สวัสดีค่ะ
วันนี้จะขอมาเล่าประสบการณ์การทำงานร่วมกับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางเกาเจ้าดัง
ก่อนจะตัดสินใจได้ร่วมงานกัน ช่วงนั้นเรากำลังลาออกจากงานประจำที่กำลังทำอยู่ เรียกได้ว่าเขียนใบลาออกไปแล้ว อยู่ในช่วงเดือนหลังจากยื่นใบลาออก ซึ่งก็ไล่หางานเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเจอบริษัทนี้ ในกลุ่มหางาน ก็แอดไลน์ไป เพื่อสมัครงาน ยื่นเรซูเม่ พอร์ตผลงานตามปกติ แล้วก็ได้รับการติดต่อกลับ ให้ไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นเราก็ลากิจจากงานประจำที่กำลังจะลาออก เพื่อไปสัมภาษณ์
วันสัมภาษณ์ เราก็แต่งตัวตามกาลเทศะของการวันสัมภาษณ์งาน เสื้อเชิ้ตสีฟ้าคอปก กางเกงสีดำ แต่งหน้าตามปกติที่แต่ง พอไปถึงทางซีเนียร์ ก็ให้เราเทสงาน เราก็เทสงานตามปกติ ผ่านไป 1 ชั่วโมง งานเทสเสร็จสิ้น ก็ได้เข้าไปสัมกับเมเนเจอร์ เราก็เข้าไปสัม ฝั่งเมเนเจอร์ก็ถามเราแค่ทั่วไป ว่าลาออกจากที่เก่าทำไม ถามแค่ 2-3 ข้อ เรียกได้ว่าไม่เหมือนการสัมงาน เพราะเสร็จภายในไม่ถึง 30 นาที ด้วยซ้ำ เราก็โอเค สัมเสร็จ แยกย้าย
วันจันทร์ถัดมาก็ได้รับผลว่า ผ่านสัมภาษณ์ เราก็โอเค ตื่นเต้น ได้งานทั้ง ๆ ที่สัญญาลาออกกับที่เก่ายังไม่ครบเดือน แต่ที่เก่าก็โอเค ให้เราออกก่อนได้ เพราะเคลียร์เรียบร้อยหมดแล้ว เราก็ไปเริ่มงานหลังจากทราบผล 2 วันถัดมา ซึ่งจุดพีคมันอยู่ตรงนี้แหล่ะค่ะ !!!!
วันแรกของการทำงาน เช้ามา เราก็แต่งตัวปกติแบบที่เราแต่งทำงานประจำ แต่แค่เราชอบใส่เสื้อผ้าสีดำ เราก็ใส่สีดำทั้งตัว ไปออฟฟิศปกติ พอถึงโต๊ะ เราก็พูดคุยกับคนอื่น ๆ ตามปกติ ถามไถ่ซีเนียร์ เพื่อนร่วมงาน ว่ากินข้าวรึยัง มาทำงานยังไงคะ ปกติกินข้าวเช้ากันไหม เที่ยงกันที่ไหน แล้วที่พักอยู่ไกลไหม แล้วเราจะต้องทำอะไรยังไงบ้างเป็นปกติ
ระหว่างวันตั้งแต่ 10:00 จนถึง 15:00 เราก็ทำงานปกติของเรา จนระหว่างนั้น เมเนเจอร์ได้พูดขึ้นมาว่า วันศุกร์นี้มีงานเลี้ยง หลังเลิกงาน ที่จะต้องไปนะ ซึ่งต้องไปทุกคน แต่เราเองมีนัดที่สำคัญไว้ก่อนแล้ว 2 นัด เราก็ทำหน้าครุ่นคิด ว่าเราจะต้องทำยังไงดีกับนัดที่มีอยู่ หรือจะต้องยังไงได้บ้าง จนเมเนเจอร์หันมาถามเรา ว่าไปได้ไหม เราก็แจ้งเขาว่า จริง ๆ มีธุระแล้วค่ะ จำเป็นต้องไปไหม เมเนเจอร์ก็บอกเราว่า จำเป็นต้องไป ต้องไปทุกคน ยกเลิกนัด และต้องไปกับเขา เราก็เงียบ ไม่ได้ตอบโต้อะไรไป เพียงเพราะกำลังคิดอยู่ว่า เราจะบอกกับอีก 2 นัด ที่เรานัดไว้ล่วงหน้าแล้วยังไงดี จนเมเนเจอร์หันมาพูดกับเราว่า ไม่ต้องไปหรอก ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องไปละ ซึ่งเราก็โอเค รับทราบ
