.
นิติ มธ. เสนอยึด-ทำลาย ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หวั่นข้อมูลอ่อนไหวทางการเมืองรั่วไหล
.
เมื่อวันที่ 2 เมษายน ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ซึ่งปรากฏเครื่องหมายบาร์โค้ด Barcode บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) และ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรสีเขียว) โดยกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับบัตรแต่ละใบที่สามารถเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้
.
ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ได้แก่ ลายมือชื่อของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ลายมือชื่อหรือรอยพิมพ์นิ้วมือของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และลำดับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อเชื่อมโยงกับรหัสบนบัตรเลือกตั้ง จึงอาจทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปยังตัวบุคคล และทราบได้ว่าบุคคลดังกล่าวลงคะแนนเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด อันเป็นการกระทบต่อหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับและไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
.
ในทางกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ซึ่งได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลลักษณะดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ทั้งในด้านความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม
.
แม้ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 จะให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 (5)(จ) จะเปิดช่องให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลอ่อนไหวได้เพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม แต่การดำเนินการในกรณีนี้ยังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะทำให้มีอำนาจตามมาตรา 26 (5)(จ) ด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่
.
ประการแรก การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน เนื่องจากแม้การทำเครื่องหมายบาร์โค้ด (Barcode) และหรือ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเลือกปฏิบัติ การถูกกดดันทางการเมือง หรือการถูกคุกคาม อีกทั้ง ยังมีมาตรการทางเลือกอื่นที่สามารถป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแทรกแซงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น การใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยเฉพาะทางหรือสัญลักษณ์พิเศษที่ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้
.
ประการที่สอง ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถชี้แจงว่าการทำเครื่องหมายบาร์โค้ด (Barcode) และหรือ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้ง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเพียงใด มีผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้ล่วงรู้ถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวมากเพียงใด และมีความจำเป็นในระดับใดเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน
.
ประการที่สาม ไม่ปรากฏว่ามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมเพียงพอ ทั้งในด้านการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล การจัดเก็บรักษา และการควบคุมความเสี่ยงจากการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ แม้จะมีการอ้างว่ามีการแยกเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วของบัตรออกจากกันก็ตาม แต่ยังไม่อาจตรวจสอบได้ถึงประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว จึงไม่อาจเชื่อได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมแล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 วรรคสาม มาตรา 37 (1) มาตรา 40 (2)
.
กล่าวโดยสรุป การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หลายประการ ได้แก่ การไม่แจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล (มาตรา 19 และมาตรา 23) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวโดยไม่ชอบ (มาตรา 26) และการไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสม (มาตรา 37 และมาตรา 40)
.
ศูนย์นิติศาสตร์ฯ จึงได้ขอให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 76 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และใช้มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นให้เหมาะสม ซึ่งอาจหมายถึงยึดหรืออายัดบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และให้ลบทำลายต้นขั้วของบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ และคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของประชาชนอย่างเหมาะสม
.
.
ปชน. จี้ รบ.เลิกเตะถ่วง ตอบให้ชัดเอายังไง พรบ.อากาศสะอาด ซัด ศุภชัย ไม่เคยแย้ง ตอนนั่งที่ปรึกษากมธ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5661591
.
“ภัทรพงษ์” ง้างปาก “อนุทิน” ตอบให้ชัดในนามรัฐบาล ปูดรบ.จะหยิบร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาพิจารณาอีก เหน็บ”สุชาติ”บินเชียงใหม่ ช่วยเดินไปคุยผู้ประการท่องเที่ยว-โรงแรมด้วย ซัด “ศุภชัย” คัดค้านแบบไร้เหตุผล ทั้งที่เป็นกมธ.แต่ไม่เคยโผลประชุม ทำตัวให้แย่ลง ย้ำภาคอุตสาหกรรมหากไม่ปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน ก็ไม่โดนเก็บค่าธรรมเนียม จี้นายกฯ ระบุให้ชัด ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือต้องประกาศเขตภัยพิบัติ ไม่งั้นจอ ม 157แน่
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 เมษายน ที่รัฐสภา นาย
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ว่า หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีการยื่นญัตติด่วนเรื่องวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่รุนแรง และกระทบไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตลอดทั้งปี เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของคนเหนือ แต่คือของประเทศไทย เพราะทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน
.
นาย
ภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรับทราบมาว่า ทางรัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่นำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มาพิจารณาอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ผมอภิปรายไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ว่า ตนได้แสดงชัดเจนว่าหากรัฐบาลจะหยิบร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาด ไปต่อ ขอให้นาย
สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เมื่อวานเซ็นชื่อเข้าประชุมสภาฯ ด้วย ให้มาตอบในสภาฯเลย ว่าสิ่งที่ตนพูดไม่ใช่เรื่องจริง แต่นาย
สุชาติก็ไม่มาตอบ หนำซ้ำนาย
สุชาติ ยังเลือกที่จะไปให้สัมภาษณ์เรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติว่า ถ้าหากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว จะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าขำขันมาก เพราะการจะประกาศหรือไม่ประกาศ ก็กระทบการท่องเที่ยวหนักมากอยู่แล้ว
.
