‘อังคณา’ ซัด รบ.เลิกโยนความผิด ผู้เสียหายคดีตากใบ ยัน รบ.สามารถออก พ.ร.ก.ต่ออายุคดีได้ทันที
https://www.matichon.co.th/politics/news_4859221
‘อังคณา’ ซัด รบ.เลิกโยนความผิดผู้เสียหายคดีตากใบ ยัน รบ.สามารถออก พ.ร.ก.ต่ออายุคดีได้ทันที ชี้ควรสังคายนากม. ระบุคดีละเมิดสิทธิร้ายแรงควรไม่มีอายุความเสียดายความไว้ใจที่เคยมี
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ที่รัฐสภา นาง
อังคนา นีลไพจิตร สว. ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมกมธ. ถึงความคืบหน้าของคดีตากใบที่เหลืออายุความ 3 วัน ว่า ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อขยายอายุความในคดีตากใบได้ แต่จากที่ฟังนาย
ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะไม่ทัน แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถทำได้
นาง
อังคณา กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้เสียหาย หากรัฐบาลสามารถขยายหรือชะลออายุความไว้ก่อน แต่หากประตูบานนี้ถูกปิดก็ยังมองไม่ออกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยไม่มาศาลในวันที่ 25 ตุลาคม ก็ถือว่าคดีหมดอายุความไปตามกฎหมาย เช่นเดียวกับคดีมัสยิดกรือเซะที่มีผู้เสียชีวิต 31 คน ที่ได้หมดอายุความไปแล้ว ส่วนหากคดีหมดอายุความไปแล้วจริง จะมีแนวทางอื่นในการดำเนินการได้หรือไม่นั้น หากกลไกภายในประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ยังมีช่องทางให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือร้องต่อศาลระหว่างประเทศได้ เช่น สหภาพยุโรปในหลายประเทศ ก็อนุญาตให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถฟ้องร้องในคดีได้ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาบุคคลนั้นจะไม่สามารถเดินทางเข้าไปในประเทศที่เกิดเหตุได้ กลับไปก็จะถูกจำคุก แต่ประเทศไทยก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำคดีแบบนี้มาก
นาง
อังคณา กล่าวต่อว่า ตนมองว่าคดีอาญาแผ่นดินที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ควรเป็นหน้าที่ของญาติผู้เสียชีวิตที่จะฟ้องร้องเอง แต่ควรเป็นหน้าที่ของอัยการ และคดีนี้ทำให้เกิดความเปรียบเทียบว่าหากประชาชนทำผิดต้องถูกลงโทษ และจับกุม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทำผิด แทบจะไม่เคยจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถือว่าเป็นพื้นที่เปราะบาง ซึ่งส่วนตัวมองว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งกรณีความผิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ต้องไม่มีอายุความ และต้องขยายนิยามของผู้เสียหายให้กว้างขึ้น ให้รวมถึงสามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการทรมานและบังคับสูญหาย
“
ทุกฝ่ายตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่เราก็ปล่อยโอกาสที่จะทำให้เกิดความจริงในศาลให้หมดไป เพราะเราไม่สามารถนำตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลได้ คงหลีกเลี่ยงยากในการที่จะเกิดความรุนแรงตามมา จึงได้แต่พูดว่าเสียดายกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมี ซึ่งอาจจะหมดไป” นาง
อังคณา กล่าว
เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึง พ.ต.อ.
ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่กำกับดูแลส่วนที่เกี่ยวข้อง นาง
อังคณา กล่าวว่า เราได้เห็นความพยายามของท่าน แต่หน่วยงานที่อยู่ใต้กำกับของกระทรวงอื่น รวมถึงนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมการพิสูจน์ความจริง และปล่อยให้ผู้ต้องหาหายไปได้ จึงเป็นคำถามที่ท้าทายอย่างมากว่าเราจะคืนความยุติธรรมให้ประชาชนอย่างไร
“
อยากฝากถึงรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องหยุดสร้างวาทกรรมที่โยนความผิดให้ผู้เสียหาย เราจะเห็นบางหน่วยงานรัฐพยายามพูดว่ากรณีของตากใบ เป็นการกระทำของขบวนการให้เกิดการชุมนุม แต่หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่า ใครจะรับผิดชอบการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม ไม่ว่าเขาจะมาจากไหน มีความเชื่ออย่างไร บุคคลเหล่านั้นต้องไม่เสียชีวิตภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ นี่คือประเด็นสำคัญ” นาง
อังคณา กล่าว
เอกชนจี้รัฐคุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “ต่างชาติ” ต้องจดทะเบียนในไทย
https://tna.mcot.net/business-1436739
หม่อมหลวง
ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 41 ในเดือนตุลาคม 2567 ภายใต้หัวข้อ “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกบุกไทย อุตสาหกรรมจะรับมืออย่างไร” พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. ที่ตอบแบบสำรวจถึง 35.1% มียอดขายลดลงจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบางรายการอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ตรงปก ทำให้ผู้บริโภคสูญเสียเงิน ตลอดจนมีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคสินค้าด้วย ดังนั้นผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทยเพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับผิดชอบในการคืนสินค้า กรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพหรือไม่ตรงปก
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ยังมองว่า สินค้าไทยยังสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ แต่ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อพัฒนาและสร้างจุดแข็งให้กับสินค้า โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมายกระดับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจในการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศและการเปิดตลาดไปยังต่างประเทศ
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 175 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 41 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้
1) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าอย่างไร*
อันดับ 1 : ไม่ได้รับผลกระทบ 47.4%
อันดับ 2 : ลดลง 35.1%
อันดับ 3 : เพิ่มขึ้น 17.5%
2) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกมีผลกระทบเชิงบวกอย่างไร
อันดับ 1 : เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการเข้าถึงสินค้าจากโรงงานโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง 65.7%
อันดับ 2 : เร่งให้ผู้ประกอบการไทยต้องมีการปรับตัวพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ 64.0%
อันดับ 3 : ส่งเสริมตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศให้ขยายตัว ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) 26.3%
อันดับ 4 : ช่วยลดต้นทุนในการบริหารสินค้าคงคลังให้แก่ผู้ประกอบการที่สั่งสินค้า มาจำหน่ายในประเทศ 13.1%
3) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกจะส่งผลกระทบเชิงลบในเรื่องใด
อันดับ 1 : สินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและคุณภาพเข้ามาในประเทศส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและทำให้เกิดภาระในการกำจัดขยะส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและทำให้เกิดภาระในการกำจัดขยะ 61.7%
อันดับ 2 : ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและทำให้ถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาด 44.6%
อันดับ 3 : ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมในประเทศ 41.7%
อันดับ 4 : กระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการในประเทศ เนื่องจากต้องปรับลดราคา และต้นทุนเพื่อแข่งขัน 26.9%
4) ภาครัฐควรมีการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างไร
อันดับ 1 : กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทย เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 67.4%
อันดับ 2 : บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัดเปิดช่องทางให้ร้องเรียนได้สะดวกและกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
บริหารจัดการการคืนสินค้ากรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพหรือไม่ตรงปก 46.9%
อันดับ 3 : บังคับให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องมีการแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน รวมทั้งฉลากบนแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ 45.1%
อันดับ 4 : ควรมีการตรวจสอบการใช้ระบบชำระเงิน (Payment) ออกไปยังต่างประเทศ โดยบังคับให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 26.3%
5) ภาคเอกชนควรปรับตัวรับมือกับการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกอย่างไร
อันดับ 1 : พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และการนำเทคโนโลยีนวัตกรรม มายกระดับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ 57.7%
อันดับ 2 : สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจในการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศและการเปิดตลาดสินค้า 48.6%
อันดับ 3 : การใช้แนวคิดความคิดสร้างสรรค์ (Creative & Design) เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์และให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตร 34.9%
อันดับ 4 : การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับและพัฒนาบริการหลังการขาย 32.0%
6) อุตสาหกรรมสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้หรือไม่*
อันดับ 1 : สามารถแข่งขันได้ 80.7%
อันดับ 2 : ไม่สามารถแข่งขันได้ 19.3%
-517-สำนักข่าวไทย
จับตาพายุหมุนเขตร้อน แรงเป็นพายุโซนร้อนจ่ามี กระทบอีสาน ลมแรง 26 -27 ต.ค. 67
https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1150216
จับตาเส้นทาง พายุลูกใหม่ พายุหมุนเขตร้อน แรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี" TRAMI คาดพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งเวียดนาม 26 -27 ตุลาคม 2567 เฝ้าระวังกระทบภาคอีสาน ลมแรง เนื่องจากมีมวลอากาศเย็น ด้านหน้าของพายุ เตือนประชาชนวางแผนเดินทาง เที่ยวฟิลิปปินส์ เช็คสภาพอากาศ
ติดตามสถานการณ์พายุลูกใหม่ จับตาเส้นทาง "พายุหมุนเขตร้อน" พายุดีเปรสชันในมหสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ แรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี" TRAMI คาดพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม 26 -27 ตุลาคม 2567
เฝ้าระวังกระทบภาคอีสาน ลมแรง เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นอยู่ด้านหน้าของพายุ เตือนประชาชนวางแผนเดินทาง เที่ยวฟิลิปปินส์ เช็คสภาพอากาศ ในระยะนี้
อัพเดทสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อน ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เวลา 04.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2567
พายุดีเปรสชันในมหสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี (TRAMI)"แล้ว
จ่ามี (TRAMI) หมายถึง ชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งในสกุลดอกกุหลาบ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นพายุลูกที่ 20 จากการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก
พายุนี้ยังอยู่ห่างจากประเทศ คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอล ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 24- 25 ตุลาคม 2567 ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน และเคลื่อนไปทางตะวันออกของประเทศจีน เข้าใกล้เกาะไหหลำ และชานฝั่งประเทศเวียดนาม
คาดว่าพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบกับสภาพอากาศประเทศไทยในระยะนี้ แต่ยังต้องติดตามในช่วงวันที่ 26 -27 ตุลาคม 2567 เมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม
ซึ่งอาจจะมีผลกระทบทางตะวันออกของภาคอีสานได้ อาจมีลมแรงเนื่องจากมีมวลอากาศเย็นอยู่ด้านหน้าของพายุ แผ่ลงมาปกคลุม
เตือนผู้ที่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในระยะนี้ ข้อมูลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
อ้างอิง-ภาพ :
กรมอุตุนิยมวิทยา
JJNY : ‘อังคณา’ซัดรบ.เลิกโยนความผิด│จี้คุมแพลตฟอร์ม“ต่างชาติ”จดทะเบียนในไทย│จับตาจ่ามี│เวียดนามเดินหน้ารถไฟความเร็วสูง
https://www.matichon.co.th/politics/news_4859221
‘อังคณา’ ซัด รบ.เลิกโยนความผิดผู้เสียหายคดีตากใบ ยัน รบ.สามารถออก พ.ร.ก.ต่ออายุคดีได้ทันที ชี้ควรสังคายนากม. ระบุคดีละเมิดสิทธิร้ายแรงควรไม่มีอายุความเสียดายความไว้ใจที่เคยมี
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ที่รัฐสภา นางอังคนา นีลไพจิตร สว. ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมกมธ. ถึงความคืบหน้าของคดีตากใบที่เหลืออายุความ 3 วัน ว่า ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อขยายอายุความในคดีตากใบได้ แต่จากที่ฟังนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะไม่ทัน แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถทำได้
นางอังคณา กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นความหวังสุดท้ายของผู้เสียหาย หากรัฐบาลสามารถขยายหรือชะลออายุความไว้ก่อน แต่หากประตูบานนี้ถูกปิดก็ยังมองไม่ออกว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยไม่มาศาลในวันที่ 25 ตุลาคม ก็ถือว่าคดีหมดอายุความไปตามกฎหมาย เช่นเดียวกับคดีมัสยิดกรือเซะที่มีผู้เสียชีวิต 31 คน ที่ได้หมดอายุความไปแล้ว ส่วนหากคดีหมดอายุความไปแล้วจริง จะมีแนวทางอื่นในการดำเนินการได้หรือไม่นั้น หากกลไกภายในประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ยังมีช่องทางให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือร้องต่อศาลระหว่างประเทศได้ เช่น สหภาพยุโรปในหลายประเทศ ก็อนุญาตให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถฟ้องร้องในคดีได้ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาบุคคลนั้นจะไม่สามารถเดินทางเข้าไปในประเทศที่เกิดเหตุได้ กลับไปก็จะถูกจำคุก แต่ประเทศไทยก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำคดีแบบนี้มาก
นางอังคณา กล่าวต่อว่า ตนมองว่าคดีอาญาแผ่นดินที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ควรเป็นหน้าที่ของญาติผู้เสียชีวิตที่จะฟ้องร้องเอง แต่ควรเป็นหน้าที่ของอัยการ และคดีนี้ทำให้เกิดความเปรียบเทียบว่าหากประชาชนทำผิดต้องถูกลงโทษ และจับกุม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทำผิด แทบจะไม่เคยจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถือว่าเป็นพื้นที่เปราะบาง ซึ่งส่วนตัวมองว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งกรณีความผิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ต้องไม่มีอายุความ และต้องขยายนิยามของผู้เสียหายให้กว้างขึ้น ให้รวมถึงสามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการทรมานและบังคับสูญหาย
“ทุกฝ่ายตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่เราก็ปล่อยโอกาสที่จะทำให้เกิดความจริงในศาลให้หมดไป เพราะเราไม่สามารถนำตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลได้ คงหลีกเลี่ยงยากในการที่จะเกิดความรุนแรงตามมา จึงได้แต่พูดว่าเสียดายกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมี ซึ่งอาจจะหมดไป” นางอังคณา กล่าว
เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่กำกับดูแลส่วนที่เกี่ยวข้อง นางอังคณา กล่าวว่า เราได้เห็นความพยายามของท่าน แต่หน่วยงานที่อยู่ใต้กำกับของกระทรวงอื่น รวมถึงนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมการพิสูจน์ความจริง และปล่อยให้ผู้ต้องหาหายไปได้ จึงเป็นคำถามที่ท้าทายอย่างมากว่าเราจะคืนความยุติธรรมให้ประชาชนอย่างไร
“อยากฝากถึงรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องหยุดสร้างวาทกรรมที่โยนความผิดให้ผู้เสียหาย เราจะเห็นบางหน่วยงานรัฐพยายามพูดว่ากรณีของตากใบ เป็นการกระทำของขบวนการให้เกิดการชุมนุม แต่หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่า ใครจะรับผิดชอบการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม ไม่ว่าเขาจะมาจากไหน มีความเชื่ออย่างไร บุคคลเหล่านั้นต้องไม่เสียชีวิตภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ นี่คือประเด็นสำคัญ” นางอังคณา กล่าว
เอกชนจี้รัฐคุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “ต่างชาติ” ต้องจดทะเบียนในไทย
https://tna.mcot.net/business-1436739
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 41 ในเดือนตุลาคม 2567 ภายใต้หัวข้อ “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกบุกไทย อุตสาหกรรมจะรับมืออย่างไร” พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. ที่ตอบแบบสำรวจถึง 35.1% มียอดขายลดลงจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบางรายการอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ตรงปก ทำให้ผู้บริโภคสูญเสียเงิน ตลอดจนมีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคสินค้าด้วย ดังนั้นผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทยเพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับผิดชอบในการคืนสินค้า กรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพหรือไม่ตรงปก
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ยังมองว่า สินค้าไทยยังสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ แต่ผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อพัฒนาและสร้างจุดแข็งให้กับสินค้า โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมายกระดับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจในการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศและการเปิดตลาดไปยังต่างประเทศ
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 175 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 46 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 41 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้
1) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าอย่างไร*
อันดับ 1 : ไม่ได้รับผลกระทบ 47.4%
อันดับ 2 : ลดลง 35.1%
อันดับ 3 : เพิ่มขึ้น 17.5%
2) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกมีผลกระทบเชิงบวกอย่างไร
อันดับ 1 : เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการเข้าถึงสินค้าจากโรงงานโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง 65.7%
อันดับ 2 : เร่งให้ผู้ประกอบการไทยต้องมีการปรับตัวพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ 64.0%
อันดับ 3 : ส่งเสริมตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศให้ขยายตัว ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) 26.3%
อันดับ 4 : ช่วยลดต้นทุนในการบริหารสินค้าคงคลังให้แก่ผู้ประกอบการที่สั่งสินค้า มาจำหน่ายในประเทศ 13.1%
3) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกจะส่งผลกระทบเชิงลบในเรื่องใด
อันดับ 1 : สินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและคุณภาพเข้ามาในประเทศส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและทำให้เกิดภาระในการกำจัดขยะส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและทำให้เกิดภาระในการกำจัดขยะ 61.7%
อันดับ 2 : ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและทำให้ถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาด 44.6%
อันดับ 3 : ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมในประเทศ 41.7%
อันดับ 4 : กระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการในประเทศ เนื่องจากต้องปรับลดราคา และต้นทุนเพื่อแข่งขัน 26.9%
4) ภาครัฐควรมีการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างไร
อันดับ 1 : กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทย เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 67.4%
อันดับ 2 : บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัดเปิดช่องทางให้ร้องเรียนได้สะดวกและกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
บริหารจัดการการคืนสินค้ากรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพหรือไม่ตรงปก 46.9%
อันดับ 3 : บังคับให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องมีการแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน รวมทั้งฉลากบนแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ 45.1%
อันดับ 4 : ควรมีการตรวจสอบการใช้ระบบชำระเงิน (Payment) ออกไปยังต่างประเทศ โดยบังคับให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 26.3%
5) ภาคเอกชนควรปรับตัวรับมือกับการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายสินค้าราคาถูกอย่างไร
อันดับ 1 : พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และการนำเทคโนโลยีนวัตกรรม มายกระดับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ 57.7%
อันดับ 2 : สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจในการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศและการเปิดตลาดสินค้า 48.6%
อันดับ 3 : การใช้แนวคิดความคิดสร้างสรรค์ (Creative & Design) เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์และให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตร 34.9%
อันดับ 4 : การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับและพัฒนาบริการหลังการขาย 32.0%
6) อุตสาหกรรมสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้หรือไม่*
อันดับ 1 : สามารถแข่งขันได้ 80.7%
อันดับ 2 : ไม่สามารถแข่งขันได้ 19.3%
-517-สำนักข่าวไทย
จับตาพายุหมุนเขตร้อน แรงเป็นพายุโซนร้อนจ่ามี กระทบอีสาน ลมแรง 26 -27 ต.ค. 67
https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1150216
จับตาเส้นทาง พายุลูกใหม่ พายุหมุนเขตร้อน แรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี" TRAMI คาดพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งเวียดนาม 26 -27 ตุลาคม 2567 เฝ้าระวังกระทบภาคอีสาน ลมแรง เนื่องจากมีมวลอากาศเย็น ด้านหน้าของพายุ เตือนประชาชนวางแผนเดินทาง เที่ยวฟิลิปปินส์ เช็คสภาพอากาศ
ติดตามสถานการณ์พายุลูกใหม่ จับตาเส้นทาง "พายุหมุนเขตร้อน" พายุดีเปรสชันในมหสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ แรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี" TRAMI คาดพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม 26 -27 ตุลาคม 2567
เฝ้าระวังกระทบภาคอีสาน ลมแรง เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นอยู่ด้านหน้าของพายุ เตือนประชาชนวางแผนเดินทาง เที่ยวฟิลิปปินส์ เช็คสภาพอากาศ ในระยะนี้
อัพเดทสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อน ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เวลา 04.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2567
พายุดีเปรสชันในมหสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "จ่ามี (TRAMI)"แล้ว
จ่ามี (TRAMI) หมายถึง ชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งในสกุลดอกกุหลาบ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นพายุลูกที่ 20 จากการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก
พายุนี้ยังอยู่ห่างจากประเทศ คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอล ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 24- 25 ตุลาคม 2567 ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน และเคลื่อนไปทางตะวันออกของประเทศจีน เข้าใกล้เกาะไหหลำ และชานฝั่งประเทศเวียดนาม
คาดว่าพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบกับสภาพอากาศประเทศไทยในระยะนี้ แต่ยังต้องติดตามในช่วงวันที่ 26 -27 ตุลาคม 2567 เมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม
ซึ่งอาจจะมีผลกระทบทางตะวันออกของภาคอีสานได้ อาจมีลมแรงเนื่องจากมีมวลอากาศเย็นอยู่ด้านหน้าของพายุ แผ่ลงมาปกคลุม
เตือนผู้ที่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในระยะนี้ ข้อมูลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
อ้างอิง-ภาพ : กรมอุตุนิยมวิทยา