross Margin พุ่งแตะ 86.8%
นักวิเคราะห์ให้เป้าหมายราคาสูงสุดถึง 255 ดอลลาร์
ความเสี่ยงสำคัญคือ Valuation ที่สูงมาก
Forward P/E เกิน 100 เท่า
ตลาดจึงคาดหวังการเติบโตระดับ “ไร้ที่ติ”
.
2. AeroVironment (AVAV) — ราชาแห่งสงครามโดรน
สงครามยูเครนพิสูจน์แล้วว่า
โดรนราคาถูกสามารถเปลี่ยนเกมสงครามได้จริง
AeroVironment คือเจ้าของโดรนชื่อดังอย่าง:
- Switchblade
- Puma
- Raven
บริษัทได้อานิสงส์เต็มจากโครงการ Replicator
ที่ต้องการผลิตระบบอัตโนมัติ “จำนวนมหาศาล” ภายในเวลาอันสั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการซื้อกิจการ BlueHalo
ทำให้บริษัทขยายจากผู้ผลิตโดรน
ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีกลาโหมครบวงจร
รายได้ไตรมาสล่าสุดโต 151%
Backlog สูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์
แม้อัตรากำไรจะถูกกดดันจากต้นทุนควบรวมกิจการ
แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังให้ราคาเป้าหมายระดับ 400-450 ดอลลาร์
Upside บางกรณีเกือบ 100%
.
3. Kratos Defense (KTOS) — ดาวรุ่งแห่งโดรนรบราคาถูก
Kratos โฟกัสสิ่งที่กองทัพยุคใหม่ต้องการมากที่สุด
นั่นคือ “โดรนรบต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง”
จุดเด่นคือ XQ-58A Valkyrie
โดรนรบที่ออกแบบมาให้บินร่วมกับเครื่องบินรบจริง
เพื่อทำภารกิจเสี่ยงแทนนักบิน
ต้นทุนถูกกว่าเครื่องบินรบแบบดั้งเดิมมาก
บริษัทเริ่มเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโต:
- รายได้ Q1 2026 โต 22.6%
- ธุรกิจโดรนโตเกือบ 31%
- ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.5-3 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
หลายสำนักให้เป้าหมายราคาเกิน 120 ดอลลาร์
และมองว่า KTOS อาจเป็นหนึ่งในหุ้นกลาโหมที่โตแรงที่สุดในรอบนี้
.
4. RTX — เจ้าพ่อระบบป้องกันขีปนาวุธ
RTX คือหนึ่งในบริษัทกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดแข็งคือธุรกิจมีทั้ง:
- ระบบป้องกันขีปนาวุธ
- เรดาร์
- ธุรกิจเครื่องยนต์และชิ้นส่วนการบิน
บริษัทได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการ Golden Dome
รวมถึงยอดขายอาวุธต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Backlog
RTX มียอดงานในมือสูงถึง 2.51 แสนล้านดอลลาร์
เหมือนมี “รายได้รอรับ” จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว
Q1 2026 บริษัททำรายได้ 22.1 พันล้านดอลลาร์
และ Free Cash Flow โต 65%
นักวิเคราะห์มองเป้าราคาช่วง 211-230 ดอลลาร์
.
5. Lockheed Martin (LMT) — ยักษ์ใหญ่ที่กำลังกลับเข้าสู่รอบเติบโต
Lockheed Martin คือบริษัทกลาโหมระดับตำนานของสหรัฐฯ
แม้ระยะสั้นจะโดนแรงกดดันเรื่องต้นทุนและกระแสเงินสด
แต่ระยะยาว บริษัทยังถือไพ่สำคัญหลายใบ
โดยเฉพาะ:
- ระบบ THAAD
- ระบบ PAC-3
- เครื่องบิน F-35
รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งเพิ่มกำลังผลิตระบบป้องกันขีปนาวุธอย่างหนัก
และ LMT คือผู้เล่นหลักของระบบเหล่านี้
UBS มองว่าธุรกิจ Missile & Fire Control ของบริษัท
อาจโตเฉลี่ย 16% ต่อปีตลอดทศวรรษนี้
นักวิเคราะห์บางสำนักให้เป้าหมายสูงถึง 695 ดอลลาร์
.
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
แม้แนวโน้มระยะยาวจะดูแข็งแรงมาก
แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญ
- หุ้นบางตัว Valuation สูงเกินไป โดยเฉพาะ PLTR
- ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและแร่หายาก
- ข้อจำกัดด้านชิป AI และกำลังประมวลผล
- บริษัทฮาร์ดแวร์กลาโหมมี Margin ต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์มาก
นักลงทุนจึงต้องแยกให้ออกว่า
บริษัทไหน “โตจากรายได้”
และบริษัทไหน “โตจากกำไรจริง”
.
อุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
แต่รอบนี้แตกต่างจากอดีต
เพราะผู้ชนะอาจไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่
แต่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญ:
- AI ทางทหาร
- ระบบโดรนอัตโนมัติ
- ซอฟต์แวร์สั่งการ
- ระบบป้องกันขีปนาวุธอัจฉริยะ
หากมองหา “หุ้นเติบโตแรง”
- AVAV และ KTOS คือสาย Hyper-Growth
- PLTR คือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกองทัพ
- RTX และ LMT คือฐานรายได้มั่นคงระดับอุตสาหกรรม
สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนอาวุธอีกต่อไป
แต่วัดกันที่ “ข้อมูล ความเร็ว และ AI”
และบริษัทที่ควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้
อาจกลายเป็นผู้ชนะของรอบลงทุนครั้งใหม่
5 หุ้นกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเติบโตแรงที่สุดในช่วงปี 2026-2029
.
ภาพใหญ่ของโลกกำลังเปลี่ยน
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงสงครามในหลายภูมิภาค ทำให้โลกกลับมาเร่งลงทุนด้านกลาโหมอีกครั้ง
สหรัฐฯ เดินหน้าใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในปฏิบัติการจริง เช่น:
- Operation Epic Fury ที่ใช้ AI วิเคราะห์เป้าหมายโจมตี
- Operation Midnight Hammer ที่ใช้ F-35 และ F-22 เจาะระบบป้องกันอิหร่าน
- Operation Absolute Resolve ในเวเนซุเอลา ที่ AI มีบทบาทในการตัดสินใจทางยุทธวิธี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act”
ซึ่งอัดงบให้กระทรวงกลาโหมกว่า 1.51 แสนล้านดอลลาร์
และเงินก้อนนี้ “ต้องถูกใช้” ภายในปี 2029
นั่นทำให้บริษัทกลาโหมมีความชัดเจนด้านรายได้ล่วงหน้าสูงมาก
.
3 เทคโนโลยีที่ได้เงินลงทุนมหาศาล
งบกลาโหมรอบใหม่ ไม่ได้เน้นแค่รถถังหรือเครื่องบินรบแบบเดิมอีกต่อไป
แต่กำลังไหลเข้าสู่ 3 กลุ่มหลัก:
- ระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome
- สงครามโดรนและระบบไร้คนขับ
- AI ทางทหารและซอฟต์แวร์สั่งการ
ข้อมูลจาก Brookings ระบุว่า
งบ AI ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 1,605%
แตะระดับ 9.07 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026
.
1. Palantir (PLTR) — สมองของกองทัพสหรัฐฯ
Palantir ไม่ใช่แค่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน AI” ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ระบบ Maven Smart System ของบริษัท กำลังถูกยกระดับเป็นโครงการหลักของกระทรวงกลาโหม
ซึ่งหมายถึงการได้รับงบระยะยาวแบบหลายปี
จุดแข็งสำคัญคือ:
- เชื่อมข้อมูลจากดาวเทียม เซ็นเซอร์ และอาวุธแบบเรียลไทม์
- เป็น Gateway หลักของเครือข่ายลับระดับ IL6/IL7
- มีอัตรากำไรสูงระดับบริษัทซอฟต์แวร์
ไตรมาสแรกปี 2026 บริษัททำกำไรสูงถึง 871 ล้านดอลลาร์
สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท
Gross Margin พุ่งแตะ 86.8%
นักวิเคราะห์ให้เป้าหมายราคาสูงสุดถึง 255 ดอลลาร์
ความเสี่ยงสำคัญคือ Valuation ที่สูงมาก
Forward P/E เกิน 100 เท่า
ตลาดจึงคาดหวังการเติบโตระดับ “ไร้ที่ติ”
.
2. AeroVironment (AVAV) — ราชาแห่งสงครามโดรน
สงครามยูเครนพิสูจน์แล้วว่า
โดรนราคาถูกสามารถเปลี่ยนเกมสงครามได้จริง
AeroVironment คือเจ้าของโดรนชื่อดังอย่าง:
- Switchblade
- Puma
- Raven
บริษัทได้อานิสงส์เต็มจากโครงการ Replicator
ที่ต้องการผลิตระบบอัตโนมัติ “จำนวนมหาศาล” ภายในเวลาอันสั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการซื้อกิจการ BlueHalo
ทำให้บริษัทขยายจากผู้ผลิตโดรน
ไปสู่บริษัทเทคโนโลยีกลาโหมครบวงจร
รายได้ไตรมาสล่าสุดโต 151%
Backlog สูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์
แม้อัตรากำไรจะถูกกดดันจากต้นทุนควบรวมกิจการ
แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังให้ราคาเป้าหมายระดับ 400-450 ดอลลาร์
Upside บางกรณีเกือบ 100%
.
