“พิธา”เดินสายชายแดนใต้เยี่ยมอาสาสมัครยช.ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_662076/
“พิธา“ เดินสายจังหวัดชายแดนใต้ เยี่ยมอาสาสมัครเยาวชนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ปลื้มพลังคนรุ่นใหม่ร่วมบรรเทาวิกฤต แนะถอดบทเรียนบริหารจัดการทั้ง 3 ระยะ ก่อน-ระหว่าง-หลังท่วม
นาย
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นาย
รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจการทำงานของกลุ่มอาสาสมัครที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหาย หลังเหตุอุทกภัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา
โดยเริ่มต้นตั้งแต่การรับฟังปัญหาที่ รพ.สต.บ้านนาโอน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คุรุภัณฑ์อุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญได้รับความเสียหายจนไม่สามารถให้บริการ
ประชาชนได้ตามปกติ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ประสานงานอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ร่วมรับฟังกระบวนการทำงานของอาสาสมัคร
ก่อนร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจอาสาสมัครล้างบ้านที่หน้างานใน อ.รามัน จ.ยะลา แล้วจึงเดินทางต่อไปยังวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี ร่วมรับฟังกระบวนการออกให้ความช่วยเหลือประชาชน
ในการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม โดยอาสาสมัครนักเรียนและคณาจารย์วิทยาลัยฯ ก่อนร่วมส่งมอบอุปกรณ์การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับบริจาคมาจากบริษัท Pumpkin ให้กับกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าว
นาย
พิธา กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้มาพบในวันนี้และรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ ก็คือการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ในทุกพื้นที่ ในการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน นี่เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ในยามวิกฤติที่น่าชื่นชมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลานี้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนไม่ได้ลดลงตามด้วย เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือการฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งในส่วนของพรรคก้าวไกลหลังจากที่ได้มารับฟังปัญหาวันนี้แล้ว มีงานที่ต้องกลับไปทำ ในการนำเรื่องต่างๆ เข้าหารือในกรรมาธิการคณะต่างๆ ที่พรรคก้าวไกลมีสมาชิกอยู่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร เพื่อบรรเทาปัญหาทั้งพืชผลและปศุสัตว์ที่สูญเสีย ทั้งเรื่องสาธารณสุข ในกรณีที่มี รพ.สต. ได้รับผลกระทบสิบกว่าแห่ง คุรุภัณฑ์สูญเสียกับน้ำท่วม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีธุรกิจชำระหนี้ไม่ได้ ฯลฯ
ทั้งนี้ จากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ครั้งนี้ หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล สิ่งที่จะต้องทำหลังจากผ่านกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาไปแล้ว ก็คือการถอดบทเรียน ทั้งก่อนท่วม ระหว่างท่วม และหลังท่วม จะต้องบริหารจัดการอย่างไร เพราะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่หนึ่งที่จะต้องมีการศึกษา แบ่งเฟสการรับมือให้มีความชัดเจน จะทำอย่างไรให้การแจ้งเตือนมีความแม่นยำมากขึ้น การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ไปศูนย์อพยพจะต้องรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้หญิง และเด็กให้มากขึ้น ระหว่างท่วมจะต้องมีการประเมินที่แม่นยำให้เกิดการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้านกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาให้กลับมาสู่สภาพปกติจะต้องทำให้เร็วที่สุด
