เรื่องย่อ:
“Mudbound” (2017) เป็นภาพยนตร์ดราม่าทรงพลังจากผลงานการกำกับของ
Dee Rees ดัดแปลงจากนิยายของ
Hillary Jordan เล่าเรื่องราวของสองครอบครัวในรัฐมิสซิสซิปปีช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 — ครอบครัวคนขาวตระกูลแม็คอัลลัน และครอบครัวคนผิวดำตระกูลแจ็คสัน — ที่ต้องดิ้นรนอยู่ในฟาร์มกลางท้องทุ่งอันเต็มไปด้วยโคลน
แมรี่ (Carey Mulligan) และเฮนรี่ แม็คอัลลัน (Jason Clarke) ย้ายมาทำไร่พร้อมพ่อของเฮนรี่ ผู้เป็นคนหัวโบราณและเหยียดผิวอย่างรุนแรง พวกเขาอยู่บ้านหลังเดียวกับครอบครัวแจ็คสันที่เป็นแรงงานผิวดำ
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อเจมี่ (Garrett Hedlund) น้องชายของเฮนรี่ ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกผู้บอบช้ำจากสงคราม กลับมาบ้าน และได้ผูกมิตรกับรอนเซล (Jason Mitchell) ลูกชายของครอบครัวแจ็คสัน ซึ่งก็เพิ่งกลับมาจากสงครามเช่นกัน ทั้งคู่ต่างเป็นทหารที่เจ็บปวดและโดดเดี่ยวในดินแดนที่เต็มไปด้วยอคติ
รีวิวหลังดู:
Mudbound ไม่ใช่หนังที่ “ดูง่าย” แต่เป็นหนังที่ “ควรดู” อย่างยิ่ง เพราะมันถ่ายทอดความโหดร้ายของความเหลื่อมล้ำทั้งทางชนชั้นและเชื้อชาติได้อย่างหนักแน่นและเจ็บลึก หนังมีความสมจริงสูงมาก ทุกตัวละครเหมือนมีเลือดเนื้อ มีปมที่เราสัมผัสได้
สิ่งที่โดดเด่นสุดคือ
บทภาพยนตร์และการกำกับของ Dee Rees ซึ่งสามารถวางโทนหนังให้หม่นเศร้าแต่ทรงพลังได้ตลอดทั้งเรื่อง ใช้โคลนในทุ่งนาเป็นสัญลักษณ์ถึงความติดหล่มของระบบสังคมที่ทั้งกดขี่และยากจะเปลี่ยนแปลง
การแสดงของนักแสดงทุกคนเฉียบขาด โดยเฉพาะ Jason Mitchell และ Garrett Hedlund ที่เคมีของทั้งคู่ดึงดูดและเต็มไปด้วยความเปราะบาง ราวกับเป็นบาดแผลที่ยังไม่ตกสะเก็ดหลังสงคราม ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นหัวใจของหนังและชวนให้เราไตร่ตรองถึง “มิตรภาพที่ข้ามพรมแดนแห่งอคติ” ได้อย่างลึกซึ้ง
จุดเด่น:
บทพูดที่ลึกซึ้งกินใจ
ภาพสวยในแบบดิบๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์
ดนตรีประกอบและเสียงบรรยาย (voiceover) ช่วยส่งแรงอารมณ์อย่างยอดเยี่ยม
การสะท้อนประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านมุมมองมนุษย์ตัวเล็กๆ
จุดสังเกต:
จังหวะหนังค่อนข้างช้าในบางช่วง
มีความรุนแรงบางฉากที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก
คะแนน IMDb (ปัจจุบัน): ⭐️ 7.4/10
(อัปเดตเมื่อเมษายน 2025)
สรุป:
“Mudbound” ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวหลังสงคราม แต่เป็นการตีแผ่ความเจ็บปวดของมนุษย์ในสังคมที่ไม่เท่าเทียม มันทำให้เราตั้งคำถามถึงอดีตของเราและสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทิ้งบาดแผลบางอย่างไว้ในใจคนดูได้อย่างลึกซึ้ง
หากคุณชอบหนังแนว
ดราม่าหนักๆ แบบ The Color Purple, 12 Years a Slave หรือ The Help — Mudbound คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง.
