แบงก์กวาดกำไร 2.65 แสนล้าน ปี’68 ไม่แย่-ฟันธงยืนระดับจ่ายปันผลสูง

คงได้เห็นผลงานในปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ที่แจ้งงบการเงินงวดไตรมาส 4/2568 และงวดปี 2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กันไปแล้ว ประกอบด้วย บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) และธนาคารไทยเครดิต (Credit)

แบงก์โกยกำไร เพิ่ม 3.63%
โดยภาพรวม 11 แบงก์มีกำไรสุทธิในปี 2568 รวมกันที่ 265,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.63% เทียบปีก่อน (YOY) แบงก์ที่มีกำไรสูงสุด คือ กสิกรไทย 49,565 ล้านบาท แต่กำไรทรงตัว YOY ขณะที่กรุงไทยกำไร 48,229 ล้านบาท เอสซีบี เอกซ์ อยู่ที่ 47,488 ล้านบาท แบงก์กรุงเทพกำไร 46,007 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในบรรดา 4 แบงก์ใหญ่ แบงก์ที่กำไรเพิ่มมากที่สุด คือ เอสซีบี เอกซ์ เพิ่มขึ้น 8.07% รองลงมา กรุงไทยเพิ่ม 4.5% แบงก์กรุงเทพเพิ่ม 1.76%

อย่างไรก็ดี หากดูกำไรแบงก์ที่มีอัตราเติบโตมากที่สุด จะเป็นธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่เพิ่มขึ้น 40.94% รองลงมา ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ที่เพิ่มขึ้น 17.53% และไทยเครดิตเพิ่มขึ้น 10.82%

ซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากรายได้จากการลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และการลดค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แบงก์ทยอยลดสำรองหนี้ฯ อยู่ที่ 2.22 แสนล้าน ลดลง -5.29%

ขณะที่ภาพรวมการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ หรือการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 2.22 แสนล้านบาท ลดลง 5.29% YOY โดยแบงก์ที่สัดส่วนตั้งสำรองลดลงมากที่สุด คือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดลง 49.89% รองลงมา ไทยเครดิต ลดลง 22.25% ทีทีบี 16.96% กสิกรไทยลดลง 14.69% โดยหากดูเฉพาะในไตรมาส 4/2568 แบงก์ตั้งสำรองรวมกันที่ 53,454 ล้านบาท ลดลง 5.90% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)

โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวมของ 11 แบงก์ อยู่ที่ 531,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.02% จากปี 2567 ซึ่งแบงก์ที่มีสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 20.43% แบงก์กรุงเทพ เพิ่มขึ้น 10.29% อย่างไรก็ดี เอ็นพีแอลในไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มปรับลดลง 1.38% จากไตรมาสก่อนหน้า



NIM ปรับลดลงตามดอกเบี้ย
ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ภาพรวมปรับลดลง 8.07% เป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีเพียงธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ NIM ปรับเพิ่มขึ้น จาก 4.28% มาอยู่ที่ 4.35% หรือเพิ่มขึ้น 1.64% เป็นผลมาจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินเชิงรุก

แบงก์ใหญ่ประกาศงบฯ หุ้นร่วง
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่หุ้นแบงก์ตก ในขณะที่ SET Index จะปรับขึ้น เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่แบงก์ใหญ่แจ้งงบฯ กันออกมา สาเหตุมาจากการที่งบการเงินโดยรวมออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้มีแรงเทขาย เนื่องจากหุ้นแบงก์มีการปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่วันต่อมา (22 ม.ค.) หุ้นแบงก์ก็กลับมาบวกได้ตามเดิม

ทั้งนี้ งบฯ แบงก์ในไตรมาส 4/2568 ที่ออกมาตัวเลขดูไม่ค่อยดี จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังปรับลดลง ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่สินเชื่อที่โตดีจะเป็นสินเชื่อที่ดอกเบี้ยถูก หรือสินเชื่อภาครัฐ ทำให้กด NIM ลง และที่มีผลอย่างมากคือ กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน ที่ไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลงมากประมาณ 45% และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่สูงขึ้น

“สินเชื่อในปี 2568 ที่ผ่านมาติดลบ แต่ว่าในไตรมาส 4 บวกประมาณ 1.6% เทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยเอ็นพีแอลดูดีขึ้น ปรับลดลง 1% หลัก ๆ มาจาก BBL ที่เอ็นพีแอลลดลงเยอะมาก”