ส่วนในระยะยาวที่สุด จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ เพราะปัญหาที่ตนได้มารับฟังวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการแบบรวมศูนย์ เช่น เรื่องของเรือ ที่ต้องอาศัยจากกระทรวงกรมที่แตกต่างกันไป ท้องถิ่นไม่มีทรัพยากรหรืออำนาจที่จะไปดำเนินการเองได้อย่างเต็มที่ การจัดการปัญหาภัยพิบัติในอนาคตจะต้องมึการบริหารที่เน้นจากท้องถิ่นมากขึ้น ให้คนใกล้ปัญหาได้เป็นคนแก้ปัญหา โดยไม่ต้องรอกระทรวงกรมต่างๆ เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ในฐานะฝ่ายค้านวันนี้ สิ่งที่พรรคก้าวไกลทำได้คือการทำหน้าที่พูดแทนประชาชนที่เสียงของพวกเขาส่งไปไม่ถึง จากการได้ลงพื้นที่จริง ได้เห็นปัญหาจริง สื่อสารแทนประชาขน ใช้กลไกกรรมาธิการเข้าไปจี้กับผู้มีอำนาจในด้านต่างๆ ให้เห็นภาพความเดือดร้อนของประชาชน พรรคก้าวไกลจะเน้นการทำงานเชิงรุกเช่นนี้ไปเก็บเกึ่ยวประสบการณ์ ก่อนเข้าสู่การบริหารในฐานะรัฐบาลในอนาคตต่อไป
กัณวีร์ ให้กำลังใจ 'ซาฮารี เจ๊ะหลง' ถูกดีเอสไอเรียกสอบ เหตุเปิดเพจ 'พ่อบ้านใจกล้า'
https://www.matichon.co.th/politics/news_4364194
กัณวีร์ ให้กำลังใจ ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ถูกดีเอสไอเรียกสอบ เหตุเปิดเพจ พ่อบ้านใจกล้า ระดมทุนผู้ได้รับผลจาก3จว.ชายแดน
วันที่ 8 มกราคม นาย
กัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ส่งกำลังใจให้ ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ที่ต้องไปรายงานต่อดีเอสไอ จ.ปัตตานี ในเช้าวันนี้ ตามหมายเรียกคดีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากการเปิดเพจ ‘
พ่อบ้านใจกล้า’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก โดยมีเนื้อหาต่อไปนี้
‘มนุษยธรรมไม่ใช่อาชญากรรม’
ขอส่งกำลังใจให้ แบ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ที่ต้องไปรายงานต่อดีเอสไอ จ.ปัตตานี ในเช้าวันนี้ (8 ม.ค.67) ตามหมายเรียกคดีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากการเปิดเพจ ‘พ่อบ้านใจกล้า’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก
จากความตั้งใจเพื่อมนุษยธรรม กำลังกลายเป็นอาชญากรรม เป็นสิ่งต้องช่วยกันจับตาต่อการดำเนินคดีปิดปากอีก 1 คดีใน จชต.จากจำนวนกว่า 40 คนที่กำลังถูกการบังคับใช้กฏหมายมาปิดปาก
ซาฮารึ เป็น Hometown Hero ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อมนุษยธรม และเป็นปากเสียงให้กับชุมชน ปกป้องสิทธิชุมชน ซึ่งเริ่มทำงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
หลักการมนุษยธรรมที่หลายคนไม่เข้าใจเพราะมันอาจเข้าใจยาก นั่นคือ การยึดเอาบุคคลในความห่วงใยเป็นศูนย์กลาง โดยปราศจากความเอนเอียง ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเป็นกลางและไม่ถูกครอบงำใดๆ จากใครๆ ก็ตาม
ในสถานกาาณ์สงคราม หลายครั้งการทำงานเพื่อมนุษยธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามเพื่อแอบอ้างถึงความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง และผู้ที่ทำงานด้านนี้มักตรงอยู่ในจุดที่อ่อนไหวและมักกลายเป็นเหยื่อเสียเอง อาทิ การถูกลักพาตัว การถูกลอบทำร้าย ฯลฯ
การทำงานเพื่อมนุษยธรรม เป็นหลักพื้นฐานของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ที่เราควรส่งเสริม ไม่ใช่การใช้ทำลาย ปิดกั้น คุกคาม และปิดปาก
เพราะ ‘มนุษยธรรม ไม่ใช่อาชญากรรม’
ไม่ได้เดินทางไปให้กำลังใจ Zahri Ishak ด้วยตัวเองวันนี้เพราะติดภารกิจที่ จ.ภูเก็ต แต่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/pfbid0221VYuG82xEnniADBneig1Sb1wpHtMnc9QpxxWDcVsSmgeHtb7F51kUqbi25GagF1l
