สวัสดีค่ะ เรื่องราวมันมีอยู่ว่า
เราอายุ 28 ปี เป็นหนึ่งในคนที่เอาชนะโรคซึมเศร้าที่พัฒนาไปเป็นไบโพล่าร์มาได้ น่าจะห่างหายไปเกือบปีกับโรคนี้
ทั้งดีใจและมีความสุขมาก เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
เริ่มใช้ชีวิตให้เต็มที่ ด้วยความชีวิตตั้งแต่เด็กมีอุปสรรคครอบครัวและการเงินก็ไม่ค่อยมีกำลังใจในการมองไปที่อนาคต
แต่พอหายจากโรคนี้ รู้สึกอยากทำให้อนาคตดีขึ้น เพราะมีหมา 3 แมว 1 (ที่เลี้ยงมาตั้งแต่อยู่กับแฟนเก่าคนต่างชาติ)
ก็เริ่มวางแผนพัฒนาตัวเองให้ขยายเงินเดือนได้ เริ่มวางแผนอยากเก็บเงินมากขึ้น
อยากซื้อประกันให้สัตว์เลี้ยงและแม่ เพราะลำพังเงินเก็บยามฉุกเฉินจริง ๆ ก็เรียกได้ว่าไม่มีเลย
พักหลังนี้รู้สึกว่ายิ่งพยายาม ยิ่งไม่เดินไปไหนยังไงไม่รู้ แต่ทุกครั้งที่รู้สึกเครียดก็จะหาสิ่งที่มีความสุขทำ
แต่ก็ยังจัดสรรเวลาเรียนเพิ่มสกิลให้กับตัวเอง เอาง่าย ๆ คือใจยังแข็งแรงอยู่
จนมีทริกเกอร์บางอย่างทยอยเข้ามา
1. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเล็กน้อย
บริษัทมีวงเงินประกันให้จำนวนนึงซึ่งไม่ได้มาก พอดีกับบิลอุบัติเหตุรอบนึงพอดี
ขั้นตอนล้างแผลก็ได้แต่ใช้ประกันสังคมที่รพ.รัฐใกล้บ้าน
มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราป่วยมากกว่านี้ที่ประกันสังคมเบิกไม่ได้ จะทำยังไงกับชีวิตดี
จนความคิดมาวกตกอยู่ที่เรื่องเงิน
2. พอเข้าไอจีเฟสบุ้ค เห็นกลุ่มเพื่อนสนิทพากันไปเที่ยว โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลย
ก็ยิ่งรู้สึกว่าการเงินพาตัวเราห่างสังคม ที่แม้แต่กลุ่มเพื่อนสนิทไปเรื่อย ๆ
เราพอเข้าใจล่ะ ว่าพวกเขาเข้าใจสถานะการเงินเรา เลยไม่ได้ชวนไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้เงินมากมาย
แต่มันก็ทำให้เราอดคิดน้อยใจไม่ได้ ว่าทำไมชีวิตเรายิ่งพยายาม เหมือนยิ่งย่ำกับที่
ไม่ได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่กับคนที่เรารักสักที
3. แม่ไม่สบายเล็กน้อย อยากจะซื้อยา ก็ขอเงินจากเรา
เราที่กำลังขัดสนเรื่อย ๆ ก็ช่วยได้ไม่เต็มอกหนัก
อีกมุมคือมองว่าค่ายาแค่นี้เอง ทำไมถึงพาตัวเองหัวเสียอีกแล้ว
แล้วถ้าแม่ป่วยหนักกว่านี้ล่ะ จะเอาเงินที่ไหนมารักษา
4. บริษัทที่ทำงานอยู่ตอนนี้ เหมือนเริ่มขาดสภาพคล่อง
มีการเข้มงวดหนักขึ้นแบบไม่สมเหตุสมผลในบางทีและจ่ายเงินเดือนไม่ตรงกำหนด
ซึ่งเราทำงานมาได้แค่ 4 เดือน ยังไม่ได้ประเมินโปรเลย
ถ้าสมัครที่อื่นใหม่ จะไปต่อกับคำถาม HR เรื่องระยะเวลางานที่นี่
งานใหม่หลังจากนี้ กับสกิลที่เรามีตอนนี้ก็ยังต้องการเวลาอีกหน่อยเพื่อพัฒนา
ซึ่งจริง ๆ หวังไว้ว่าจะใช้เวลาในการทำงานที่ตอนนี้ในการพัฒนาไปทีละขั้น
เหมือนเราเริ่ม self-esteem ต่ำและคิดวกวนยังไงไม่รู้
4. มันก็มีหลายเรื่องย่อย ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้
คงจะดีถ้าได้เล่าให้คนที่สนิทใจฟัง แต่ปัญหาคือ
เรากลับรู้สึกว่าตัวเองถอยห่างออกมา
ไม่อยากรบกวนชีวิตที่วุ่นวายอยู่แล้วของคนอื่นด้วยปัญหาของตัวเอง
และนี่ล่ะ คือสัญญาณอันตรายช่วงที่เราเป็นโรคซึมเศร้าครั้งก่อนนั้น
แว้บนึง เรามองทางออกของปัญหาและความรู้สึกคือความตาย
แค่แว้บเดียวเท่านั้นล่ะ ทำให้เราอยู่ ๆ เราร้องไห้อย่างหนัก เพราะผิดหวังที่ทำไมกลับมาคิดอะไรแบบนี้ได้อีก
กลับไปที่หัวข้อกระทู้
หรือเราควรห่างตัวเองจาก Social Media ไม่ต้องเห็นหรือรับรู้ชีวิตของใครไปมากกว่านี้ จะได้ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง
แล้วมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ให้ได้ตกผลึกแล้วสู้ต่อไป
แต่...