“
ผมขอเรียกร้องให้คุณสุชาติ ตอนที่ลงพื้นที่ภาคเหนือ บินไปที่เชียงใหม่ ช่วยเดินไปคุยกับผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ไปดูตัวเลขที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่จองไว้มันตกขนาดไหน มันกระทบมากๆแล้ว และตอนนี้ไม่ได้กระทบแค่ปากท้อง แต่กระทบกับชีวิต และสุขภาพของประชาชนคนเหนือ ฉะนั้นการประกาศเขตภัยพิบัติ ขอให้คุณสุชาติ ช่วยเห็นความสำคัญลมหายใจของประชาชน มากกว่าความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองจะทำในตอนนี้” นาย
ภัทรพงษ์ กล่าว
.
นาย
ภัทรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องการฟังจาก นายอนุทินหรือตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนไม่ต้องการได้ยิน นาย
ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาพูดแล้วใช้เทคนิคทางการเมือง แล้วมาอ้างภายหลังได้ว่าพูดในนาม ส.ส.ไม่ได้พูดในนาม ครม. มันไม่มีผลผูกพันใดๆเลย ซ้ำสิ่งที่นาย
ศุภชัยพูดทำออกมาทั้งหมด เป็นการพูดที่ทำให้ตนผิดหวัง เพราะนาย
ศุภชัย เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อยู่กับตนในช่วงปีที่แล้ว และยังเป็นอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งร่างเนื้อหา 300 มาตราดังกล่าว
.
“
น่าเสียดาย ช่วงระหว่างพิจารณาผมไม่เคยได้ยินเสียงคุณศุภชัยเลย และแทบจะจำหน้าคุณศุภชัยในที่ประชุมไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียดายจริงๆ ว่าในโอกาสที่คุณศุภชัยมีเวลาทำงาน แต่ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ และผมกังวลว่าจะทำให้คุณศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อขัดแย้งที่นายศุภชัยยกมาดูไร้เหตุผลมากๆ” นาย
ภัทรพงษ์กล่าว
.
นาย
ภัทรพงษ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างง่ายๆนาย
ศุภชัยยกเหตุผลว่า Emission Trading ว่าไม่สามารถทำได้จริง แต่นายศุภชัยกลับไม่รู้ว่าในร่าง พ.ร.บ.ฯ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมติ ครม. ก็มีเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เรื่องง่ายๆแบบนี้ถ้านาย
ศุภชัยเข้าประชุม แล้วเองเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็จบในที่ประชุมแล้ว ทำให้ตนเป็นห่วง ว่ามีใครพยายามจะถ่วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือไม่ ถ่วงไปเรื่อยๆ ให้จบภายในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งจะครบ 60 วัน ที่ ครม.ชุดใหม่ สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วันหลังจากการประชุมรัฐสภานัดแรก คือเริ่มนับ 1 วันที่ 14 มี.ค.
.
“
ดังนั้นไม่ต้องถ่วง คุณอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็เตรียมที่จะยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชน” นาย
ภัทรพงษ์ กล่าว
.
นาย
ภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่มีฝ่ายพยายามเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะมีข้อที่หลายฝ่ายเห็น เช่นที่นาย
ศุภชัย ยกมาว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ซึ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมก็มีการยกข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงไปนานแล้วว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมจริง หากเป็นการประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน หากคุณเป็นโรงงานที่ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เพราะมองว่าการเพิ่มต้นทุนเพื่อลมหายใจประชาชนไม่คุ้ม แต่ตนมองว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งแวดล้อม
.
เมื่อถามว่าการเตะถ่วงเอื้อนายทุนหรือไม่ นาย
ภัทรพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าจะใช้คำไหนก็ได้ จะใช้คำว่าเอื้อนายทุน ก็สามารถตีความแบบนั้นได้ จะใช้คำว่าเอื้อภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเอกชน ก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่จุดประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือเราจะยืนข้างประชาชน เพื่อลมหายใจของประชาชน และแน่นอนเรามองถึงผลกระทบของภาคธุรกิจด้วย จึงกำหนดเรื่องการละเว้นค่าธรรมเนียมไว้อยู่แล้วในร่าง พ.ร.บ. ถ้าหากอ่านดีๆ เชื่อว่ามีจุดดี บางส่วนอาจกระทบภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดช่องให้ธุรกิจสีเขียวละเว้นได้
JJNY : 5in1 นิติ มธ.หวั่นรั่วไหล│ปชน.ซัดศุภชัย│ไอซ์ฝากหนิมเร่งชงสูตรแคร์│สส.ปชน.เผยแรงงานต่างด้าวหลุด│ของแพง-คนเดินบางตา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5661697
.
นิติ มธ. เสนอยึด-ทำลาย ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หวั่นข้อมูลอ่อนไหวทางการเมืองรั่วไหล
.
เมื่อวันที่ 2 เมษายน ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ซึ่งปรากฏเครื่องหมายบาร์โค้ด Barcode บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) และ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรสีเขียว) โดยกำหนดรหัสเฉพาะสำหรับบัตรแต่ละใบที่สามารถเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้
.
ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ได้แก่ ลายมือชื่อของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ลายมือชื่อหรือรอยพิมพ์นิ้วมือของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และลำดับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อเชื่อมโยงกับรหัสบนบัตรเลือกตั้ง จึงอาจทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปยังตัวบุคคล และทราบได้ว่าบุคคลดังกล่าวลงคะแนนเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด อันเป็นการกระทบต่อหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับและไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
.
ในทางกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ซึ่งได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลลักษณะดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ทั้งในด้านความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม
.
แม้ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 จะให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้งเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 (5)(จ) จะเปิดช่องให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลอ่อนไหวได้เพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม แต่การดำเนินการในกรณีนี้ยังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะทำให้มีอำนาจตามมาตรา 26 (5)(จ) ด้วยเหตุผล 3 ประการ ได้แก่
.
ประการแรก การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน เนื่องจากแม้การทำเครื่องหมายบาร์โค้ด (Barcode) และหรือ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเลือกปฏิบัติ การถูกกดดันทางการเมือง หรือการถูกคุกคาม อีกทั้ง ยังมีมาตรการทางเลือกอื่นที่สามารถป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแทรกแซงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น การใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยเฉพาะทางหรือสัญลักษณ์พิเศษที่ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้
.
ประการที่สอง ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถชี้แจงว่าการทำเครื่องหมายบาร์โค้ด (Barcode) และหรือ QR Code (Quick Response Code) บนบัตรเลือกตั้ง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเพียงใด มีผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้ล่วงรู้ถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวมากเพียงใด และมีความจำเป็นในระดับใดเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน
.
ประการที่สาม ไม่ปรากฏว่ามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมเพียงพอ ทั้งในด้านการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล การจัดเก็บรักษา และการควบคุมความเสี่ยงจากการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ แม้จะมีการอ้างว่ามีการแยกเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วของบัตรออกจากกันก็ตาม แต่ยังไม่อาจตรวจสอบได้ถึงประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว จึงไม่อาจเชื่อได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมแล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 วรรคสาม มาตรา 37 (1) มาตรา 40 (2)
.
กล่าวโดยสรุป การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หลายประการ ได้แก่ การไม่แจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล (มาตรา 19 และมาตรา 23) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวโดยไม่ชอบ (มาตรา 26) และการไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสม (มาตรา 37 และมาตรา 40)
.
ศูนย์นิติศาสตร์ฯ จึงได้ขอให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 76 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และใช้มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นให้เหมาะสม ซึ่งอาจหมายถึงยึดหรืออายัดบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และให้ลบทำลายต้นขั้วของบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ และคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของประชาชนอย่างเหมาะสม
.
.
ปชน. จี้ รบ.เลิกเตะถ่วง ตอบให้ชัดเอายังไง พรบ.อากาศสะอาด ซัด ศุภชัย ไม่เคยแย้ง ตอนนั่งที่ปรึกษากมธ.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5661591
.
“ภัทรพงษ์” ง้างปาก “อนุทิน” ตอบให้ชัดในนามรัฐบาล ปูดรบ.จะหยิบร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาพิจารณาอีก เหน็บ”สุชาติ”บินเชียงใหม่ ช่วยเดินไปคุยผู้ประการท่องเที่ยว-โรงแรมด้วย ซัด “ศุภชัย” คัดค้านแบบไร้เหตุผล ทั้งที่เป็นกมธ.แต่ไม่เคยโผลประชุม ทำตัวให้แย่ลง ย้ำภาคอุตสาหกรรมหากไม่ปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน ก็ไม่โดนเก็บค่าธรรมเนียม จี้นายกฯ ระบุให้ชัด ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือต้องประกาศเขตภัยพิบัติ ไม่งั้นจอ ม 157แน่
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 เมษายน ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ว่า หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีการยื่นญัตติด่วนเรื่องวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่รุนแรง และกระทบไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตลอดทั้งปี เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของคนเหนือ แต่คือของประเทศไทย เพราะทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน
.