และระหว่างวันมีงานชิ้นนึงที่เราได้รับมอบหมาย เราทำเสร็จ เราก็ให้ซีเนียร์มาตรวจงาน เราก็นั่งดู ตั้งใจดู แต่เรานั่งรอนานมาก จนเราปวดเข้าห้องน้ำ เราเลยถามซีเนียร์ว่า แปปนึงได้ไหมคะ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ไม่อยากทิ้งงานไว้ ซีเนียร์ก็บอกเราว่า ไปเลย เราก็ย้ำอีกว่า เราไม่อยากทิ้งงาน แต่เราไม่ไหวแล้วจริง ก็เลยลุกไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมา เราก็มาใส่หูฟังนั่งทำงานต่อ จนเมเนเจอร์ให้ซีเนียร์สกิดเรา เพื่อเข้าไปคุยกับเขาหน่อย เราก็โอเค ตอนนั้นคิดจริง ๆ ว่าน่าจะคุยงาน ก็เลยหยิบสมุดกับปากกาไปด้วย คิดว่าจะได้จดงาน สรุป!! โดนเรียกเข้าไปถูกตัดสิน และถูกด่า!!
[ บทสนทนาเป็นประมาณนี้ ]
เมเนเจอร์ : เป็นไง ทำงานที่นี่
เรา : โอเคนะคะ อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อย เพราะวันแรก อาจจะต้องเข้าใจเรื่องแบรนด์ให้มากกว่านี้
เมเนเจอร์ : หรอ แล้วมีอะไรไม่พอใจเปล่า
(เราก็เงียบ ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น)
เรา : ไม่มีนะคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ
เมเนเจอร์ : ป. เขาเป็นซีเนียร์ ยูนะ ยูต้องเชื่อฟังเขา
เรา : ใช่ค่ะ หนูก็เชื่อฟังปกติ
เมเนเจอร์ : ซีเนียร์เขาบอกว่ายูไม่เชื่อฟัง เถียงเขา แล้วก็ทำหน้าวีนใส่เขา
(งงหนักกว่าเดิม อะไร ตอนไหนนะ แปปนึง ตั้งสติ)
เมเนเจอร์ : คือทำงานที่นี่อ่ะ ยูต้องเข้าใจนะ ว่ายูมาวันแรก ยูมีปัญหาอะไรกับที่บ้านปะ หรือมีปัญหาอะไรกับใครปะ
เรา : ไม่มีเลยค่ะ ตอนนี้แค่กำลัง งง อยู่ว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่เชื่อฟังและทำหน้าวีนตอนไหน
คือรู้ว่าบางทีตัวเองหน้าออกจริง ๆ แต่วันนี้มั่นใจจริง ๆ ว่าไม่ได้มีอาการหน้าออก หรือไม่พอใจอะไรเลยจริง
ตั้งใจมาทำงาน รู้ตัวว่ามาวันแรก ก็ต้องตั้งใจทำงาน นึกไม่ออกจริง ว่าไปทำอะไรตอนไหน แล้วตอนนี้ก็สับสน
เมเนเจอร์ : คือมีใครบอกป่ะ ว่ายูหน้าเหวี่ยงอ่ะ "ยูหน้ากวนอ่ะ"
เรา : มีค่ะ ว่าปกติคือหน้าเหวี่ยง แต่ก็คือคนหน้านิ่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วก็ยังไม่ได้เชื่อฟังอะไรตอนไหนด้วย
ตอนนี้เริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมถึงตัดสินกันตั้งแต่วันแรก ทำงานยังไม่ถึง 6 ชั่วโมงเลย
น่าจะให้โอกาสกันสักหน่อย 2-3 วัน เพราะตัวเราเอง เราไม่เคยตัดสินใครจากหน้าตาหรือวันแรกที่รู้จักกันเลย เราไม่เคยทำแบบนั้นกับใครเลย
แล้วนี่เหมือนโดนเรียกเข้ามา เพียงเพราะแค่หน้าเป็นแบบนี้
เมเนเจอร์ : แล้วยูคิดว่าจะทำงานที่นี่ได้ปะ ไอต้องเป็นคนประเมินยูนะ คิดว่าจะผ่านงานปะ แบบนี้
เมเนเจอร์ : บางทียูก็ต้องเปลี่ยน Attitude ตัวเองบ้างนะ
(ในใจคือคิดว่า อะไรวะเนี่ย หน้าตากวนก็อย่างนึงแล้ว ตัดสินก็อีกอย่าง แล้วยังจะมาบอกว่าเรา Attitude แย่ ต้องเปลี่ยนอีก
เป็นเมเนเจอร์คุมคนได้ยังไงกัน)
เมเนเจอร์ : ไอว่ายูน้ำตาลตกอ่ะ ไปหาน้ำหวานกินหน่อยป่ะ ออกไปเหอะไป แล้วเรียกเพื่อนในทีมเข้ามา
เราก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เพื่อร้องไห้ เพราะเหมือนโดนเรียกเข้าไปด่าทั้งๆที่เรายังไม่ได้ทำอะไรสักนิด เราตั้งใจมาทำงานจริง ตั้งใจมาทำให้เต็มที่ แต่เจอสารพัดแบบนี้ เรางงมาก พอเราร้องไห้เสร็จ กลับมาที่โต๊ะ! เท่านั้นไม่พอ ไม่หยุดค่ะ
เมเนเจอร์เอาไปฟ้องคนอื่น แล้วคนอื่นก็เรียกเราเข้าไปคุย เชิงด่า!!
จนสุดท้าย HR ซึ่งอายุเท่ากับเรา ก็เรียกเราไปตอนสุดท้าย พูดประมาณว่ามีปัญหาอะไรไหม จะทำงานที่นี่ได้ไหม จะปรับปรุงตัวไหม ถ้าไม่ปรับก็ลองคิดดูว่าจะทำที่นี่ต่อไปได้ไหม งง งง งงเป็นไก่ตาแตกกันเลย HR แบบใด พูดแบบนี้กับบุคลากร
พอเรากลับมา เราก็ทบทวน ว่าโอเค เราอาจจะหน้านิ่ง มันทำให้คนเข้าใจผิดได้ เราคิดจริง ๆ ว่าวันถัดไป เราจะทำให้ดีขึ้น
พีคกว่านั้น เมเนเจอร์คนที่เรียกเราเข้าไปด่า เตะเราออกจากกลุ่มทุกกลุ่ม! โดยไม่มีการพูดคุยใด ๆ เราโอ้โฮ อะไรกันนน
สรุป ประสบการณ์ ร่วมงานกับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางเกา* เจอเมเนเจอร์อย่างนั้น ทำงานวันแรกด้วยซ้ำ โดนตัดสิน โดนด่า โดนวีน โดนดูถูก ภายในไม่ถึง 8 ชั่วโมง โดนเวียนด่า ตั้งแต่ 15:00 - 18:00 เลิกงาน อยากจะกรี้ดดด ตอนแรกเราคิดว่ามันคือความผิดเราจริง ๆ เราตั้งใจไม่มากพอ เราไม่ดีเอง แต่พอมาทบทวน มันมีหลายวิธีมาก ที่เมเนเจอร์หรือ HR ควรจะทำได้ดีกว่านี้ การประนีประนอม การเข้าใจ การพูดเชิงรับฟังมากกว่าการตัดสิน เราเลยคิดว่า โอเค ดีแล้ว รู้เห็น รับรู้ตั้งแต่วันแรก จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ถลำลึกจนออกไปไม่ได้
สิ่งที่อยากแนะนำเลยคือ เด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน วันสัม มองให้ดี มองคนให้ออก มองบุคลากรในองค์กรให้เยอะ ๆ จะได้ไม่พลาดไปเจอแบบเรา ซึ่งถ้าเจอแล้ว เราอยากแนะนำให้หนีออกมานะ อย่าอดทน เรามีพื้นที่อีกเยอะที่เราจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกดตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง และมีพื้นที่ให้เราเติบโต
แชร์ประสบการณ์ ร่วมงานกับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางเกา* สุดจะพีค ไม่คิดว่าจะมีคนแบบนี้!
