ประโยชน์ของสับปะรด

12 ประโยชน์ของสับปะรด ผลไม้อุดมสารต้านโรค

สับปะรด ผลไม้ที่มากไปด้วยวิตามินบี ซี ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก โบรมีเลน มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร สร้างภูมิคุ้มกัน และลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

วิตามินและสารอาหารในสับปะรด

สับปะรดคือผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ แต่กลับมีโภชนาการทางอาหารที่สูง1 ในสับปะรดมีวิตามินและสารอาหารประกอบไปด้วย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก และโบรมีเลน นอกจากนี้สับปะรดยังมีฟอสฟอรัส สังกะสี แคลเซียม วิตามินเอ และ วิตามินเค ทำให้สับปะรดมากไปด้วยประโยชน์ อุดมไปด้วยสรรพคุณ เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

12 ประโยชน์ดีๆ จากสับปะรด

ประโยชน์ของสับปะรดที่ได้มาจากวิตามินและสารอาหารมีอยู่หลายประการ โดย 12 ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม มีดังนี้

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ

สับปะรดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบรรเทาความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน1 ที่เกิดจากอนุมูลอิสระจำนวนมากทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการอักเสบเรื้อรัง สุขภาพภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด

สับปะรดอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ และสารประกอบฟีนอล การศึกษาพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระของสับปะรดอาจมีสรรพคุณในการป้องกันหัวใจได้อีกด้วย

2. มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร

สับปะรดมีสรรพคุณทางยาเป็นตัวช่วยในการย่อยอาหาร เพราะสับปะรดมีเอนไซม์ย่อยอาหารกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าโบรมีเลน ที่ทำหน้าที่ช่วยสลายโมเลกุลโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ง่ายขึ้น1 สำหรับผู้ที่มีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับตับอ่อน ทำให้ร่างกายผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารได้ไม่เพียงพอ ประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหารของสับปะรดจะเข้าไปเติมเต็มส่วนนี้ได้

3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การแพทย์แผนโบราณนำสรรพคุณของสับปะรดมาใช้ในการรักษาโรคมายาวนานหลายศตวรรษ เนื่องจากในสับปะรดประกอบไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเอนไซม์หลายชนิด เช่น โบรมีเลน ที่อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบ จากการวิจัยพบว่าคนที่กินสับปะรดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียลดลงอย่างมาก และมีเม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับโรคได้มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่กินสับปะรดถึง เกือบ 4 เท่า1

4. มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูของร่างกาย

การกินสับปะรดอาจมีส่วนช่วยลดระยะเวลาในการฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้ เพราะสับปะรดมีโบรมีเลน ที่มีส่วนช่วยเร่งการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายหนักโดยการลดการอักเสบบริเวณเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อที่เสียหาย ร่างกายของคนที่กินสับปะรดจึงมีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว1

5. มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก

อีกหนึ่งประโยชน์ของสับปะรด คือการเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนัก เพราะเอนไซม์ของสับปะรดอาจช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันได้2 นอกจากนี้สับปะรดมีราคาถูก และอยู่ท้อง เหมาะสำหรับการนำมากินร่วมกับอาหารมื้อหลัก หรือจะกินเป็นของว่างระหว่างวันก็ได้

6. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

ในสับปะรดมีปริมาณของแมงกานีสมากกว่า 100% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน โดยแมงกานีสมีส่วนช่วยในการทำให้กระดูกแข็งแรง ดังนั้นการกินสับปะรดจึงมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกได้3

7. ช่วยลดอาการอักเสบ

โบรมีเลนอาจลดการอักเสบ บวม ช้ำ และความเจ็บปวดที่มักเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด รวมถึงการทำหัตถการทางทันตกรรมและผิวหนัง นอกจากนี้ยังสามารถลดการอักเสบได้อีกด้วย รวมถึงยังอาจช่วยลดความรู้สึกไม่สบาย ความเจ็บปวด หรืออาการบวม หลังการผ่าตัดทางทันตกรรมได้เป็นอย่างดี1

8. ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคเรื้อรังที่มีลักษณะการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ การลุกลามมักเชื่อมโยงกับความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง1 สับปะรดเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นเยี่ยม ซึ่งวิตามินซีนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แข็งแกร่ง จึงสามารถช่วยต่อต้านการก่อตัวของอนุมูลอิสระได้ เพราะอนุมูลอิสระเชื่อมโยงกับการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง3 และประโยชน์ของสับปะรดในผู้หญิงคือมีฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย

9. ไฟเบอร์ในสับปะรดช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

สับปะรดมีไฟเบอร์สูง ผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่หนึ่ง หากกินสับปะรดเข้าไปแล้ว ไฟเบอร์ในสับปะรดจะช่วยต้านการจับกลุ่มกันของเกล็ดเลือด และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนี้ไฟเบอร์ในสับปะรดยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และอินซูลิน ให้กับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองได้อีกด้วย3 อย่างไรก็ตามแม้ไฟเบอร์ในสับปะรดจะช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แต่สับปะรดก็เป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรจำกัดปริมาณในการกินสับปะรดสดๆ โดยอาจเลือกกินอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของไฟเบอร์จากสับปะรดแทน

10. ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

การเพิ่มปริมาณโพแทสเซียมโดยการกินผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากโพแทสเซียมจะเพิ่มการขับน้ำและโซเดียมออกจากร่างกาย ช่วยชะลอการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงในการอุดตันของเส้นเลือด รวมถึงช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี การกินสับปะรดซึ่งมีโพแทสเซียมในปริมาณสูงจึงมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตได้3

11. มีส่วนช่วยเรื่องระบบสืบพันธุ์

การกินสับปะรดมีสรรพคุณต่อผู้ชายหลายประการในเรื่องสมรรถภาพทางเพศ สับปะรดอุดมไปด้วยแมงกานีสที่ให้พลังงานแก่ร่างกายจึงช่วยเพิ่มพลังงานได้ตลอดทั้งวัน4 และมีโบรมีเลนซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารและฟื้นฟูเซลล์ที่เพิ่มการไหลเวียนเลือด เนื่องจากการย่อยอาหารที่ดีขึ้นและระดับพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้อดทนมากขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์4 และยังช่วยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงและมักจะส่งผลเสียต่อชีวิตผู้ชายจำนวนมาก

สำหรับผู้หญิง สับปะรดมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน วิตามินและแร่ธาตุ ทองแดง สังกะสี และโฟเลต ที่สามารถช่วยปรับปรุงภาวะเจริญพันธุ์ สำหรับผู้ที่พยายามตั้งครรภ์ ควรกินสับปะรดในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้3 และสับปะรดยังมีโบรมีเลนที่ช่วยผลัดเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ รวมถึงมีแมงกานีสที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จึงลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้

12. ช่วยให้ผิวแข็งแรง

วิตามินซีในสับปะรด เมื่อกินสด จะสามารถช่วยต่อสู้กับความเสียหายของผิวที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะ ลดเลือนริ้วรอย และปรับปรุงสภาพผิวโดยรวม รวมถึงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังได้อีกด้วย

วิธีรับประทานสับปะรด

ในการกินสับปะรดนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การกินแบบสดๆ หรือจะนำไปประกอบอาหารคาวหวาน รวมไปถึงกินอาหารเสริมที่มีสับปะรดเป็นส่วนผสม เลือกกินได้ตามความสะดวก เพื่อให้ได้รับประโยชน์ของสับปะรดมากที่สุด

รับประทานสด

สำหรับการกินสับปะรด ควรหั่นเนื้อและแกนกลางออกจากกันก่อนนำมากิน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์ของสับปะรดได้สูงสุด โดยหลังที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว ให้นำไปแช่ในน้ำเกลือประมาณ 2-3 นาที เพื่อลดการเกิดปฏิกิริยากับอวัยวะในช่องปาก จะทำให้ไม่แสบลิ้นง่ายเมื่อกินสับปะรด

อย่างไรก็ตาม การจะกินสับปะรดให้ได้วิตามินและสารอาหารครบตามความต้องการของร่างกาย ต้องกินในปริมาณที่มากถึง 170 กรัม หรือ 6-8 ชิ้น จึงจะทำให้ได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในแต่ละวัน โดยสับปะรด 2 ชิ้น จะมีวิตามินซีอยู่ประมาณ 100 มิลลิกรัม แต่มีน้ำตาลประมาณ 10 กรัม เท่ากับว่า 8 ชิ้น จะมีน้ำตาลอยู่ประมาณ 40 กรัมด้วยกัน การกินสับปะรดเพื่อให้ได้สารอาหารที่เพียงพอ อาจทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลสูงตามไปด้วย จึงควรระมัดระวังไม่รับประทานมากจนเกินไป

https://nutrilite.co.th/th/article/pineapple-ingredient

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่