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรับทราบมาว่า ทางรัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่นำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มาพิจารณาอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ผมอภิปรายไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ว่า ตนได้แสดงชัดเจนว่าหากรัฐบาลจะหยิบร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาด ไปต่อ ขอให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เมื่อวานเซ็นชื่อเข้าประชุมสภาฯ ด้วย ให้มาตอบในสภาฯเลย ว่าสิ่งที่ตนพูดไม่ใช่เรื่องจริง แต่นายสุชาติก็ไม่มาตอบ หนำซ้ำนายสุชาติ ยังเลือกที่จะไปให้สัมภาษณ์เรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติว่า ถ้าหากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว จะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าขำขันมาก เพราะการจะประกาศหรือไม่ประกาศ ก็กระทบการท่องเที่ยวหนักมากอยู่แล้ว
.
“ผมขอเรียกร้องให้คุณสุชาติ ตอนที่ลงพื้นที่ภาคเหนือ บินไปที่เชียงใหม่ ช่วยเดินไปคุยกับผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ไปดูตัวเลขที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่จองไว้มันตกขนาดไหน มันกระทบมากๆแล้ว และตอนนี้ไม่ได้กระทบแค่ปากท้อง แต่กระทบกับชีวิต และสุขภาพของประชาชนคนเหนือ ฉะนั้นการประกาศเขตภัยพิบัติ ขอให้คุณสุชาติ ช่วยเห็นความสำคัญลมหายใจของประชาชน มากกว่าความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองจะทำในตอนนี้” นายภัทรพงษ์ กล่าว
.
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องการฟังจาก นายอนุทินหรือตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนไม่ต้องการได้ยิน นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาพูดแล้วใช้เทคนิคทางการเมือง แล้วมาอ้างภายหลังได้ว่าพูดในนาม ส.ส.ไม่ได้พูดในนาม ครม. มันไม่มีผลผูกพันใดๆเลย ซ้ำสิ่งที่นายศุภชัยพูดทำออกมาทั้งหมด เป็นการพูดที่ทำให้ตนผิดหวัง เพราะนายศุภชัย เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อยู่กับตนในช่วงปีที่แล้ว และยังเป็นอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งร่างเนื้อหา 300 มาตราดังกล่าว
.
“น่าเสียดาย ช่วงระหว่างพิจารณาผมไม่เคยได้ยินเสียงคุณศุภชัยเลย และแทบจะจำหน้าคุณศุภชัยในที่ประชุมไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียดายจริงๆ ว่าในโอกาสที่คุณศุภชัยมีเวลาทำงาน แต่ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ และผมกังวลว่าจะทำให้คุณศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อขัดแย้งที่นายศุภชัยยกมาดูไร้เหตุผลมากๆ” นายภัทรพงษ์กล่าว
.
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างง่ายๆนายศุภชัยยกเหตุผลว่า Emission Trading ว่าไม่สามารถทำได้จริง แต่นายศุภชัยกลับไม่รู้ว่าในร่าง พ.ร.บ.ฯ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมติ ครม. ก็มีเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เรื่องง่ายๆแบบนี้ถ้านายศุภชัยเข้าประชุม แล้วเองเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็จบในที่ประชุมแล้ว ทำให้ตนเป็นห่วง ว่ามีใครพยายามจะถ่วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือไม่ ถ่วงไปเรื่อยๆ ให้จบภายในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งจะครบ 60 วัน ที่ ครม.ชุดใหม่ สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วันหลังจากการประชุมรัฐสภานัดแรก คือเริ่มนับ 1 วันที่ 14 มี.ค.
.
“ดังนั้นไม่ต้องถ่วง คุณอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็เตรียมที่จะยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชน” นายภัทรพงษ์ กล่าว
.
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่มีฝ่ายพยายามเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะมีข้อที่หลายฝ่ายเห็น เช่นที่นายศุภชัย ยกมาว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ซึ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมก็มีการยกข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงไปนานแล้วว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมจริง หากเป็นการประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน หากคุณเป็นโรงงานที่ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เพราะมองว่าการเพิ่มต้นทุนเพื่อลมหายใจประชาชนไม่คุ้ม แต่ตนมองว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งแวดล้อม
.
เมื่อถามว่าการเตะถ่วงเอื้อนายทุนหรือไม่ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าจะใช้คำไหนก็ได้ จะใช้คำว่าเอื้อนายทุน ก็สามารถตีความแบบนั้นได้ จะใช้คำว่าเอื้อภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเอกชน ก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่จุดประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือเราจะยืนข้างประชาชน เพื่อลมหายใจของประชาชน และแน่นอนเรามองถึงผลกระทบของภาคธุรกิจด้วย จึงกำหนดเรื่องการละเว้นค่าธรรมเนียมไว้อยู่แล้วในร่าง พ.ร.บ. ถ้าหากอ่านดีๆ เชื่อว่ามีจุดดี บางส่วนอาจกระทบภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดช่องให้ธุรกิจสีเขียวละเว้นได้