JJNY : 5in1 ไทยถูกจับเพิ่มอีก 1│ทะเลจีนใต้ระอุอีก│ตั้งอนุฯหาคำตอบเลือกตั้งส.ส.ร.│สอน.กลับลำ│ไทยมีแค่เศษเงินติดบัญชี

‘บัวแก้ว’ เผย คนไทยถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มอีก 1 ยอดล่าสุดรวม 23
https://www.matichon.co.th/foreign/news_4264412
 
 
‘บัวแก้ว’ เผย ล่าสุดคนไทยถูกจับกุมเพิ่มอีก 1 ราย พรุ่งนี้ ถึงไทยอีก 91 คน
 
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศ ได้สรุปสถานการณ์ผลกระทบต่อคนไทยจากสถานการณ์อิสราเอล-กาซา (สถานะวันที่ 2 พ.ย.66) ว่าขณะนี้มีคนไทยเสียชีวิตรวม 32 ราย (คงเดิม) บาดเจ็บ 19 ราย (คงเดิม) ยังรักษาตัวอยู่ใน รพ. 4 ราย และถูกจับกุม 23 ราย (เพิ่มขึ้น 1 ราย)
 
สำหรับเที่ยวบินอพยพเที่ยวต่อไป คือ LY085 คาดว่าจะถึงสุวรรณภูมิวันที่ 3 พ.ย.66 เวลา 04.00 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 91 คน



ทะเลจีนใต้ระอุอีก ปินส์โต้ลั่นถูกโวยมั่ว-ชี้เรือรบจีนเองเป็นฝ่ายล่วงล้ำ
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_7945060

ทะเลจีนใต้ระอุอีก ปินส์โต้ลั่นถูกโวยมั่ว-ชี้เรือรบจีนเองเป็นฝ่ายล่วงล้ำ
 
ทะเลจีนใต้ระอุอีก – วันที่ 2 พ.ย. รอยเตอร์รายงานว่า ทางการฟิลิปปินส์ตอบโต้ข้อกล่าวหาทางการจีนถึงกรณีเรือของกองทัพฟิลิปปินส์ล่วงล้ำน่านน้ำจีนบริเวณแนวสันดอนพิพาทในทะเลจีนใต้ ว่าไร้หลักการรองรับและเรือกองทัพจีนต่างหากที่เป็นฝ่ายล่วงล้ำน่านน้ำฟิลิปปินส์
 
ความเคลื่อนไหวของทางการฟิลิปปินส์เกิดขึ้นหลังเหตุเผชิญหน้ากันระหว่างเรือรบของทั้งสองฝ่ายที่แนวสันดอนสการ์โบโรห์ในทะเลจีนใต้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายอ้างอธิปไตยของตัวเองเหนือผืนน้ำดังกล่าวซึ่งอยู่ภายใต้การตรึงกำลังของจีนนับตั้งแต่ปี 2555
 พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน
 
กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวตอบโต้ทางการจีน ว่าเรือรบจีนล่วงล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์เข้ามาอย่างผิดข้อบังคับสากลและข้อกล่าวหาของจีนที่ว่าฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายล่วงล้ำนั้นไม่มีหลักการใดๆ รองรับ ทั้งยังเป็นการทำให้แนวโน้มความตึงเครียดสูงขึ้น
 
ทางการฟิลิปปินส์ ระบุว่า แนวสันดอนสการ์โบโรห์ หรือบาโจ เดอ มาซินล็อก (ชื่อทางการฟิลิปปินส์) นั้นอยู่ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษของฟิลิปปินส์ ซึ่งฟิลิปปินส์ย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือน่านน้ำดังกล่าวครบถ้วนด้วยประการทั้งปวง
 
ทางการฟิลิปปินส์ยังคงเรียกร้องต่อไปเช่นเดียวกับที่ดำเนินการเสมอมา ให้เรือของจีนถอนกำลังออกจากบริเวณดังกล่าวทันที” กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ระบุ
 
รายงานระบุว่า แนวสันดอนบาโจ เดอ มาซินล็อกอยู่ห่างจากแนวชายฝั่งของฟิลิปปินส์ไป 200 กิโลเมตร และคณะอนุญาโตตุลาการแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ นครเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เคยพิพากษาแล้วเมื่อปี 2559
 
ว่าคำอ้างของทางการจีนที่ว่าทะเลจีนใต้กว่าร้อยละ 90 อยู่ภายใต้อธิปไตยของจีนนั้นไม่มีมูลตามข้อบังคัลสากล อย่างไรก็ตาม ทางการจีนปฏิเสธที่จะยอมรับคำตัดสินของไอซีเจ
 
ด้านทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เปิดเผยด้วยว่า เหตุเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นล่าสุดและประเด็นปัญหาพิพาททะเลจีนใต้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ กับนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่จะเดินทางเยือนกรุงมะนิลาอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 พ.ย.นี้
 
นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยังประกาศส่งมอบระบบเรดาร์ตรวจการณ์ใหม่ที่ฟิลิปปินส์สั่งซื้อไว้กับบริษัทมิตซูบิชิ เมื่อปี 2563 ก่อนหน้าการเดินทางมาเยือนของนายคิชิดะด้วย



นิกร คุยไอติม ชื่นมื่น หารือคำถามประชามติ ตั้งอนุฯหาคำตอบสุดท้าย ระบบเลือกตั้งส.ส.ร.
https://www.matichon.co.th/politics/news_4264132

‘อนุทำประชาติแก้ รธน.’ พบ กมธ.พัฒนาการเมือง สภาหารือออกแบบคำถามประชามติ ‘ไอติม’ เผย ตั้งอนุฯศึกษาระบบเลือก ส.ส.ร. ด้าน ‘นิกร‘ พอใจสองฝ่ายเห็นตรงกัน
 
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่มี นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุฯ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธาน กมธ. โดยใช้เวลาในการหารือ 2 ชั่วโมง เพื่อหารือเกี่ยวกับการออกแบบคำถามในการทำประชามติ แบบใด และครอบคลุมทุกประเด็น
 
จากนั้น เวลา 15.15 น. นายพริษฐ์กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ เนื่องจากทางคณะอนุฯต้องการเดินสายในการรับฟังความคิดเห็นของแต่ละภาคส่วนเกี่ยวกับกระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการทำประชามติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอย้ำว่า การพูดคุยครั้งนี้ เป็นการพูดคุยกับตน และกรรมาธิการไม่ใช่พูดคุยกับสมาชิกพรรคก้าวไกล เพราะทางอนุฯจะเข้าพูดกับพรรคก้าวไกลในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้อยู่แล้ว โดยทางคณะอนุฯได้แจ้งว่าต้องการจะทำแบบฟอร์มเพื่อสอบถามความเห็น ส.ส.ทั้ง 500 คนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เห็นด้วยหรือไม่กับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือเห็นอย่างไรกับการทำสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงปัญหาที่ ส.ส.มองว่า รัฐธรรมนูญปี 60 สมควรที่จะแก้ไข โดยการออกแบบคำถามจะต้องมีการเปิดกว้างเพียงพอให้ ส.ส.สามารถแสดงความเห็นและเจตนารมย์ของตัวเองได้ ซึ่งทางอนุฯก็จะนำความเห็นที่ได้แลกเปลี่ยนกันวันนี้ไปพิจารณา และปรับปรุงชุดคำถามเพิ่มเติม

 นายพริษฐกล่าวต่อว่า ทาง กมธ.ได้มีการตั้งอนุกรรมาธิการ 1 ชุดจำนวน 10 คน ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง 4 คน โดยแบ่งเป็น 2 คนจากฝ่ายค้านรวมตนด้วย และอีก 2 คนจากฝ่ายรัฐบาล อีก 3 คนเป็นนักวิชาการ และอีก 3 คนเป็นตัวแทนจากภาคประชาชน 3 กลุ่ม ที่ขับเคลื่อนเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยจะเริ่มประชุมนัดแรกในวันที่ 3 พฤศจิกายน ทั้งนี้ อนุ กมธ.จะมาศึกษาระบบเลือกตั้ง ส.ส.ร. หากอยู่ภายใต้กรอบของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราสามารถออกแบบระบบเลือกตั้ง และทางเลือกอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้เป็นระบบเลือกตั้งตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความนิยมของประชาชน เรื่องความหลากหลายทางวิชาชีพ กลุ่มสังคม รวมถึงมีพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และเมื่ออนุฯศึกษาระบบเลือกตั้งเสร็จทั้งหมดก็จะนำรายงานและข้อเสนอส่งไปให้กับคณะกรรมการศึกษาฯของรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้มีข้อกังวลว่า หาก ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด อาจจะมีข้อกังวล ก็หวังว่ารายงานชุดนี้จะคลายข้อกังวลดังกล่าวได้ และทำให้รัฐบาลมีข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นว่าจะเดินหน้าด้วยการมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่
 
ด้าน นายนิกรกล่าวว่า การหารือในวันนี้ได้ความเห็นที่ดีมากจาก กมธ. แต่จะมีประเด็นที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่หลายส่วน ซึ่งในแต่ละข้อที่อาจเป็นคำถามเฉพาะของ ส.ส.ก่อน เพราะเป็นโหวตเตอร์ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงเล็กน้อย เช่นเดิมเรามีการตั้งคำถามว่า ตามนโยบายของรัฐบาล การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเว้นหมวด 1 หมวด 2 แต่ทาง กมธ.ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่เว้นหมวด 1 หมวด 2 จะมีคำถามหรือไม่ ซึ่งเราก็รับไป และจะต้องไปคุยในคณะกรรมการฯอาจจะต้องมีคำถามขึ้นมากก็เป็นได้ นอกจากนั้น ยังมีเรื่องที่เห็นแย้งกันอยู่คือเรื่อง ส.ส.ร. วันนี้ได้ข้อสรุปว่า โดยจะถามว่า มี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ และให้มีหรือไม่ ส่วนจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ก็อาจจะต้องยกไว้ก่อน เพราะมีคำถามในเชิงลึก อาจจะให้คณะ กมธ.ที่ตั้งโดยสภาในอนาคตเป็นผู้พิจารณาว่า จะทำอย่างไร
 