แบงก์เล็กผลงานดี-KKP เด่น
นายธนเดชกล่าวว่า ผลงานแบงก์ที่ออกมาในปีที่ผ่านมา ที่โดดเด่นจะเป็นแบงก์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ KKP ที่ทำได้ดีแบบฉีกโผ ทั้งสินเชื่อ NIM รายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงขาดทุนจากรถยึดลดลงอีกด้วย ส่วนแบงก์ใหญ่จะออกมาไม่ดีเท่า อย่าง KTB ก็ออกมากลาง ๆ ขณะที่ SCB กำไรในไตรมาส 4 ลดลง ก็เพราะว่าช่วง 9 เดือนแรกทำผลงานได้ดีแล้ว จึงมีการมาตั้งสำรองหนี้เพิ่ม

เนื่องจากปีนี้ NIM ก็อาจจะลดลง ซึ่งแบงก์จะมีข้ออ้างขอตั้งสำรองหนี้ส่วนเกินลดลงได้ในปีนี้ เป็นการบริหารจัดการของแบงก์ เพราะถ้าปี 2569 สถานการณ์ทุกอย่างยังไม่ฟื้นตัว สำรองหนี้ส่วนเกินที่ตั้งไว้จะช่วยลดผลกระทบ ช่วยพยุงกำไรไม่ให้ลดลงมากได้

ด้าน BBL กำไรไตรมาส 4 ออกมาดูแย่ ก็เพราะสินเชื่อไม่โต NIM ก็ลดลง จึงกดรายได้สุทธิลงมา ขณะที่กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินก็ลดลงมาก ซึ่งพองบฯ ออกมา นักวิเคราะห์บางคนก็แนะนำให้ขาย BBL แต่ตนมองว่า น่าจะถึงจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้ว เพราะปีนี้ตัวเลขที่เกี่ยวกับตลาดทุนอาจจะดี จากที่ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยถือว่าไปได้ดี น่าจะส่งผลดีกับงบฯ ไตรมาสแรก ขณะเดียวกันราคาหุ้น BBL ก็ถือว่าไม่ได้แพง

ส่วน KBANK อาจจะต่ำกว่าคาดไปเล็กน้อย จาก NIM ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วถือว่ากลาง ๆ ไม่ได้ต่ำคาดมาก

“คงต้องติดตามดูว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร จะโตได้แค่ไหน เพราะจะมีหลายปัจจัย สมมุติว่าเดี๋ยวเลือกตั้งเสร็จ ครึ่งปีหลัง ก็คงต้องมีแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ไม่ว่าพรรคไหน ต้องมีแจกเงินแน่นอน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบดีขึ้น แล้วปีนี้จริง ๆ เมืองไทยก็มีสิ่งที่ดีหลายเรื่อง เช่น รถอีวีที่ต้องมีการลงทุนผลิตในประเทศแล้ว รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะพาเหรดเข้ามาปีนี้ เป็นต้น”

ฟันธงจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่าเดิม
นายธนเดชกล่าวว่า แนวโน้มการจ่ายเงินปันผล จากปี 2568 ที่กำไรแบงก์ออกมา อาจจะมีอยู่ 2 แบงก์ที่ดูแย่ลง คือ TISCO กับ ttb แต่สำหรับ TISCO น่าจะสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้ดีอยู่แล้ว คือจ่ายเท่าเดิม ขณะที่ ttb ก็มีการซื้อหุ้นคืน ทำให้นักลงทุนน่าจะได้เงินปันผลไม่น้อยกว่าเดิม ที่จ่ายกันในระดับสูง

“การจ่ายเงินปันผล ปี 2568 จะมากกว่า หรือเท่ากับปี 2567 แน่นอน ส่วนปี 2569 จะมีประเด็นว่า เรามองว่ากำไรแบงก์จะลดลง เช่น BBL อาจจะลง 5% KBANK ลง 2% KTB ลง 2% SCB อาจจะลงประมาณ 3% ถามว่าเขาจะยังจ่ายปันผลต่อหุ้นเท่าเดิมได้ไหม ก็ต้องบอกว่า ได้ ยกเว้น SCB เพราะ SCB ไม่ได้มีมาตรการซื้อหุ้นคืน แต่ถ้ากำไรเขาไม่ได้ลงเยอะ กำไรที่นักลงทุนจะได้ ก็จะไม่ได้หายไปเยอะ ฉะนั้นปี 2569 ผมคิดว่า หุ้นแบงก์จะยังจ่ายปันผลเท่าเดิมเป็นส่วนใหญ่” นายธนเดชกล่าว...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1955008

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่