ประสบการณ์คบกับคนที่มีโลก2ใบ โดยเฉพาะ ประเทศญี่ปุ่น

แชร์ประสบการณ์ สำหรับคนที่กำลังสนใจอยากมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผู้ชายไม่ว่าจะชาติไหน ก็คงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะสุดท้ายแล้วนิสัย ความซื่อสัตย์ และวิธีที่คนคนหนึ่งปฏิบัติต่อคนรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ

แต่จากประสบการณ์ของเรา ที่เคยทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเกือบ 4–5 ปี สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือ…

สำหรับเรา ญี่ปุ่นเหมาะกับการไปเที่ยวมากกว่าการไปใช้ชีวิตระยะยาว

ขอเล่าเรื่องความรักที่เจอระหว่างอยู่ญี่ปุ่นแล้วกันค่ะ เพราะถ้าย้อนกลับไปได้ เราคงได้บทเรียนหลายอย่างจากความสัมพันธ์เหล่านี้



รักครั้งแรกกับหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยดังของญี่ปุ่น

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวขาเข้าไปอยู่ญี่ปุ่น เราก็ได้พบรักกับหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เขาเป็นนายแบบด้วย

เราเจอกันตอนเราไปทานอาหารที่ร้านใกล้มหาวิทยาลัยของเขา แล้วก็คุยกันถูกคอ คลิกกันตั้งแต่แรก

แต่ปัญหาคือเราอายุมากกว่าเขาเกือบ 10 ปี

ตอนแรกเราก็คิดว่าเขาคงไม่สนใจเรื่องอายุ แต่เขากลับบอกว่าเราคือสเปกเขา และอายุไม่ใช่ปัญหา

เราคบกันอยู่พักหนึ่ง ทุกอย่างก็ดูดี จนวันหนึ่งเขาเริ่มสร้าง “โลกอีกใบ” ขึ้นมา

แต่โลกใบนั้นไม่มีเราอยู่ในนั้น

เขากำลังจะเซ็นสัญญาเพื่อทำงานในวงการของเขา และมองว่าอนาคตของเขายังไปได้อีกไกล สุดท้ายเขาจึงพยายามถอยห่าง และขอให้เรากลับไปเป็นเพื่อนกัน

ความสัมพันธ์จบลงตรงนั้น

เรายอมรับเลยว่าเสียใจกับรักครั้งนี้อยู่เกือบ 2 ปี เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดเลยว่าจะคบกับคนที่เด็กกว่าเราเยอะขนาดนี้ และไม่คิดว่าตัวเองจะรักเขามากขนาดนั้น

หลังจากนั้นเราก็กลับมาใช้ชีวิตของตัวเอง

อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ เดินทางคนเดียว ใช้ชีวิตอย่างอิสระ และค่อย ๆ ทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จนวันหนึ่งเราเปิดใจให้กับความรักอีกครั้ง

และครั้งนี้…ชีวิตพลิกไปอีกแบบเลยค่ะ



ผู้ชายญี่ปุ่นรุ่นราวคราวพ่อที่เข้ามาในชีวิต

วันหนึ่งมีผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต

เขาดูสมาร์ต ดูแลตัวเองดี และที่สำคัญคืออายุมากกว่าเรามาก

ตอนนั้นเราตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้เลยว่า

ถ้าจะคบใคร ขออายุห่างกันไม่เกิน 10 ปีก็พอ

แต่คนนี้ห่างจากเรามากกว่า 30 ปีค่ะ 😂

เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านชาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่คนค่อนข้างมีอายุหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะทั้งร้านมีเราที่ดูสาวอยู่คนเดียว 555+

วันแรกที่เดตกัน เขาแต่งตัวสบาย ๆ ธรรมดามาก เราเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องร่ำรวยหรือมีฐานะอะไร เพราะเรื่องเงินสำหรับเราไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกก่อนคือ…

เราเป็นคนอารมณ์เหมือนโคนันมากค่ะ 😂

ถ้าสงสัยอะไร เราต้องรู้
ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เราต้องหาคำตอบ

เราเลยค่อย ๆ เปิดใจคุยกับเขา ศึกษานิสัยกัน และดูใจกันอยู่นานเกือบปีครึ่ง

เขาเป็นผู้ชายที่ภายนอกดูอบอุ่น แต่ในสายตาเรา กลับมีบางอย่างที่รู้สึกว่าเขาซ่อนความลับเอาไว้

เขาเคยพูดกับเราว่า ผู้หญิงที่ผ่าน ๆ มาส่วนใหญ่เข้าหาเขาเพราะหวังเรื่องเงิน

เราก็บอกเขาไปว่า

“แต่เราไม่ได้ต้องการเงินคุณ”

และนั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราคบกันได้นาน



แต่พอคบกันจริง ๆ เรากลับพบว่าอายุไม่ได้การันตีวุฒิภาวะ

ตอนแรกเราคิดว่าผู้ชายที่ผ่านชีวิตมามาก น่าจะมีวุฒิภาวะ มีเหตุผล และรู้จักรักษาความสัมพันธ์

แต่พออยู่ด้วยกันจริง ๆ เรากลับพบว่าไม่ใช่เลย

เวลาทะเลาะกันและเขาเป็นฝ่ายผิด เขาแทบไม่เคยพูดคำว่า “ขอโทษ”

บางครั้งถึงขั้นโมโห วีน หรือทุบโต๊ะ

และตรงนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า

คนญี่ปุ่นไม่ได้สุภาพ อ่อนโยน และมีเหตุผลทุกคนเหมือนภาพที่เราเคยจินตนาการไว้

คนก็คือคนค่ะ มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกันทุกชาติ

เราอดทนกับผู้ชายคนนี้มาก

แม้กระทั่งวันที่เราจับได้ว่าเขานอกใจ เราก็ยังให้อภัยหลายครั้ง

เราเคยพูดกับเขาเสมอว่า

“ตราบใดที่เรายังไม่ได้แต่งงานกัน คุณมีสิทธิ์เลือกคู่ชีวิตของคุณ และฉันเองก็มีสิทธิ์เลือกคู่ชีวิตของฉันเหมือนกัน”

แต่ทุกครั้งเขาก็ปฏิเสธ และสัญญาว่าจะไม่ทำอีก

ส่วนตัวเราเป็นคนที่จริงจังกับความรักมาก และที่ผ่านมาเราซื่อสัตย์กับความสัมพันธ์มาตลอด

แต่สุดท้ายเราก็ยังเจอเรื่องเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก



จับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงครั้งที่ 8

ถ้านับจริง ๆ เราจับได้ว่าเขามีเรื่องกับผู้หญิงคนอื่นถึง 8 ครั้ง

และครั้งที่ทำให้เรารู้สึกว่าพอแล้วจริง ๆ คือเรื่องที่เขาไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เราเองก็รู้จัก

ผู้หญิงคนนั้นอายุมากกว่าเราประมาณ 10 ปี

ตอนแรกเรารู้สึกได้ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไป แต่เราไม่ได้โวยวาย เรารอให้เขาพูดความจริงด้วยตัวเอง

สุดท้ายเราจึงค่อย ๆ รวบรวมหลักฐาน และถามเขาตรง ๆ

เรากับผู้หญิงคนนั้นคุยกันอย่างใจเย็นมาก

เราไม่ได้ต้องการทะเลาะ แค่อยากรู้ว่า

“มันเกิดอะไรขึ้น?”

“เราไม่ดีพอ หรือเขาไม่พอที่จะหยุด?”

แต่เขาก็ยังไม่ยอมรับ จนเราต้องเอาหลักฐานออกมา

สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็เปิดเผย

และผู้หญิงอีกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็เคยพยายามโพสต์ภาพบางอย่างลงโซเชียล แม้จะปิดหน้าเอาไว้ แต่สำหรับคนที่รู้จักกันมันก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร

ตอนนั้นเขาเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้น และกลับมาขอโทษเรา ร้องไห้ และขอให้เราให้อภัย

แต่ถามว่าเราให้อภัยไหม?

ให้อภัยค่ะ

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลับไป



เพราะเราไม่เคยคบเขาเพราะเงิน

เขาเคยคิดว่าผู้หญิงที่เข้ามาหาเขาต้องการเงิน

แต่เราอยากบอกตรงนี้เลยว่า…

เราไม่เคยหวังเงินเขาสักบาท

ตลอดเวลาที่คบกัน ค่าโรงแรมหลายครั้งเรายังเป็นคนจ่ายเองด้วยซ้ำ และถ้าจะพัก เราก็เลือก 4 ดาวขึ้นไปตามที่ตัวเองสะดวก

เพราะเราเป็นคนที่หาเงินเองและดูแลตัวเองได้

เราไม่ได้ต้องการผู้ชายมาเลี้ยง

เราแค่ต้องการคนที่รักเราและซื่อสัตย์กับเราเหมือนที่เราซื่อสัตย์กับเขา



จุดที่ความรักเปลี่ยนเป็นความเกลียด

สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลิกครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเขาแล้ว

แต่เพราะเราเคยรักเขามากจนวันหนึ่งมันกลายเป็น ความเจ็บ ความผิดหวัง และความโกรธ

เราเคยคิดว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย

เขาเองก็เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว มีลูก มีหลาน และอยู่ในวัยที่ควรจะคิดเรื่องชีวิตอย่างจริงจังได้แล้ว

แต่สุดท้ายพฤติกรรมบางอย่างก็ยังเหมือนเดิม

วันที่เราบอกว่าจะกลับประเทศไทย เขาพูดกับเราว่า

“ถ้าคุณกลับประเทศของคุณไป ฉันก็จะหาผู้หญิงคนใหม่”

เราก็สวนกลับไปทันทีว่า

“ที่ผ่านมายังหาไม่พออีกเหรอ?”

ตอนนั้นเราถึงได้รู้ว่าเขาเองก็เคยพยายามมองหาผู้หญิงเอเชียที่มีฐานะดี เพื่อหวังว่าจะสามารถย้ายไปใช้ชีวิตด้วยกันในอนาคต

เราก็เลยเริ่มเข้าใจหลายอย่างมากขึ้น



สุดท้ายเราเป็นคนเลือกเดินออกมาเอง

หลังจากจับได้หลายครั้ง เราตัดสินใจเลิก

เขาพยายามยื้อทุกทาง ไม่ยอมปล่อยเราไปง่าย ๆ

มีทั้งเอาเรื่องครอบครัว เรื่องแม่ เรื่องความรับผิดชอบต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลให้เราอยู่ต่อ

แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า…

ถ้าความสัมพันธ์หนึ่งทำให้เราต้องเจ็บซ้ำ ๆ เพื่อรักษามันไว้ แล้วมันยังเรียกว่าความรักอยู่ไหม?

เราจึงตัดสินใจทำเรื่องย้ายกลับประเทศไทย

เขาร้องไห้ ขอคืนดี และพยายามตามหาเรา

สุดท้ายเขายังตามมาถึงประเทศไทยด้วย

แต่เราไม่กลับไปแล้วค่ะ

เพราะเราเชื่ออย่างหนึ่งว่า

โอกาสไม่ควรมีให้กันแบบไม่มีที่สิ้นสุด

เขาได้รับโอกาสจากเราไปหมดแล้ว



สิ่งที่เราเพิ่งรู้หลังจากเลิกกัน

ต่อมาเราถึงได้รู้ว่า สิ่งที่เราเห็นมาตลอดอาจเป็นเพียง “โลกอีกใบ” ของเขา

ในความเป็นจริงเขายังมีภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

และนั่นทำให้เรายิ่งรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นเราเลือกแต่งงานกับเขาจริง ๆ ชีวิตเราอาจต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่เราไม่รู้เลยว่าเขาจะสร้างโลกอีกกี่ใบขึ้นมา

เราก็เลยเลือกกลับบ้าน

กลับมาหาครอบครัว

และมันทำให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยโลกก็ไม่ได้ใจร้ายกับเรามากเกินไป

เพราะวันที่เราเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น

เรายังมีบ้านให้กลับ
ยังมีครอบครัวรออยู่
และยังมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่



บทเรียนที่ได้จากการคบผู้ชายญี่ปุ่น

สิ่งที่เราอยากบอกคนที่กำลังคิดว่า

“อยากมีแฟนญี่ปุ่นจัง”

เราไม่ได้จะบอกว่าอย่าคบค่ะ

เพราะคนญี่ปุ่นดี ๆ ก็มีเยอะมาก

และผู้ชายไทยที่ไม่ดี ผู้ชายชาติอื่นที่ไม่ดี ก็มีเหมือนกัน

อย่าเอาสัญชาติเป็นตัวการันตีความรัก

อย่าคิดว่าคนอายุมากจะมีวุฒิภาวะมากกว่า

อย่าคิดว่าคนมีฐานะจะดูแลเราได้ดี

และอย่าคิดว่าคนที่ดูสุภาพ อ่อนโยน หรือพูดจาดีในตอนแรก จะเป็นแบบนั้นตลอดไป

ให้ดูที่ “การกระทำ” ในระยะยาว

เพราะสุดท้ายแล้ว…

ความรักไม่ได้วัดกันที่อายุ
ไม่ได้วัดกันที่สัญชาติ
ไม่ได้วัดกันที่เงิน
แต่วัดกันที่ความซื่อสัตย์และการให้เกียรติกัน

ส่วนข้อบกพร่องของเราในสายตาเขาคือ เราเป็นคนที่ “แฟร์เกินไป”

เราไม่ชอบรายงานว่าอยู่ไหน ทำอะไร ตลอดเวลา เพราะเราไม่เคยใช้ชีวิตแบบนั้น

แต่เขากลับต้องการให้เราทำทุกอย่างอยู่ในกรอบที่เขาวางไว้

สุดท้ายเราก็รู้ว่า ต่อให้เราพยายามเป็นคนรักที่ดีแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ มันก็ไม่มีทางพอ

เขาพยายามสร้างโลกใบที่ 3 ขึ้นมาอีกหลังจากโลกของเราพังไปแล้ว

แต่ครั้งนี้เราเลือกไม่เข้าไปอยู่ในโลกของเขาอีก

เราเลือกเดินออกมา

และปิดทุกโลกของเขาที่เราเคยมีส่วนเกี่ยวข้องลงด้วยตัวเอง



วันนี้เรายังเชื่อในความรักนะคะ

เรายังเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราอาจเจอคนที่รักเดียว ซื่อสัตย์ และมองความสัมพันธ์เหมือนที่เรามอง

เราไม่ได้ต้องการคนรวย

ไม่ได้ต้องการคนต่างชาติ

ไม่ได้ต้องการคนอายุมากหรือน้อยกว่า

เราแค่ต้องการคนที่ เลือกเราและซื่อสัตย์กับเรา แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

ส่วนผู้ชายคนนี้…

เราก็ต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน

เพราะเขาทำให้เราเรียนรู้ว่า

การคบคนอายุมาก ไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขมากกว่า

บางคนผ่านชีวิตมามากก็จริง
แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา

และบางคนอาจคิดว่า

“ชีวิตคนเราสั้น เดี๋ยวก็ตายแล้ว ใช้ชีวิตให้สุด”

แต่สำหรับเรา…

ชีวิตสั้นเหมือนกันค่ะ
เพราะฉะนั้นเราเลยเลือกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคนที่ทำให้เรามีความสุข ไม่ใช่คนที่ทำให้เราต้องทนทุกข์
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่