วันนี้จะขอมาเล่าประสบการณ์การทำงานร่วมกับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางเกาเจ้าดัง
ก่อนจะตัดสินใจได้ร่วมงานกัน ช่วงนั้นเรากำลังลาออกจากงานประจำที่กำลังทำอยู่ เรียกได้ว่าเขียนใบลาออกไปแล้ว อยู่ในช่วงเดือนหลังจากยื่นใบลาออก ซึ่งก็ไล่หางานเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเจอบริษัทนี้ ในกลุ่มหางาน ก็แอดไลน์ไป เพื่อสมัครงาน ยื่นเรซูเม่ พอร์ตผลงานตามปกติ แล้วก็ได้รับการติดต่อกลับ ให้ไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นเราก็ลากิจจากงานประจำที่กำลังจะลาออก เพื่อไปสัมภาษณ์
วันสัมภาษณ์ เราก็แต่งตัวตามกาลเทศะของการวันสัมภาษณ์งาน เสื้อเชิ้ตสีฟ้าคอปก กางเกงสีดำ แต่งหน้าตามปกติที่แต่ง พอไปถึงทางซีเนียร์ ก็ให้เราเทสงาน เราก็เทสงานตามปกติ ผ่านไป 1 ชั่วโมง งานเทสเสร็จสิ้น ก็ได้เข้าไปสัมกับเมเนเจอร์ เราก็เข้าไปสัม ฝั่งเมเนเจอร์ก็ถามเราแค่ทั่วไป ว่าลาออกจากที่เก่าทำไม ถามแค่ 2-3 ข้อ เรียกได้ว่าไม่เหมือนการสัมงาน เพราะเสร็จภายในไม่ถึง 30 นาที ด้วยซ้ำ เราก็โอเค สัมเสร็จ แยกย้าย
วันจันทร์ถัดมาก็ได้รับผลว่า ผ่านสัมภาษณ์ เราก็โอเค ตื่นเต้น ได้งานทั้ง ๆ ที่สัญญาลาออกกับที่เก่ายังไม่ครบเดือน แต่ที่เก่าก็โอเค ให้เราออกก่อนได้ เพราะเคลียร์เรียบร้อยหมดแล้ว เราก็ไปเริ่มงานหลังจากทราบผล 2 วันถัดมา ซึ่งจุดพีคมันอยู่ตรงนี้แหล่ะค่ะ !!!!
วันแรกของการทำงาน เช้ามา เราก็แต่งตัวปกติแบบที่เราแต่งทำงานประจำ แต่แค่เราชอบใส่เสื้อผ้าสีดำ เราก็ใส่สีดำทั้งตัว ไปออฟฟิศปกติ พอถึงโต๊ะ เราก็พูดคุยกับคนอื่น ๆ ตามปกติ ถามไถ่ซีเนียร์ เพื่อนร่วมงาน ว่ากินข้าวรึยัง มาทำงานยังไงคะ ปกติกินข้าวเช้ากันไหม เที่ยงกันที่ไหน แล้วที่พักอยู่ไกลไหม แล้วเราจะต้องทำอะไรยังไงบ้างเป็นปกติ
ระหว่างวันตั้งแต่ 10:00 จนถึง 15:00 เราก็ทำงานปกติของเรา จนระหว่างนั้น เมเนเจอร์ได้พูดขึ้นมาว่า วันศุกร์นี้มีงานเลี้ยง หลังเลิกงาน ที่จะต้องไปนะ ซึ่งต้องไปทุกคน แต่เราเองมีนัดที่สำคัญไว้ก่อนแล้ว 2 นัด เราก็ทำหน้าครุ่นคิด ว่าเราจะต้องทำยังไงดีกับนัดที่มีอยู่ หรือจะต้องยังไงได้บ้าง จนเมเนเจอร์หันมาถามเรา ว่าไปได้ไหม เราก็แจ้งเขาว่า จริง ๆ มีธุระแล้วค่ะ จำเป็นต้องไปไหม เมเนเจอร์ก็บอกเราว่า จำเป็นต้องไป ต้องไปทุกคน ยกเลิกนัด และต้องไปกับเขา เราก็เงียบ ไม่ได้ตอบโต้อะไรไป เพียงเพราะกำลังคิดอยู่ว่า เราจะบอกกับอีก 2 นัด ที่เรานัดไว้ล่วงหน้าแล้วยังไงดี จนเมเนเจอร์หันมาพูดกับเราว่า ไม่ต้องไปหรอก ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องไปละ ซึ่งเราก็โอเค รับทราบ
และระหว่างวันมีงานชิ้นนึงที่เราได้รับมอบหมาย เราทำเสร็จ เราก็ให้ซีเนียร์มาตรวจงาน เราก็นั่งดู ตั้งใจดู แต่เรานั่งรอนานมาก จนเราปวดเข้าห้องน้ำ เราเลยถามซีเนียร์ว่า แปปนึงได้ไหมคะ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ไม่อยากทิ้งงานไว้ ซีเนียร์ก็บอกเราว่า ไปเลย เราก็ย้ำอีกว่า เราไม่อยากทิ้งงาน แต่เราไม่ไหวแล้วจริง ก็เลยลุกไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมา เราก็มาใส่หูฟังนั่งทำงานต่อ จนเมเนเจอร์ให้ซีเนียร์สกิดเรา เพื่อเข้าไปคุยกับเขาหน่อย เราก็โอเค ตอนนั้นคิดจริง ๆ ว่าน่าจะคุยงาน ก็เลยหยิบสมุดกับปากกาไปด้วย คิดว่าจะได้จดงาน สรุป!! โดนเรียกเข้าไปถูกตัดสิน และถูกด่า!!
[ บทสนทนาเป็นประมาณนี้ ]
เมเนเจอร์ : เป็นไง ทำงานที่นี่
เรา : โอเคนะคะ อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อย เพราะวันแรก อาจจะต้องเข้าใจเรื่องแบรนด์ให้มากกว่านี้
เมเนเจอร์ : หรอ แล้วมีอะไรไม่พอใจเปล่า
(เราก็เงียบ ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น)
เรา : ไม่มีนะคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ
เมเนเจอร์ : ป. เขาเป็นซีเนียร์ ยูนะ ยูต้องเชื่อฟังเขา
เรา : ใช่ค่ะ หนูก็เชื่อฟังปกติ
เมเนเจอร์ : ซีเนียร์เขาบอกว่ายูไม่เชื่อฟัง เถียงเขา แล้วก็ทำหน้าวีนใส่เขา
(งงหนักกว่าเดิม อะไร ตอนไหนนะ แปปนึง ตั้งสติ)
เมเนเจอร์ : คือทำงานที่นี่อ่ะ ยูต้องเข้าใจนะ ว่ายูมาวันแรก ยูมีปัญหาอะไรกับที่บ้านปะ หรือมีปัญหาอะไรกับใครปะ
เรา : ไม่มีเลยค่ะ ตอนนี้แค่กำลัง งง อยู่ว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่เชื่อฟังและทำหน้าวีนตอนไหน
คือรู้ว่าบางทีตัวเองหน้าออกจริง ๆ แต่วันนี้มั่นใจจริง ๆ ว่าไม่ได้มีอาการหน้าออก หรือไม่พอใจอะไรเลยจริง
ตั้งใจมาทำงาน รู้ตัวว่ามาวันแรก ก็ต้องตั้งใจทำงาน นึกไม่ออกจริง ว่าไปทำอะไรตอนไหน แล้วตอนนี้ก็สับสน
เมเนเจอร์ : คือมีใครบอกป่ะ ว่ายูหน้าเหวี่ยงอ่ะ "ยูหน้ากวนอ่ะ"
เรา : มีค่ะ ว่าปกติคือหน้าเหวี่ยง แต่ก็คือคนหน้านิ่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วก็ยังไม่ได้เชื่อฟังอะไรตอนไหนด้วย
ตอนนี้เริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมถึงตัดสินกันตั้งแต่วันแรก ทำงานยังไม่ถึง 6 ชั่วโมงเลย
น่าจะให้โอกาสกันสักหน่อย 2-3 วัน เพราะตัวเราเอง เราไม่เคยตัดสินใครจากหน้าตาหรือวันแรกที่รู้จักกันเลย เราไม่เคยทำแบบนั้นกับใครเลย