นายนิกรกล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า อยากจะแก้ทั้งสองฝ่ายที่เห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งก็จะพยายามและได้มีการพูดคุยที่นอกเหนือจากคำถามคือความเป็นไปได้ หลักการในทางการเมือง ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจกัน โดยทางคณะ กมธ.จะตั้งคณะอนุ กมธ.เพื่อที่จะทำงานกันอย่างใกล้ชิด จะได้หารือกันในคำตอบสุดท้าย ที่จะนำไปสู่คำถามที่มีต่อประชาชน
 
นายนิกรกล่าวต่อว่า ส่วนที่มีความกังวลเกี่ยวกับการทำประชามติ ซึ่งในที่ประชุมก็ได้มีการพูดคุยกันโดยส่วนตัวเห็นด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่า การใช้เสียงกึ่งหนึ่งของทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแรงจริง หากเสียงไม่ถึงแต่ทุกคนหวังจะแก้ก็แก้ไม่ได้เลย เพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ซึ่งทางคณะอนุ และชุดที่ศึกษาเห็นว่า เราจะแก้ไปก่อนโดยใช้กฎหมายปัจจุบัน เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเตะถ่วง แต่เห็นด้วยที่จะให้ทาง กมธ.พัฒนาการเมืองไปยกร่าง เพราะอาจจะต้องปรับปรุงกฎหมายประชามติ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ใช้เกี่ยวกับสัดส่วนการถามว่า จะต้องถามกี่ครั้ง เพราะครั้งหนึ่งต้องใช้งบประมาณถึง 3 พันล้านบาท ซึ่งการทำประชามติอาจจะมีเรื่องอิเล็กทรอนิกส์มาด้วยหรือไม่ อาจจะต้องฝาก กมธ.ไปพิจารณา
 

  
ยังไง ? สอน. กลับลำประกาศ 'ราคาน้ำตาล' หน้าโรงงาน 19-20 บาท/กก. เท่าเดิม
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7945258

ยังไง ? สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ สอน. กลับลำประกาศ ‘ราคาน้ำตาล’ หน้าโรงงาน กลับเป็นราคาเดิม 19-20 บาท/กิโลกรัม
 
2 พ.ย. 2566 – รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ลงนามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 
 
เรื่อง ราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 2566/67 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ โดยน้ำตาลทรายขาว ราคากิโลกรัม(กก.) ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ราคา กก.ละ 20 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. เป็นต้นไป
 
ทั้งนี้ เพื่อให้การคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทน การผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย ประจำฤดูการผลิตปี 66/67 เป็นไปตามราคาจำหน่ายน้ำตาลทราย ภายในราชอาณาจักรที่โรงงานจำหน่ายได้จริง ตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้มีประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงาน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร กำหนดให้จำหน่ายไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด คือ น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 19 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท
 
โดยประกาศดังกล่าว จะทำให้สถานการณ์การจำหนายน้ำตาลทรายในประเทศคลี่คลาย หลังจากวันที่ 1 พ.ย.2566 เกิดสถานการณ์การจำหน่ายน้ำตาลในประเทศป่วนหนักมาก ร้านเครื่องดื่มหลายแห่งที่ต้องใช้น้ำตาลเป็นปริมาณมาก ไม่สามารถหาซื้อน้ำตาลในห้างค้าปลีก-ค้าส่งหลายแห่ง เนื่องจากโรงงานน้ำตาลทรายยังสับสนกับประกาศนำน้ำตาลทราย เป็นสินค้าควบคุม ของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้า และบริการ (กกร.) ของกระทรวงพาณิชย์
 
อย่างไรก็ตาม สอน.ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่ยกเลิกประกาศการคำนวณราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน ประจำฤดูการผลิตปี 2566/67 ในราคากก.ละ 23-24 บาท จากเดิมอยู่ที่ 19-20 บาท เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2566 ช่วงเช้า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ประกาศราคาควบคุมใหม่ มาประกาศช่วงเย็น ทำให้โรงงานน้ำตาลเกรงว่า ถ้าจำหน่ายราคาใหม่ ที่คาดว่ากลับไปใช้ราคา 19-20 บาท แล้วสอน. ใช้การคำนวณราคาฯ ที่ยังไม่ยกเลิกกก.ละ 23-24 บาท โรงงานจะขาดทุนหนักทันที แต่ถ้าคิดตามราคาหน้าโรงงานแบบประกาศเดิม ก็เกรงว่า จะผิดกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้ามาควบคุมราคาน้ำตาลทราย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่