'เศรษฐา-หนุ่มเมืองจันท์-สมาคม SME' รุม 'แบงก์ชาติ' ไม่ควบคุมแบงก์เอกชน-ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางเงินเฟ้อ
https://ch3plus.com/news/economy/morning/381663
วานนี้ (7 ม.ค. 67)
หนุ่มเมืองจันท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า
”
แบงก์กำไรสูงสุด 2.2 แสนล้าน
อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น-BBL แชมป์“
เห็นพาดหัวข่าวของ ”ประชาชาติธุรกิจ“ วันนี้แล้วอึ้งเลยครับ
ผมไม่รู้ว่า “แบงก์ชาติ” จะรู้สึกตะหงิดอะไรในใจบ้างไหม
1.ถ้าเศรษฐกิจดี ประชาชนมีกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ ทุกธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น ธุรกิจแบงก์ที่เปรียบเสมือน “หัวใจ” สูบฉีดเลือดหรือเงินไปเลี้ยงร่างกายหรือภาคธุรกิจจะมีกำไรในสถานการณ์แบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ร่างกายดี หัวใจก็ควรจะแข็งแรง
2.แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้แย่มาก แบงก์ชาติเพิ่งปรับลด GDP ปี 2566 จาก 3.6% เหลือ 2.4% พ่อค้าแม่ค้าบ่นว่าขายของไม่ดี ธุรกิจเอสเอ็มอี 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 เลิกกิจการ 17,858 ราย เพิ่มขึ้นจากปี2565 ถึง 11% รถยนต์ถูกยึดเดือนละ 27,000 คัน เพราะคนผ่อนไม่ไหว
3.คนที่ยื่นเรื่องขอกู้ซื้อบ้านถูกแบงก์ปฏิเสธประมาณ 50%. แต่ถ้าเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียมราคา 1-3 ล้านบาท อัตราการกู้ไม่ผ่านสูงถึง 70% เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่าผ่อนบ้านต่อเดือนสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม แบงก์ไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย
4.ลำพังแค่เศรษฐกิจไม่ดี แต่แบงก์กำไรเพิ่มขึ้นก็ถือว่าผิดปกติแล้ว เหมือนร่างกายอ่อนแอ แต่หัวใจกลับแข็งแรง พอมาดูเหตุผลว่าทำไมแบงก์ไทยทำกำไรได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ตั้งแบงก์มา…ยิ่งน่าตกใจ รู้ไหมครับว่ากำไรที่สูงลิ่วของแบงก์มาจากอะไร
“การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” หรือ NIM ครับ หมายความว่าในขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น แบงก์ก็ขยับ “ส่วนต่าง” ของดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ของแบงก์ไทยเพิ่มขึ้นจากเดิม จ่ายดอกเบี้ยคนฝากเงินน้อยๆ แต่ให้กู้แพงๆ ทำกำไรแบบง่ายๆ
นักวิเคราะห์บอกว่าแบงก์ที่กำไรจาก “ส่วนต่าง” นี้มากที่สุด คือ แบงก์กรุงเทพ อย่าแปลกใจ เพราะดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปีของแบงก์กรุงเทพต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับแบงก์ใหญ่ทั้งหมด ตอนนี้อยู่ที่ 1.6% ในขณะที่แบงก์อื่นขยับขึ้นเป็น 2-2.2 % แล้วที่มีคนกล่าวหาว่าแบงก์เป็น “เสือนอนกิน” จึงไม่ใช่คำกล่าวหา
5.ประเด็นสำคัญ ก็คือ หน่วยงานที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่รู้สึกว่าผิดปกติบ้างหรือครับ เมื่อ GDP ที่เป็นดัชนีบอกว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเท่าไร
แบงก์ชาติบอกว่าปี 2566 ประมาณ 2.4% แต่ธุรกิจธนาคารที่คุมระบบการเงินของประเทศเติบโตสูงถึง 18.5% หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึงเกือบ 8 เท่าตัว
ความผิดเพี้ยนแบบนี้รัฐบาลและแบงก์ชาติไม่รู้สึก “เอ๊ะ” อะไรบ้างหรือครับ
“แบงก์ชาติ” นั้นเหมือนคุณหมอที่ดูแลเรื่อง “หัวใจ” มื่อเห็นการทำงานของ “หัวใจ” เต้นผิดปกติแบบนี้ จะไม่คิดทำอะไรบ้างเลยหรือ
หรือเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจประเทศ ที่แบงก์ชาติบอกว่า “กำลังฟื้นตัว”
-------------
ต่อมา กิ
ตติรัตน์ ณ ระนอง - Kittiratt Na-Ranong ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุช้อความว่า
ธุรกิจที่การแข่งขันต่ำ รวมหัวกัน "ทำกำไรสูง" บนความวินาศของลูกค้า... ถือว่าน่ารังเกียจนัก
และที่น่าตำหนิที่สุด คือ "ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง" ที่ (ไม่) กำกับดูแล
-------------
ด้านนาย
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ส่งท้ายปี2566 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ว่า มาตรการสำคัญเร่งด่วน เรื่องหนึ่งคือ มาตรการพักหนี้-ปลดหนี้เอสเอ็มอี โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นั้น เอสเอ็มอีขอชื่นชมและสนับสนุนมาตรการนี้ แต่มีประเด็นเพิ่มเติม คือ การใช้กลไก บสย. เป็นหลัก ควรออกแบบให้มีกลไก การถอดบทเรียน บ่มเพาะ เอสเอ็มอี ประเมินมีระบบส่งต่อและมีแผนยกระดับขีดความสามารถเอสเอ็มอี
ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อทำแผนธุรกิจใหม่อย่างง่าย โดยอาจนำ Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เข้ามาช่วยให้ เอสเอ็มอี กลุ่มนี้เข้าถึงพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน มีภูมิคุ้มกันในอนาคต มีกลยุทธ์การตลาดเพิ่มจะทำให้การพักหนี้ได้ประโยชน์ และช่วยส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินในอนาคต ยกระดับคุณภาพหนี้ครัวเรือน ลดหนี้เสีย และหนี้นอกระบบ อีกทั้ง การเปิดให้เอสเอ็มอี ลงทะเบียน ควรมีช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในวงกว้างสร้างการรับรู้ และหากมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ต้องได้รับการช่วยเหลืออาจมีการแจ้งโครงการดังกล่าวให้ทราบโดยตรงด้วยจะเป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอี อย่างยิ่ง นอกจาก บสย ที่จะช่วย เอสเอ็มอี ได้ 69,000 ราย เบื้องต้นจาก 2 โครงการ ควรเร่งดำเนินการในกลุ่ม Non bank PICO NANO Finance เพิ่มเติม เพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง และรายได้ต่ำ ซึ่งต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
JJNY : “พิธา”เยี่ยมอาสาสมัครยช.│กัณวีร์ให้กำลังใจ'ซาฮารี เจ๊ะหลง'│รุม'แบงก์ชาติ' ไม่คุมแบงก์เอกชน│ต่างชาติโบกมือลาจีนต่อ
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_662076/
“พิธา“ เดินสายจังหวัดชายแดนใต้ เยี่ยมอาสาสมัครเยาวชนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ปลื้มพลังคนรุ่นใหม่ร่วมบรรเทาวิกฤต แนะถอดบทเรียนบริหารจัดการทั้ง 3 ระยะ ก่อน-ระหว่าง-หลังท่วม
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจการทำงานของกลุ่มอาสาสมัครที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหาย หลังเหตุอุทกภัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา
โดยเริ่มต้นตั้งแต่การรับฟังปัญหาที่ รพ.สต.บ้านนาโอน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คุรุภัณฑ์อุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญได้รับความเสียหายจนไม่สามารถให้บริการ
ประชาชนได้ตามปกติ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ประสานงานอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ร่วมรับฟังกระบวนการทำงานของอาสาสมัคร
ก่อนร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจอาสาสมัครล้างบ้านที่หน้างานใน อ.รามัน จ.ยะลา แล้วจึงเดินทางต่อไปยังวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี ร่วมรับฟังกระบวนการออกให้ความช่วยเหลือประชาชน
ในการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม โดยอาสาสมัครนักเรียนและคณาจารย์วิทยาลัยฯ ก่อนร่วมส่งมอบอุปกรณ์การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับบริจาคมาจากบริษัท Pumpkin ให้กับกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าว