3. Kratos Defense (KTOS) — ดาวรุ่งแห่งโดรนรบราคาถูก
Kratos โฟกัสสิ่งที่กองทัพยุคใหม่ต้องการมากที่สุด
นั่นคือ “โดรนรบต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง”
จุดเด่นคือ XQ-58A Valkyrie
โดรนรบที่ออกแบบมาให้บินร่วมกับเครื่องบินรบจริง
เพื่อทำภารกิจเสี่ยงแทนนักบิน
ต้นทุนถูกกว่าเครื่องบินรบแบบดั้งเดิมมาก
บริษัทเริ่มเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโต:
- รายได้ Q1 2026 โต 22.6%
- ธุรกิจโดรนโตเกือบ 31%
- ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.5-3 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
หลายสำนักให้เป้าหมายราคาเกิน 120 ดอลลาร์
และมองว่า KTOS อาจเป็นหนึ่งในหุ้นกลาโหมที่โตแรงที่สุดในรอบนี้
.
4. RTX — เจ้าพ่อระบบป้องกันขีปนาวุธ
RTX คือหนึ่งในบริษัทกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดแข็งคือธุรกิจมีทั้ง:
- ระบบป้องกันขีปนาวุธ
- เรดาร์
- ธุรกิจเครื่องยนต์และชิ้นส่วนการบิน
บริษัทได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการ Golden Dome
รวมถึงยอดขายอาวุธต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Backlog
RTX มียอดงานในมือสูงถึง 2.51 แสนล้านดอลลาร์
เหมือนมี “รายได้รอรับ” จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว
Q1 2026 บริษัททำรายได้ 22.1 พันล้านดอลลาร์
และ Free Cash Flow โต 65%
นักวิเคราะห์มองเป้าราคาช่วง 211-230 ดอลลาร์
.
5. Lockheed Martin (LMT) — ยักษ์ใหญ่ที่กำลังกลับเข้าสู่รอบเติบโต
Lockheed Martin คือบริษัทกลาโหมระดับตำนานของสหรัฐฯ
แม้ระยะสั้นจะโดนแรงกดดันเรื่องต้นทุนและกระแสเงินสด
แต่ระยะยาว บริษัทยังถือไพ่สำคัญหลายใบ
โดยเฉพาะ:
- ระบบ THAAD
- ระบบ PAC-3
- เครื่องบิน F-35
รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งเพิ่มกำลังผลิตระบบป้องกันขีปนาวุธอย่างหนัก
และ LMT คือผู้เล่นหลักของระบบเหล่านี้
UBS มองว่าธุรกิจ Missile & Fire Control ของบริษัท
อาจโตเฉลี่ย 16% ต่อปีตลอดทศวรรษนี้
นักวิเคราะห์บางสำนักให้เป้าหมายสูงถึง 695 ดอลลาร์
.
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
แม้แนวโน้มระยะยาวจะดูแข็งแรงมาก
แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญ
- หุ้นบางตัว Valuation สูงเกินไป โดยเฉพาะ PLTR
- ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและแร่หายาก
- ข้อจำกัดด้านชิป AI และกำลังประมวลผล
- บริษัทฮาร์ดแวร์กลาโหมมี Margin ต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์มาก
นักลงทุนจึงต้องแยกให้ออกว่า
บริษัทไหน “โตจากรายได้”
และบริษัทไหน “โตจากกำไรจริง”
.
อุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
แต่รอบนี้แตกต่างจากอดีต
เพราะผู้ชนะอาจไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่
แต่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญ:
- AI ทางทหาร
- ระบบโดรนอัตโนมัติ
- ซอฟต์แวร์สั่งการ
- ระบบป้องกันขีปนาวุธอัจฉริยะ
หากมองหา “หุ้นเติบโตแรง”
- AVAV และ KTOS คือสาย Hyper-Growth
- PLTR คือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกองทัพ
- RTX และ LMT คือฐานรายได้มั่นคงระดับอุตสาหกรรม
สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนอาวุธอีกต่อไป
แต่วัดกันที่ “ข้อมูล ความเร็ว และ AI”
และบริษัทที่ควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้
อาจกลายเป็นผู้ชนะของรอบลงทุนครั้งใหม่