แล้วนี่เหมือนโดนเรียกเข้ามา เพียงเพราะแค่หน้าเป็นแบบนี้
เมเนเจอร์ : แล้วยูคิดว่าจะทำงานที่นี่ได้ปะ ไอต้องเป็นคนประเมินยูนะ คิดว่าจะผ่านงานปะ แบบนี้
เมเนเจอร์ : บางทียูก็ต้องเปลี่ยน Attitude ตัวเองบ้างนะ
(ในใจคือคิดว่า อะไรวะเนี่ย หน้าตากวนก็อย่างนึงแล้ว ตัดสินก็อีกอย่าง แล้วยังจะมาบอกว่าเรา Attitude แย่ ต้องเปลี่ยนอีก
เป็นเมเนเจอร์คุมคนได้ยังไงกัน)
เมเนเจอร์ : ไอว่ายูน้ำตาลตกอ่ะ ไปหาน้ำหวานกินหน่อยป่ะ ออกไปเหอะไป แล้วเรียกเพื่อนในทีมเข้ามา
เราก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เพื่อร้องไห้ เพราะเหมือนโดนเรียกเข้าไปด่าทั้งๆที่เรายังไม่ได้ทำอะไรสักนิด เราตั้งใจมาทำงานจริง ตั้งใจมาทำให้เต็มที่ แต่เจอสารพัดแบบนี้ เรางงมาก พอเราร้องไห้เสร็จ กลับมาที่โต๊ะ! เท่านั้นไม่พอ ไม่หยุดค่ะ
เมเนเจอร์เอาไปฟ้องคนอื่น แล้วคนอื่นก็เรียกเราเข้าไปคุย เชิงด่า!!
จนสุดท้าย HR ซึ่งอายุเท่ากับเรา ก็เรียกเราไปตอนสุดท้าย พูดประมาณว่ามีปัญหาอะไรไหม จะทำงานที่นี่ได้ไหม จะปรับปรุงตัวไหม ถ้าไม่ปรับก็ลองคิดดูว่าจะทำที่นี่ต่อไปได้ไหม งง งง งงเป็นไก่ตาแตกกันเลย HR แบบใด พูดแบบนี้กับบุคลากร
พอเรากลับมา เราก็ทบทวน ว่าโอเค เราอาจจะหน้านิ่ง มันทำให้คนเข้าใจผิดได้ เราคิดจริง ๆ ว่าวันถัดไป เราจะทำให้ดีขึ้น
พีคกว่านั้น เมเนเจอร์คนที่เรียกเราเข้าไปด่า เตะเราออกจากกลุ่มทุกกลุ่ม! โดยไม่มีการพูดคุยใด ๆ เราโอ้โฮ อะไรกันนน
สรุป ประสบการณ์ ร่วมงานกับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางเกา* เจอเมเนเจอร์อย่างนั้น ทำงานวันแรกด้วยซ้ำ โดนตัดสิน โดนด่า โดนวีน โดนดูถูก ภายในไม่ถึง 8 ชั่วโมง โดนเวียนด่า ตั้งแต่ 15:00 - 18:00 เลิกงาน อยากจะกรี้ดดด ตอนแรกเราคิดว่ามันคือความผิดเราจริง ๆ เราตั้งใจไม่มากพอ เราไม่ดีเอง แต่พอมาทบทวน มันมีหลายวิธีมาก ที่เมเนเจอร์หรือ HR ควรจะทำได้ดีกว่านี้ การประนีประนอม การเข้าใจ การพูดเชิงรับฟังมากกว่าการตัดสิน เราเลยคิดว่า โอเค ดีแล้ว รู้เห็น รับรู้ตั้งแต่วันแรก จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ถลำลึกจนออกไปไม่ได้
สิ่งที่อยากแนะนำเลยคือ เด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน วันสัม มองให้ดี มองคนให้ออก มองบุคลากรในองค์กรให้เยอะ ๆ จะได้ไม่พลาดไปเจอแบบเรา ซึ่งถ้าเจอแล้ว เราอยากแนะนำให้หนีออกมานะ อย่าอดทน เรามีพื้นที่อีกเยอะที่เราจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกดตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง และมีพื้นที่ให้เราเติบโต