นายพิธา กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้มาพบในวันนี้และรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ ก็คือการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ในทุกพื้นที่ ในการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน นี่เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ในยามวิกฤติที่น่าชื่นชมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลานี้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนไม่ได้ลดลงตามด้วย เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือการฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งในส่วนของพรรคก้าวไกลหลังจากที่ได้มารับฟังปัญหาวันนี้แล้ว มีงานที่ต้องกลับไปทำ ในการนำเรื่องต่างๆ เข้าหารือในกรรมาธิการคณะต่างๆ ที่พรรคก้าวไกลมีสมาชิกอยู่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร เพื่อบรรเทาปัญหาทั้งพืชผลและปศุสัตว์ที่สูญเสีย ทั้งเรื่องสาธารณสุข ในกรณีที่มี รพ.สต. ได้รับผลกระทบสิบกว่าแห่ง คุรุภัณฑ์สูญเสียกับน้ำท่วม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีธุรกิจชำระหนี้ไม่ได้ ฯลฯ
ทั้งนี้ จากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ครั้งนี้ หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล สิ่งที่จะต้องทำหลังจากผ่านกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาไปแล้ว ก็คือการถอดบทเรียน ทั้งก่อนท่วม ระหว่างท่วม และหลังท่วม จะต้องบริหารจัดการอย่างไร เพราะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่หนึ่งที่จะต้องมีการศึกษา แบ่งเฟสการรับมือให้มีความชัดเจน จะทำอย่างไรให้การแจ้งเตือนมีความแม่นยำมากขึ้น การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ไปศูนย์อพยพจะต้องรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้หญิง และเด็กให้มากขึ้น ระหว่างท่วมจะต้องมีการประเมินที่แม่นยำให้เกิดการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้านกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาให้กลับมาสู่สภาพปกติจะต้องทำให้เร็วที่สุด
ส่วนในระยะยาวที่สุด จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ เพราะปัญหาที่ตนได้มารับฟังวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการแบบรวมศูนย์ เช่น เรื่องของเรือ ที่ต้องอาศัยจากกระทรวงกรมที่แตกต่างกันไป ท้องถิ่นไม่มีทรัพยากรหรืออำนาจที่จะไปดำเนินการเองได้อย่างเต็มที่ การจัดการปัญหาภัยพิบัติในอนาคตจะต้องมึการบริหารที่เน้นจากท้องถิ่นมากขึ้น ให้คนใกล้ปัญหาได้เป็นคนแก้ปัญหา โดยไม่ต้องรอกระทรวงกรมต่างๆ เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ในฐานะฝ่ายค้านวันนี้ สิ่งที่พรรคก้าวไกลทำได้คือการทำหน้าที่พูดแทนประชาชนที่เสียงของพวกเขาส่งไปไม่ถึง จากการได้ลงพื้นที่จริง ได้เห็นปัญหาจริง สื่อสารแทนประชาขน ใช้กลไกกรรมาธิการเข้าไปจี้กับผู้มีอำนาจในด้านต่างๆ ให้เห็นภาพความเดือดร้อนของประชาชน พรรคก้าวไกลจะเน้นการทำงานเชิงรุกเช่นนี้ไปเก็บเกึ่ยวประสบการณ์ ก่อนเข้าสู่การบริหารในฐานะรัฐบาลในอนาคตต่อไป
กัณวีร์ ให้กำลังใจ 'ซาฮารี เจ๊ะหลง' ถูกดีเอสไอเรียกสอบ เหตุเปิดเพจ 'พ่อบ้านใจกล้า'
https://www.matichon.co.th/politics/news_4364194
กัณวีร์ ให้กำลังใจ ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ถูกดีเอสไอเรียกสอบ เหตุเปิดเพจ พ่อบ้านใจกล้า ระดมทุนผู้ได้รับผลจาก3จว.ชายแดน
วันที่ 8 มกราคม นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ส่งกำลังใจให้ ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ที่ต้องไปรายงานต่อดีเอสไอ จ.ปัตตานี ในเช้าวันนี้ ตามหมายเรียกคดีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากการเปิดเพจ ‘พ่อบ้านใจกล้า’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก โดยมีเนื้อหาต่อไปนี้
‘มนุษยธรรมไม่ใช่อาชญากรรม’
ขอส่งกำลังใจให้ แบ‘ซาฮารี เจ๊ะหลง’ ที่ต้องไปรายงานต่อดีเอสไอ จ.ปัตตานี ในเช้าวันนี้ (8 ม.ค.67) ตามหมายเรียกคดีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากการเปิดเพจ ‘พ่อบ้านใจกล้า’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก
จากความตั้งใจเพื่อมนุษยธรรม กำลังกลายเป็นอาชญากรรม เป็นสิ่งต้องช่วยกันจับตาต่อการดำเนินคดีปิดปากอีก 1 คดีใน จชต.จากจำนวนกว่า 40 คนที่กำลังถูกการบังคับใช้กฏหมายมาปิดปาก
ซาฮารึ เป็น Hometown Hero ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อมนุษยธรม และเป็นปากเสียงให้กับชุมชน ปกป้องสิทธิชุมชน ซึ่งเริ่มทำงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
หลักการมนุษยธรรมที่หลายคนไม่เข้าใจเพราะมันอาจเข้าใจยาก นั่นคือ การยึดเอาบุคคลในความห่วงใยเป็นศูนย์กลาง โดยปราศจากความเอนเอียง ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเป็นกลางและไม่ถูกครอบงำใดๆ จากใครๆ ก็ตาม
ในสถานกาาณ์สงคราม หลายครั้งการทำงานเพื่อมนุษยธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามเพื่อแอบอ้างถึงความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง และผู้ที่ทำงานด้านนี้มักตรงอยู่ในจุดที่อ่อนไหวและมักกลายเป็นเหยื่อเสียเอง อาทิ การถูกลักพาตัว การถูกลอบทำร้าย ฯลฯ
การทำงานเพื่อมนุษยธรรม เป็นหลักพื้นฐานของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ที่เราควรส่งเสริม ไม่ใช่การใช้ทำลาย ปิดกั้น คุกคาม และปิดปาก
เพราะ ‘มนุษยธรรม ไม่ใช่อาชญากรรม’
ไม่ได้เดินทางไปให้กำลังใจ Zahri Ishak ด้วยตัวเองวันนี้เพราะติดภารกิจที่ จ.ภูเก็ต แต่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/pfbid0221VYuG82xEnniADBneig1Sb1wpHtMnc9QpxxWDcVsSmgeHtb7F51kUqbi25GagF1l
'เศรษฐา-หนุ่มเมืองจันท์-สมาคม SME' รุม 'แบงก์ชาติ' ไม่ควบคุมแบงก์เอกชน-ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางเงินเฟ้อ
https://ch3plus.com/news/economy/morning/381663
วานนี้ (7 ม.ค. 67) หนุ่มเมืองจันท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า
”แบงก์กำไรสูงสุด 2.2 แสนล้าน
อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น-BBL แชมป์“
เห็นพาดหัวข่าวของ ”ประชาชาติธุรกิจ“ วันนี้แล้วอึ้งเลยครับ
ผมไม่รู้ว่า “แบงก์ชาติ” จะรู้สึกตะหงิดอะไรในใจบ้างไหม
1.ถ้าเศรษฐกิจดี ประชาชนมีกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ ทุกธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น ธุรกิจแบงก์ที่เปรียบเสมือน “หัวใจ” สูบฉีดเลือดหรือเงินไปเลี้ยงร่างกายหรือภาคธุรกิจจะมีกำไรในสถานการณ์แบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ร่างกายดี หัวใจก็ควรจะแข็งแรง
2.แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้แย่มาก แบงก์ชาติเพิ่งปรับลด GDP ปี 2566 จาก 3.6% เหลือ 2.4% พ่อค้าแม่ค้าบ่นว่าขายของไม่ดี ธุรกิจเอสเอ็มอี 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 เลิกกิจการ 17,858 ราย เพิ่มขึ้นจากปี2565 ถึง 11% รถยนต์ถูกยึดเดือนละ 27,000 คัน เพราะคนผ่อนไม่ไหว
3.คนที่ยื่นเรื่องขอกู้ซื้อบ้านถูกแบงก์ปฏิเสธประมาณ 50%. แต่ถ้าเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียมราคา 1-3 ล้านบาท อัตราการกู้ไม่ผ่านสูงถึง 70% เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ค่าผ่อนบ้านต่อเดือนสูงขึ้นในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม แบงก์ไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย
4.ลำพังแค่เศรษฐกิจไม่ดี แต่แบงก์กำไรเพิ่มขึ้นก็ถือว่าผิดปกติแล้ว เหมือนร่างกายอ่อนแอ แต่หัวใจกลับแข็งแรง พอมาดูเหตุผลว่าทำไมแบงก์ไทยทำกำไรได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ตั้งแบงก์มา…ยิ่งน่าตกใจ รู้ไหมครับว่ากำไรที่สูงลิ่วของแบงก์มาจากอะไร
“การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” หรือ NIM ครับ หมายความว่าในขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น แบงก์ก็ขยับ “ส่วนต่าง” ของดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ของแบงก์ไทยเพิ่มขึ้นจากเดิม จ่ายดอกเบี้ยคนฝากเงินน้อยๆ แต่ให้กู้แพงๆ ทำกำไรแบบง่ายๆ
นักวิเคราะห์บอกว่าแบงก์ที่กำไรจาก “ส่วนต่าง” นี้มากที่สุด คือ แบงก์กรุงเทพ อย่าแปลกใจ เพราะดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปีของแบงก์กรุงเทพต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับแบงก์ใหญ่ทั้งหมด ตอนนี้อยู่ที่ 1.6% ในขณะที่แบงก์อื่นขยับขึ้นเป็น 2-2.2 % แล้วที่มีคนกล่าวหาว่าแบงก์เป็น “เสือนอนกิน” จึงไม่ใช่คำกล่าวหา
5.ประเด็นสำคัญ ก็คือ หน่วยงานที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่รู้สึกว่าผิดปกติบ้างหรือครับ เมื่อ GDP ที่เป็นดัชนีบอกว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเท่าไร
แบงก์ชาติบอกว่าปี 2566 ประมาณ 2.4% แต่ธุรกิจธนาคารที่คุมระบบการเงินของประเทศเติบโตสูงถึง 18.5% หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึงเกือบ 8 เท่าตัว
ความผิดเพี้ยนแบบนี้รัฐบาลและแบงก์ชาติไม่รู้สึก “เอ๊ะ” อะไรบ้างหรือครับ
“แบงก์ชาติ” นั้นเหมือนคุณหมอที่ดูแลเรื่อง “หัวใจ” มื่อเห็นการทำงานของ “หัวใจ” เต้นผิดปกติแบบนี้ จะไม่คิดทำอะไรบ้างเลยหรือ
หรือเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจประเทศ ที่แบงก์ชาติบอกว่า “กำลังฟื้นตัว”
-------------
ต่อมา กิตติรัตน์ ณ ระนอง - Kittiratt Na-Ranong ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุช้อความว่า
ธุรกิจที่การแข่งขันต่ำ รวมหัวกัน "ทำกำไรสูง" บนความวินาศของลูกค้า... ถือว่าน่ารังเกียจนัก
และที่น่าตำหนิที่สุด คือ "ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง" ที่ (ไม่) กำกับดูแล
-------------
ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ส่งท้ายปี2566 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ว่า มาตรการสำคัญเร่งด่วน เรื่องหนึ่งคือ มาตรการพักหนี้-ปลดหนี้เอสเอ็มอี โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นั้น เอสเอ็มอีขอชื่นชมและสนับสนุนมาตรการนี้ แต่มีประเด็นเพิ่มเติม คือ การใช้กลไก บสย. เป็นหลัก ควรออกแบบให้มีกลไก การถอดบทเรียน บ่มเพาะ เอสเอ็มอี ประเมินมีระบบส่งต่อและมีแผนยกระดับขีดความสามารถเอสเอ็มอี
ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อทำแผนธุรกิจใหม่อย่างง่าย โดยอาจนำ Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เข้ามาช่วยให้ เอสเอ็มอี กลุ่มนี้เข้าถึงพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน มีภูมิคุ้มกันในอนาคต มีกลยุทธ์การตลาดเพิ่มจะทำให้การพักหนี้ได้ประโยชน์ และช่วยส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินในอนาคต ยกระดับคุณภาพหนี้ครัวเรือน ลดหนี้เสีย และหนี้นอกระบบ อีกทั้ง การเปิดให้เอสเอ็มอี ลงทะเบียน ควรมีช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในวงกว้างสร้างการรับรู้ และหากมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ต้องได้รับการช่วยเหลืออาจมีการแจ้งโครงการดังกล่าวให้ทราบโดยตรงด้วยจะเป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอี อย่างยิ่ง นอกจาก บสย ที่จะช่วย เอสเอ็มอี ได้ 69,000 ราย เบื้องต้นจาก 2 โครงการ ควรเร่งดำเนินการในกลุ่ม Non bank PICO NANO Finance เพิ่มเติม เพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง และรายได้ต่ำ ซึ่งต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน