คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 66
หากประสงค์ให้ผมเข้ามาแสดงความคิดเห็น น่าจะมีวิธีการที่เหมาะสมกว่าการโพสเรียกเช่นนี้ครับ
ส่วนตัวผมเห็นว่าแม่หยัวเป็นเพียงละครอิงประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับละคร ภาพยนตร์ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์จำนวนมากทั่วทั้งโลกที่ย่อมมีการหยิบยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาตีความ ดัดแปลงเสริมแต่งเพื่ออรรถรสหรือความบันเทิงเป็นธรรมดา จะคาดหวังให้ตรงตามสิ่งที่ถูกบันทึกในหลักฐานประวัติศาสตร์ทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นคงกลายเป็นสารคดีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ละครอิงประวัติศาสตร์
แม้แต่การศึกษาประวัติศาสตร์เอง หลายครั้งก็มีความขัดแย้งไม่ลงรอยกันของหลักฐานประวัติศาสตร์หลายชิ้น ดังที่เรื่องราวของขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในหลักฐานต่างๆ ก็ไม่ได้สอดคล้องต้องกันทั้งหมด หรือมีหลักฐานไม่เพียงพอ จนยากจะหาข้อสรุปได้
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เองก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความเพื่อประกอบสร้างภาพจำลองของประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งที่เกิดจากการตีความก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงเสมอไป ดังเช่นทฤษฎีสนมเอกสี่ทิศที่แพร่หลายกันจนเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักก็ยังเป็นเพียง "ทฤษฎี" ที่เกิดจากการตีความเท่านั้น
ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้สื่ออิงประวัติศาสตร์นำเสนอข้อมูลได้ใกล้เคียงหลักฐานประวัติศาสตร์มากที่สุด แล้วใช้ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” ในการตีความเสริมแต่งจินตนาการแทน โดยที่การตีความดังกล่าวก็ควรตั้งอยู่บนบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย
แต่ผมก็เห็นว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนคงยากจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นถ้าไม่ได้แก้ไขจนบิดเบือนแกนหลักของประวัติศาสตร์จนผิดเพี้ยนไปก็คงยังสามารถพอยอมรับได้อยู่ครับ
ในประเด็นเรื่องพระนามเดิมของพระมหากษัตริย์ จากที่ศึกษาพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยามา มีพงศาวดารหลายฉบับมากที่ไม่ได้บันทึกนามเดิมของพระมหากษัตริย์ไว้ และก็มีพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่ไม่ถูกบันทึกพระนามเดิมไว้ในพงศาวดารเลย เช่น พระมหาธรรมราชา พระเจ้าปราสาททอง พระศรีสุธรรมราชา พระเพทราชา เป็นต้น
ชื่อ "บุญศรี" ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา แต่ปรากฏในหมวดพงศาวดารของเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า แม้จะอ้างอิงจากคำให้การของเชลยกรุงเก่าที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าหลังเสียกรุง พ.ศ. 2310 แต่เนื้อหาก็มีรายละเอียดคลาดเคลื่อนผิดแผกจากพระราชพงศาวดารฉบับทางการอยู่มากพอสมควร มีการเจือปนเรื่องราวที่น่าจะเป็นมุขปาฐะหรืออภินิหารเข้ามาผสม ดังนั้นการจะนำข้อมูลมาพิจารณาจึงคงต้องมีการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นด้วย
นอกจากนี้ เอกสารคำให้การชาวกรุงเก่าฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแปลจากต้นฉบับภาษาพม่าในหอหลวงพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งฉบับภาษาพม่าเข้าใจว่าแปลมาจากคำให้การของเชลยชาวไทยอีกต่อหนึ่ง แต่ก็มีการวิเคราะห์ว่าอาจจะให้มอญที่รู้ภาษาไทยแปลเป็นภาษามอญก่อนแล้วจึงแปลเป็นภาษาพม่าอีกต่อ ดังนั้นการบันทึกชื่อบุคคลอาจเพี้ยนคลาดเคลื่อนไปจากภาษาดั้งเดิมได้ ดังเช่นตำแหน่งขุนชินราชก็เพี้ยนกลายเป็น "ขุนเชียนนเรศ" (สะกดตามฉบับพิมพ์ภาษาไทย)
บุญศรี อาจจะเป็นชื่อจริงของขุนชินราชก็ได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะเพี้ยนมาจาก "บุตรศรี" ในตำแหน่ง “พันบุตรศรีเทพ” ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาบันทึกไว้ได้เช่นกัน
ดังที่กล่าวไว้ ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความ ซึ่งสามารถนำมาสู่สมมติฐานที่หลากหลาย อาจไม่ได้มีข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวครับ
ส่วนตัวผมเห็นว่าแม่หยัวเป็นเพียงละครอิงประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับละคร ภาพยนตร์ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์จำนวนมากทั่วทั้งโลกที่ย่อมมีการหยิบยกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาตีความ ดัดแปลงเสริมแต่งเพื่ออรรถรสหรือความบันเทิงเป็นธรรมดา จะคาดหวังให้ตรงตามสิ่งที่ถูกบันทึกในหลักฐานประวัติศาสตร์ทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นคงกลายเป็นสารคดีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ละครอิงประวัติศาสตร์
แม้แต่การศึกษาประวัติศาสตร์เอง หลายครั้งก็มีความขัดแย้งไม่ลงรอยกันของหลักฐานประวัติศาสตร์หลายชิ้น ดังที่เรื่องราวของขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในหลักฐานต่างๆ ก็ไม่ได้สอดคล้องต้องกันทั้งหมด หรือมีหลักฐานไม่เพียงพอ จนยากจะหาข้อสรุปได้
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เองก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความเพื่อประกอบสร้างภาพจำลองของประวัติศาสตร์นั้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งที่เกิดจากการตีความก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงเสมอไป ดังเช่นทฤษฎีสนมเอกสี่ทิศที่แพร่หลายกันจนเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักก็ยังเป็นเพียง "ทฤษฎี" ที่เกิดจากการตีความเท่านั้น
ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้สื่ออิงประวัติศาสตร์นำเสนอข้อมูลได้ใกล้เคียงหลักฐานประวัติศาสตร์มากที่สุด แล้วใช้ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” ในการตีความเสริมแต่งจินตนาการแทน โดยที่การตีความดังกล่าวก็ควรตั้งอยู่บนบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย
แต่ผมก็เห็นว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนคงยากจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นถ้าไม่ได้แก้ไขจนบิดเบือนแกนหลักของประวัติศาสตร์จนผิดเพี้ยนไปก็คงยังสามารถพอยอมรับได้อยู่ครับ
ในประเด็นเรื่องพระนามเดิมของพระมหากษัตริย์ จากที่ศึกษาพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยามา มีพงศาวดารหลายฉบับมากที่ไม่ได้บันทึกนามเดิมของพระมหากษัตริย์ไว้ และก็มีพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่ไม่ถูกบันทึกพระนามเดิมไว้ในพงศาวดารเลย เช่น พระมหาธรรมราชา พระเจ้าปราสาททอง พระศรีสุธรรมราชา พระเพทราชา เป็นต้น
ชื่อ "บุญศรี" ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา แต่ปรากฏในหมวดพงศาวดารของเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า แม้จะอ้างอิงจากคำให้การของเชลยกรุงเก่าที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าหลังเสียกรุง พ.ศ. 2310 แต่เนื้อหาก็มีรายละเอียดคลาดเคลื่อนผิดแผกจากพระราชพงศาวดารฉบับทางการอยู่มากพอสมควร มีการเจือปนเรื่องราวที่น่าจะเป็นมุขปาฐะหรืออภินิหารเข้ามาผสม ดังนั้นการจะนำข้อมูลมาพิจารณาจึงคงต้องมีการตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นด้วย
นอกจากนี้ เอกสารคำให้การชาวกรุงเก่าฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยแปลจากต้นฉบับภาษาพม่าในหอหลวงพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งฉบับภาษาพม่าเข้าใจว่าแปลมาจากคำให้การของเชลยชาวไทยอีกต่อหนึ่ง แต่ก็มีการวิเคราะห์ว่าอาจจะให้มอญที่รู้ภาษาไทยแปลเป็นภาษามอญก่อนแล้วจึงแปลเป็นภาษาพม่าอีกต่อ ดังนั้นการบันทึกชื่อบุคคลอาจเพี้ยนคลาดเคลื่อนไปจากภาษาดั้งเดิมได้ ดังเช่นตำแหน่งขุนชินราชก็เพี้ยนกลายเป็น "ขุนเชียนนเรศ" (สะกดตามฉบับพิมพ์ภาษาไทย)
บุญศรี อาจจะเป็นชื่อจริงของขุนชินราชก็ได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะเพี้ยนมาจาก "บุตรศรี" ในตำแหน่ง “พันบุตรศรีเทพ” ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาบันทึกไว้ได้เช่นกัน
ดังที่กล่าวไว้ ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความ ซึ่งสามารถนำมาสู่สมมติฐานที่หลากหลาย อาจไม่ได้มีข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวครับ
แสดงความคิดเห็น
แม่หยัว ละครอิงประวัติศาสตร์ หรือ ละครบิดเบือนประวัติศาสตร์กันแน่