Mudbound: บาดแผลของสงครามและเชื้อชาติในดินแดนที่เต็มไปด้วยโคลน
เรื่องย่อ:
“Mudbound” (2017) เป็นภาพยนตร์ดราม่าทรงพลังจากผลงานการกำกับของ Dee Rees ดัดแปลงจากนิยายของ Hillary Jordan เล่าเรื่องราวของสองครอบครัวในรัฐมิสซิสซิปปีช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 — ครอบครัวคนขาวตระกูลแม็คอัลลัน และครอบครัวคนผิวดำตระกูลแจ็คสัน — ที่ต้องดิ้นรนอยู่ในฟาร์มกลางท้องทุ่งอันเต็มไปด้วยโคลน
แมรี่ (Carey Mulligan) และเฮนรี่ แม็คอัลลัน (Jason Clarke) ย้ายมาทำไร่พร้อมพ่อของเฮนรี่ ผู้เป็นคนหัวโบราณและเหยียดผิวอย่างรุนแรง พวกเขาอยู่บ้านหลังเดียวกับครอบครัวแจ็คสันที่เป็นแรงงานผิวดำ
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อเจมี่ (Garrett Hedlund) น้องชายของเฮนรี่ ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกผู้บอบช้ำจากสงคราม กลับมาบ้าน และได้ผูกมิตรกับรอนเซล (Jason Mitchell) ลูกชายของครอบครัวแจ็คสัน ซึ่งก็เพิ่งกลับมาจากสงครามเช่นกัน ทั้งคู่ต่างเป็นทหารที่เจ็บปวดและโดดเดี่ยวในดินแดนที่เต็มไปด้วยอคติ
รีวิวหลังดู:
Mudbound ไม่ใช่หนังที่ “ดูง่าย” แต่เป็นหนังที่ “ควรดู” อย่างยิ่ง เพราะมันถ่ายทอดความโหดร้ายของความเหลื่อมล้ำทั้งทางชนชั้นและเชื้อชาติได้อย่างหนักแน่นและเจ็บลึก หนังมีความสมจริงสูงมาก ทุกตัวละครเหมือนมีเลือดเนื้อ มีปมที่เราสัมผัสได้
สิ่งที่โดดเด่นสุดคือ บทภาพยนตร์และการกำกับของ Dee Rees ซึ่งสามารถวางโทนหนังให้หม่นเศร้าแต่ทรงพลังได้ตลอดทั้งเรื่อง ใช้โคลนในทุ่งนาเป็นสัญลักษณ์ถึงความติดหล่มของระบบสังคมที่ทั้งกดขี่และยากจะเปลี่ยนแปลง
การแสดงของนักแสดงทุกคนเฉียบขาด โดยเฉพาะ Jason Mitchell และ Garrett Hedlund ที่เคมีของทั้งคู่ดึงดูดและเต็มไปด้วยความเปราะบาง ราวกับเป็นบาดแผลที่ยังไม่ตกสะเก็ดหลังสงคราม ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นหัวใจของหนังและชวนให้เราไตร่ตรองถึง “มิตรภาพที่ข้ามพรมแดนแห่งอคติ” ได้อย่างลึกซึ้ง
จุดเด่น:
บทพูดที่ลึกซึ้งกินใจ
ภาพสวยในแบบดิบๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์
ดนตรีประกอบและเสียงบรรยาย (voiceover) ช่วยส่งแรงอารมณ์อย่างยอดเยี่ยม
การสะท้อนประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านมุมมองมนุษย์ตัวเล็กๆ
จุดสังเกต:
จังหวะหนังค่อนข้างช้าในบางช่วง
มีความรุนแรงบางฉากที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก
คะแนน IMDb (ปัจจุบัน): ⭐️ 7.4/10
(อัปเดตเมื่อเมษายน 2025)
สรุป:
“Mudbound” ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวหลังสงคราม แต่เป็นการตีแผ่ความเจ็บปวดของมนุษย์ในสังคมที่ไม่เท่าเทียม มันทำให้เราตั้งคำถามถึงอดีตของเราและสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทิ้งบาดแผลบางอย่างไว้ในใจคนดูได้อย่างลึกซึ้ง
หากคุณชอบหนังแนว ดราม่าหนักๆ แบบ The Color Purple, 12 Years a Slave หรือ The Help — Mudbound คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง.