แม่หยัว ละครอิงประวัติศาสตร์ หรือ ละครบิดเบือนประวัติศาสตร์กันแน่

มาตั้งกระทู้เนี่ยเพราะภาพนี้เลยเป็นเหตุ

ชื่อ วามน มาจากไหน มันมีอยู่ตรงไหนของพงศาวดาร ?
ผู้กำกับคนนี้ผลงานห่วยมาตั้งแต่เรื่องล่าแล้ว ยกตัวอย่างบัตรประชาชนของไอ้บิ๊กคนแรกที่ถูกมธุสรล่า บัตรประชาชนเขียนปีเกิดเอาไว้ว่าเป็นคริสตศักราช 1994 แต่ตรงกับปีพ.ศ. 2540 ไม่มีการ research หรือทำการบ้านห่าเหวอะไรเลย
ตอนใกล้จบก็เอารูปนักการเมืองนักธุรกิจมาประกอบฉากในเรื่องให้นักแสดงไปเก็บไปฆ่าเขา โดยที่เอารูปคนที่มีตัวตนจริงแถมยังเป็นคนดังมาใช้
โลโก้พรรคการเมืองในเรื่องก็เอาโลโก้ของพรรคการเมืองที่มีอยู่จริงมาใช้แบบเลวๆ
ไหนจะยังมีเรื่อง บัลลังก์เมฆ บางกอกคณิกาอีก ละครพิเรียดตรงไหนเอาเพลงพุ่มพวงมาร้องเอาเพลง bodyslam มาร้อง

เรื่องบิดเบือนพระนามเดินพระมหากษัตริย์เนี่ยยอมรับไม่ได้ ไม่ได้ว่าเรื่องเนื้อหานะเพราะเนื้อหามันเป็นละครเราเข้าใจ มันแต่งเติมได้ด้วยอรรถรส แต่อะไรที่มันมีอยู่แล้วบันทึกอยู่แล้วไม่ควรจะไปเปลี่ยนมันอย่างพระนามพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ควรให้เกียรติเป็นอันดับแรกเลย ต้องเข้าใจว่านี่คือเรื่องราชวงศ์

อันพงศาวดารไม่ว่าจะฉบับไหนมันก็จะมีละเอียดมากละเอียดน้อยแตกต่างกันไปอยู่ที่คนจดอยู่ที่การตีความและทัศนคติของคนเขียน.

แต่เรื่องพระนามเดิมพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่ต้องจดจารดังนั้นทุกเล่มจะต้องมีระบุเอาไว้

พระนามเดิมของขุนวรวงศ์ษา คือบุญศรี เคยรั้งตำแหน่งพันบุตรศรีเทพ ไม่มีชื่อวามนปรากฎบนอยู่ในพงศาวดาร 

ตอนนั้นผู้จัดให้สัมภาษณ์ว่าท้าวศรีสุดาจันทร์ถูกบันทึกเอาไว้แค่ 5 บรรทัดไปอ่านฉบับไหนมาหลวงประเสริฐหรอ ทั้งที่มีอีกตั้งหลายเล่มเขาเขียนกันประมาณ 5-6 หน้า ยิ่งของปิ่นโตนี่ยิ่งโคตรละเอียด จะมาอ้างว่าเขียนน้อยให้แค่ 5 บรรทัดศึกษาแค่เล่มเดียวนะมา research ทำละครอิงประวัติศาสตร์อย่าทำเลย ยิ่งเกี่ยวกับราชวงศ์ด้วยแล้วยิ่งไม่ควรบิดเบือน ดัดแปลงแล้วตีความตามยุคสมัยได้แต่มาเปลี่ยนชื่อพระนามแบบนี้กูนึกว่ากูอยู่ใน multiverse

ส่วนคนเขียนบทนางสัมไม่เหมือนกันสักรายการ อีกรายการนางบอกรีเสิร์ชมาหลายเวอร์ชั่นแล้วหยิบมาแค่ก้อนเดียวแต่งเอง
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
คุณศรีสรรเพชญ์เข้ามาหน่อยคิดเห็นยังไง ติ่งละครเข้ามาถล่มและ เป็นติ่งเลียเช้าเลียเย็นค่ะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 66
หากประสงค์ให้ผมเข้ามาแสดงความคิดเห็น น่าจะมีวิธีการที่เหมาะสมกว่าการโพสเรียกเช่นนี้ครับ


ส่วนตัวผมเห็นว่าแม่หยัวเป็นเพียงละครอิงประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับละคร ภาพยนตร์ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์จำนวนมากทั่วทั้งโลกที่ย่อมมีการหยิบยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาตีความ ดัดแปลงเสริมแต่งเพื่ออรรถรสหรือความบันเทิงเป็นธรรมดา  จะคาดหวังให้ตรงตามสิ่งที่ถูกบันทึกในหลักฐานประวัติศาสตร์ทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นคงกลายเป็นสารคดีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ละครอิงประวัติศาสตร์

แม้แต่การศึกษาประวัติศาสตร์เอง  หลายครั้งก็มีความขัดแย้งไม่ลงรอยกันของหลักฐานประวัติศาสตร์หลายชิ้น ดังที่เรื่องราวของขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในหลักฐานต่างๆ ก็ไม่ได้สอดคล้องต้องกันทั้งหมด   หรือมีหลักฐานไม่เพียงพอ จนยากจะหาข้อสรุปได้

ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เองก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความเพื่อประกอบสร้างภาพจำลองของประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งที่เกิดจากการตีความก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงเสมอไป   ดังเช่นทฤษฎีสนมเอกสี่ทิศที่แพร่หลายกันจนเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักก็ยังเป็นเพียง "ทฤษฎี" ที่เกิดจากการตีความเท่านั้น

ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์  ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้สื่ออิงประวัติศาสตร์นำเสนอข้อมูลได้ใกล้เคียงหลักฐานประวัติศาสตร์มากที่สุด แล้วใช้ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” ในการตีความเสริมแต่งจินตนาการแทน  โดยที่การตีความดังกล่าวก็ควรตั้งอยู่บนบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย

แต่ผมก็เห็นว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนคงยากจะหลีกเลี่ยงได้    ดังนั้นถ้าไม่ได้แก้ไขจนบิดเบือนแกนหลักของประวัติศาสตร์จนผิดเพี้ยนไปก็คงยังสามารถพอยอมรับได้อยู่ครับ



ในประเด็นเรื่องพระนามเดิมของพระมหากษัตริย์  จากที่ศึกษาพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยามา มีพงศาวดารหลายฉบับมากที่ไม่ได้บันทึกนามเดิมของพระมหากษัตริย์ไว้ และก็มีพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่ไม่ถูกบันทึกพระนามเดิมไว้ในพงศาวดารเลย เช่น พระมหาธรรมราชา พระเจ้าปราสาททอง พระศรีสุธรรมราชา พระเพทราชา เป็นต้น


ชื่อ "บุญศรี" ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา  แต่ปรากฏในหมวดพงศาวดารของเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า แม้จะอ้างอิงจากคำให้การของเชลยกรุงเก่าที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าหลังเสียกรุง พ.ศ. 2310 แต่เนื้อหาก็มีรายละเอียดคลาดเคลื่อนผิดแผกจากพระราชพงศาวดารฉบับทางการอยู่มากพอสมควร มีการเจือปนเรื่องราวที่น่าจะเป็นมุขปาฐะหรืออภินิหารเข้ามาผสม ดังนั้นการจะนำข้อมูลมาพิจารณาจึงคงต้องมีการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นด้วย

นอกจากนี้ เอกสารคำให้การชาวกรุงเก่าฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแปลจากต้นฉบับภาษาพม่าในหอหลวงพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์   ซึ่งฉบับภาษาพม่าเข้าใจว่าแปลมาจากคำให้การของเชลยชาวไทยอีกต่อหนึ่ง  แต่ก็มีการวิเคราะห์ว่าอาจจะให้มอญที่รู้ภาษาไทยแปลเป็นภาษามอญก่อนแล้วจึงแปลเป็นภาษาพม่าอีกต่อ    ดังนั้นการบันทึกชื่อบุคคลอาจเพี้ยนคลาดเคลื่อนไปจากภาษาดั้งเดิมได้ ดังเช่นตำแหน่งขุนชินราชก็เพี้ยนกลายเป็น "ขุนเชียนนเรศ" (สะกดตามฉบับพิมพ์ภาษาไทย)

บุญศรี อาจจะเป็นชื่อจริงของขุนชินราชก็ได้  แต่ก็มีโอกาสที่จะเพี้ยนมาจาก "บุตรศรี" ในตำแหน่ง “พันบุตรศรีเทพ” ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาบันทึกไว้ได้เช่นกัน    

ดังที่กล่าวไว้ ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความ ซึ่งสามารถนำมาสู่สมมติฐานที่หลากหลาย อาจไม่ได้มีข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่