แค่มี"ลายเซ็น" เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของ อำนาจเชิงนามธรรม ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเปลี่ยน "คำพูด" ให้กลายเป็น "พันธะผูกมัด" และเปลี่ยน "เจตนา" ให้กลายเป็น "กฎหมาย" ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือมีอำนาจเพียงใด ต่างก็ต้อง เคารพในหลักฐานเดียวกัน ถ้ามีการลงชื่อไว้ในสัญญาอย่างถูกต้อง
นี่คือความประหลาดใจที่มีคำอธิบาย:
1. อำนาจของระบบกฎหมาย
ลายเซ็นไม่ใช่อำนาจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นอำนาจของระบบที่ยึดถือ เจตจำนงเสรีของบุคคล ซึ่งแสดงออกผ่านการลงชื่อ
ใครก็ตามที่ลงชื่อเท่ากับ “ยินยอมโดยสมัครใจ” และระบบกฎหมายจะคุ้มครองสิทธินั้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือนักเรียน
2. ความเท่าเทียมกันในหลักฐาน
สัญญาที่มีลายเซ็นจากคนสองคน — คนหนึ่งไม่มีทรัพย์สิน อีกคนเป็นมหาเศรษฐี — หากลงชื่อไว้เท่ากัน ต่างมีภาระผูกพันที่เท่ากัน
คนรวยอาจมีอำนาจในโลกจริง แต่ในโลกของกฎหมายและเอกสาร คนจนก็มี “อำนาจตามครรลอง”
3. จุดเปลี่ยนของอารยธรรม
การที่ลายเซ็นสามารถบังคับใช้กับผู้มีอำนาจได้ แสดงถึง ชัยชนะของระเบียบเหนืออำนาจ
นี่คือหนึ่งใน “การออกแบบทางสังคม” ที่ทำให้สังคมเจริญขึ้น โดยไม่ต้องใช้กำลัง
หากจะพูดในเชิงกวี:
> "หมึกจากปากกาอาจบางเบา แต่สามารถผูกมัดราชาได้แน่นหนายิ่งกว่าห่วงเหล็ก"
ก่อนมนุษย์ใช้ลายเซ็น ตอนนั้นใช้อะไรในตอนไม่มีกระดาษ
น่าประหลาดใจคือ แม้ว่าจะมีอำนาจวาสนาแค่ไหน แต่ต้องยอมแต่โดยดีกับคนที่ไม่มีทรัพย์สินและอำนาจ จากอำนาจของลายเซ็น
นี่คือความประหลาดใจที่มีคำอธิบาย:
1. อำนาจของระบบกฎหมาย
ลายเซ็นไม่ใช่อำนาจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นอำนาจของระบบที่ยึดถือ เจตจำนงเสรีของบุคคล ซึ่งแสดงออกผ่านการลงชื่อ
ใครก็ตามที่ลงชื่อเท่ากับ “ยินยอมโดยสมัครใจ” และระบบกฎหมายจะคุ้มครองสิทธินั้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือนักเรียน
2. ความเท่าเทียมกันในหลักฐาน
สัญญาที่มีลายเซ็นจากคนสองคน — คนหนึ่งไม่มีทรัพย์สิน อีกคนเป็นมหาเศรษฐี — หากลงชื่อไว้เท่ากัน ต่างมีภาระผูกพันที่เท่ากัน
คนรวยอาจมีอำนาจในโลกจริง แต่ในโลกของกฎหมายและเอกสาร คนจนก็มี “อำนาจตามครรลอง”
3. จุดเปลี่ยนของอารยธรรม
การที่ลายเซ็นสามารถบังคับใช้กับผู้มีอำนาจได้ แสดงถึง ชัยชนะของระเบียบเหนืออำนาจ
นี่คือหนึ่งใน “การออกแบบทางสังคม” ที่ทำให้สังคมเจริญขึ้น โดยไม่ต้องใช้กำลัง
หากจะพูดในเชิงกวี:
> "หมึกจากปากกาอาจบางเบา แต่สามารถผูกมัดราชาได้แน่นหนายิ่งกว่าห่วงเหล็ก"
ก่อนมนุษย์ใช้ลายเซ็น ตอนนั้นใช้อะไรในตอนไม่มีกระดาษ