เราทำงานสายงาน Social Media Marketing ให้หลายบริษัท
มันเป็นเรื่องที่เราต้องรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ว่าไปถึงไหน ทำอะไร
คำถามคือ เราไม่แน่ใจว่า Social Media distancing ที่เรากำลังจะทำ มันจะเวิร์คไหม
ถ้าไม่เวิร์ค แล้วเรายังต้องเห็นชีวิตคนอื่น ๆ อีก
ใจเราจะแข็งแรง เพื่อตัวเราเองมากแค่ไหนในตอนนี้
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ อาจจะเล่างงไปมา เพราะตอนนี้ที่พิมพ์อยู่ emotional มันท่วมไปหมด
อยากได้คำแนะนำ คำปรึกษาเลยนึกถึงพันทิป
สำหรับทุกคอมเมนท์ จะเข้ามาอ่านและพิจารณาอย่างตั้งใจเลยค่ะ
อยากฮีลตัวเองด้วย Social (Media) Distancing แต่ทำงานเกี่ยวกับ Social Media?
เราอายุ 28 ปี เป็นหนึ่งในคนที่เอาชนะโรคซึมเศร้าที่พัฒนาไปเป็นไบโพล่าร์มาได้ น่าจะห่างหายไปเกือบปีกับโรคนี้
ทั้งดีใจและมีความสุขมาก เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
เริ่มใช้ชีวิตให้เต็มที่ ด้วยความชีวิตตั้งแต่เด็กมีอุปสรรคครอบครัวและการเงินก็ไม่ค่อยมีกำลังใจในการมองไปที่อนาคต
แต่พอหายจากโรคนี้ รู้สึกอยากทำให้อนาคตดีขึ้น เพราะมีหมา 3 แมว 1 (ที่เลี้ยงมาตั้งแต่อยู่กับแฟนเก่าคนต่างชาติ)
ก็เริ่มวางแผนพัฒนาตัวเองให้ขยายเงินเดือนได้ เริ่มวางแผนอยากเก็บเงินมากขึ้น
อยากซื้อประกันให้สัตว์เลี้ยงและแม่ เพราะลำพังเงินเก็บยามฉุกเฉินจริง ๆ ก็เรียกได้ว่าไม่มีเลย
พักหลังนี้รู้สึกว่ายิ่งพยายาม ยิ่งไม่เดินไปไหนยังไงไม่รู้ แต่ทุกครั้งที่รู้สึกเครียดก็จะหาสิ่งที่มีความสุขทำ
แต่ก็ยังจัดสรรเวลาเรียนเพิ่มสกิลให้กับตัวเอง เอาง่าย ๆ คือใจยังแข็งแรงอยู่
จนมีทริกเกอร์บางอย่างทยอยเข้ามา
1. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเล็กน้อย
บริษัทมีวงเงินประกันให้จำนวนนึงซึ่งไม่ได้มาก พอดีกับบิลอุบัติเหตุรอบนึงพอดี
ขั้นตอนล้างแผลก็ได้แต่ใช้ประกันสังคมที่รพ.รัฐใกล้บ้าน
มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราป่วยมากกว่านี้ที่ประกันสังคมเบิกไม่ได้ จะทำยังไงกับชีวิตดี
จนความคิดมาวกตกอยู่ที่เรื่องเงิน
2. พอเข้าไอจีเฟสบุ้ค เห็นกลุ่มเพื่อนสนิทพากันไปเที่ยว โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลย
ก็ยิ่งรู้สึกว่าการเงินพาตัวเราห่างสังคม ที่แม้แต่กลุ่มเพื่อนสนิทไปเรื่อย ๆ
เราพอเข้าใจล่ะ ว่าพวกเขาเข้าใจสถานะการเงินเรา เลยไม่ได้ชวนไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้เงินมากมาย
แต่มันก็ทำให้เราอดคิดน้อยใจไม่ได้ ว่าทำไมชีวิตเรายิ่งพยายาม เหมือนยิ่งย่ำกับที่
ไม่ได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่กับคนที่เรารักสักที
3. แม่ไม่สบายเล็กน้อย อยากจะซื้อยา ก็ขอเงินจากเรา
เราที่กำลังขัดสนเรื่อย ๆ ก็ช่วยได้ไม่เต็มอกหนัก
อีกมุมคือมองว่าค่ายาแค่นี้เอง ทำไมถึงพาตัวเองหัวเสียอีกแล้ว
แล้วถ้าแม่ป่วยหนักกว่านี้ล่ะ จะเอาเงินที่ไหนมารักษา
4. บริษัทที่ทำงานอยู่ตอนนี้ เหมือนเริ่มขาดสภาพคล่อง
มีการเข้มงวดหนักขึ้นแบบไม่สมเหตุสมผลในบางทีและจ่ายเงินเดือนไม่ตรงกำหนด
ซึ่งเราทำงานมาได้แค่ 4 เดือน ยังไม่ได้ประเมินโปรเลย
ถ้าสมัครที่อื่นใหม่ จะไปต่อกับคำถาม HR เรื่องระยะเวลางานที่นี่
งานใหม่หลังจากนี้ กับสกิลที่เรามีตอนนี้ก็ยังต้องการเวลาอีกหน่อยเพื่อพัฒนา
ซึ่งจริง ๆ หวังไว้ว่าจะใช้เวลาในการทำงานที่ตอนนี้ในการพัฒนาไปทีละขั้น
เหมือนเราเริ่ม self-esteem ต่ำและคิดวกวนยังไงไม่รู้
4. มันก็มีหลายเรื่องย่อย ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้
คงจะดีถ้าได้เล่าให้คนที่สนิทใจฟัง แต่ปัญหาคือ
เรากลับรู้สึกว่าตัวเองถอยห่างออกมา
ไม่อยากรบกวนชีวิตที่วุ่นวายอยู่แล้วของคนอื่นด้วยปัญหาของตัวเอง
และนี่ล่ะ คือสัญญาณอันตรายช่วงที่เราเป็นโรคซึมเศร้าครั้งก่อนนั้น
แว้บนึง เรามองทางออกของปัญหาและความรู้สึกคือความตาย
แค่แว้บเดียวเท่านั้นล่ะ ทำให้เราอยู่ ๆ เราร้องไห้อย่างหนัก เพราะผิดหวังที่ทำไมกลับมาคิดอะไรแบบนี้ได้อีก
กลับไปที่หัวข้อกระทู้
หรือเราควรห่างตัวเองจาก Social Media ไม่ต้องเห็นหรือรับรู้ชีวิตของใครไปมากกว่านี้ จะได้ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง
แล้วมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ให้ได้ตกผลึกแล้วสู้ต่อไป
แต่...
เราทำงานสายงาน Social Media Marketing ให้หลายบริษัท
มันเป็นเรื่องที่เราต้องรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ว่าไปถึงไหน ทำอะไร
คำถามคือ เราไม่แน่ใจว่า Social Media distancing ที่เรากำลังจะทำ มันจะเวิร์คไหม
ถ้าไม่เวิร์ค แล้วเรายังต้องเห็นชีวิตคนอื่น ๆ อีก
ใจเราจะแข็งแรง เพื่อตัวเราเองมากแค่ไหนในตอนนี้
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ อาจจะเล่างงไปมา เพราะตอนนี้ที่พิมพ์อยู่ emotional มันท่วมไปหมด
อยากได้คำแนะนำ คำปรึกษาเลยนึกถึงพันทิป
สำหรับทุกคอมเมนท์ จะเข้ามาอ่านและพิจารณาอย่างตั้งใจเลยค่ะ