เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ ๙

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

(ผู้ถามปัญหาต่อจากครั้ง ๘  ในกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/41751616)

    ถ. เมื่อกี้อาจารย์พูดถึงเรื่องการฟัง เหมือนกับว่าการฟังธรรมนี้สำคัญสูงสุด บางคนอาจจะไม่มีโอกาสที่จะไปฟังธรรม ถ้าจะอ่านหนังสือท่านพุทธทาส หรือหนังสือของหลวงพ่อองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วสามารถจะละกิเลสได้ ดิฉันคิดว่าก็เป็นวิธีการที่จะปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ที่ดิฉันฟังจากอาจารย์พูดนี้ ดิฉันรู้สึกว่าที่ท่านอาจารย์อธิบายมาทั้งหมดนี้ ก็คือการที่ว่า ถ้าเมื่อไรเราไม่มีตัวตน เราไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน ขณะที่พูดนี้ก็คิดว่าเป็นจิตของเรามาประกอบกัน เนื้อหนังมังสาเอ็นกระดูกมาประกอบกันเป็นตัว ก็มีจิต ไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเรา แล้วเมื่อไรก็ตามที่เราละตัวของเราได้ อันนั้นเราก็เข้าถึงธรรม อันนี้ไม่ทราบว่าจะถูกไหม ดิฉันคิดว่าทุกคนมีปัญญาทั้งนั้น เด็กเกิดมาปัญญาเขาก็เกิดมาแล้ว เพราะว่าเมื่อเขาเกิดหิว เขาก็ร้องออกมา นั่นคือปัญญา ในระดับเด็กระดับหนึ่ง เมื่อโตขึ้นมาเรียนหนังสือระดับ ป.๔ ก็มีปัญญาระดับ ป.๔ จบปริญญาตรีก็มีปัญญาระดับที่จะวิเคราะห์ปัญหาในระดับปริญญาตรี หรือจะเป็นชาวบ้านเขาก็มีปัญญาเหมือนกัน เป็นต้นว่าเขาอาจจะเป็นแม่ค้า เขาก็มีปัญญาในระดับของเขาอย่างนั้น ดิฉันคิดว่าปัญญาคืออย่างไร มีความหมายอย่างไร ลึกซึ้งขนาดไหน ไม่จำเป็นจะต้องไปนั่งฟังพระแล้วปัญญาเกิด ปัญญาคืออะไรก็ตามที่มนุษย์รู้ รับรู้สิ่งเหล่านั้นแล้วเกิดวิเคราะห์พิจารณาแล้วเกิดความรู้สึกรู้ขึ้น ดิฉันคิดว่าเป็นบุญข้อ ๑ ในบุญกิริยา ๑๐ ประการ คือพิจารณาเห็นความเป็นจริงตามสภาวธรรม หรือว่าเห็นธรรมชาติของสิ่งนั้น ดิฉันอยากจะอธิบายเหมือนกับว่า สมมติว่าเงินเดือนออกมา ดิฉันใช้หมด ใช้ไม่เป็น สิ้นเดือนก็เดือดร้อน คืออันนั้นเราก็รู้ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น เพราะเราไม่สามารถจัดการกับเงินของเราได้ ความทุกข์มันก็ต้องเกิด นี่ก็เป็นปัญญาระดับหนึ่ง แต่ว่าปัญญาคงไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องมานั่งเรียนธรรม แล้วรู้ว่าเมื่อเสียงมากระทบหูแล้วนี้คือปัญญา ถ้าเราไม่พิจารณาอย่างนี้ไม่มีปัญญา ดิฉันคิดว่าไม่ถูก ปัญญาก็ต้องว่าปัญญา.

    อีกอย่างที่ดิฉันอยากจะติง คือดิฉันเองยึดมั่นในพระพุทธศาสนามากๆ เลย แต่อาจจะทำผิด ทำไม่ถูก แต่ดิฉันได้ยินอยู่เสมอบ่อยๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ที่กล่าวว่า พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก พระบางท่านก็สอนว่าธรรมก็คือธรรมชาติ ไม่ว่าจะศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ถ้าปฏิบัติอะไรไปในลักษณะของธรรมชาติอันนั้นก็คือธรรม แล้วก็ไม่จำเป็นที่พุทธศาสนา จะต้องดีที่สุดในโลก เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าทุกศาสนาก็ดีเท่ากัน ดีอย่างไร ดีในแง่ว่าแก้ปัญหาได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ

    สุ. นี่เป็นเรื่องของภาษา คือการใช้คำ ตามที่ดิฉันได้เรียนให้ทราบแล้วว่าภาษาไทยเราใช้คำภาษาบาลีมาก ชื่อของเราส่วนมากก็มาจากภาษาบาลี แม้แต่คำว่า สติปัญญา ก็เป็นภาษาบาลีทั้งนั้น มานะก็เป็นภาษาบาลี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเป็นภาษาบาลี เพื่อส่องถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ เช่นมานะ เป็นสภาพธรรมที่สำคัญตน เหมือนลักษณะของธงซึ่งสภาพที่สูงเด่นนั้น ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ยังมีความสำคัญตน คือเราจะดี จะชั่ว จะต่ำ จะสูง ก็คือเรา นี่คือมานะเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แต่ในภาษาไทยคำว่ามานะ ดูคล้ายกับจะเป็นกุศล เราเอาภาษาบาลีมาใช้เป็นภาษาไทยในความหมายของภาษาไทยไปเลย

    ฉะนั้น เราจึงต้องรู้ว่าเรากำลังพูดถึงคำว่าปัญญาในภาษาไทย หรือกำลังพูดถึงสภาพของปัญญาในพระพุทธศาสนา การพิจารณาทั่วๆ ไปนี้ ไม่ใช่ลักษณะของปัญญา แต่เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงใช้ภาษาบาลีว่า มนสิการ เป็นสภาพธรรมที่สนใจใส่ใจพิจารณา ฉะนั้น เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า ขณะนี้เรากำลังพูดในความหมายภาษาไทย หรือว่าเรากำลังพยายามเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษาบาลี

    อีกประการหนึ่ง ที่พูดว่าไม่น่าจะคิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีที่สุด เพราะดูเสมือนว่าชาวพุทธเราจะเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความเชื่อของเราว่า เราต้องถูกหรือดีที่สุด แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมซึ่งไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น "เห็น" เป็นศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์ "ได้ยิน" เป็นศาสนาพุทธหรือศาสนาอะไร

    "เห็น" คือ "เห็น" เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่ศาสนาอะไรเลย แต่ชาติในพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง มี ๔ ชาติ ไม่ใช่ชาติไทย ไม่ใช่ชาติฝรั่ง ไม่ใช่ชาติจีน ไม่ใช่ชาติญี่ปุ่น แต่เป็นชาติกุศล ๑ อกุศล ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑

    พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า จิตที่เป็นกุศลไม่ใช่จิตที่เป็นอกุศล ไม่ได้เป็นชาติไทย ฝรั่งอะไรเลยทั้งสิ้น ฉะนั้นถ้าไม่ได้ศึกษาจริงๆ ก็จะคิดเอาเองว่าพระพุทธศาสนาหมายความว่าอย่างนี้อย่างนั้น ควรศึกษาเสียก่อนแล้วจะได้เปรียบเทียบว่า ก่อนศึกษาและหลังศึกษานั้น ความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้นถูกต้องขึ้น หรือว่าเมื่อก่อนศึกษานั้นเรารู้ดีกว่า เราไม่ต้องศึกษาพระพุทธศาสนาก็ได้

    อีกอย่างหนึ่งจะเปลี่ยนคำก็ได้ คือแทนการฟังพระธรรม ก็เปลี่ยนเป็นศึกษาพระธรรม ซึ่งจะอ่านก็ได้ ฟังก็ได้ ตรึกตรองพิจารณาให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามเหตุ ตามผล ชื่อว่าเป็นการศึกษา ในพระพุทธศาสนามี ๒ คำ คือ เสกขบุคคล และ อเสกขบุคคล

    อเสกขบุคคล หมายถึงผู้ที่ไม่ต้องศึกษาอีก ซึ่งได้แก่บุคคลประเภทเดียวคือพระอรหันต์ พระอรหันต์กระทำกิจ "ดับกิเลส" เสร็จแล้ว ไม่ต้องทำกิจดับกิเลสใดๆ อีกเลย มีศาสนาอื่นไหมที่สอนให้ดับกิเลสหมด

    การเปรียบเทียบศาสนาต่างๆ นั้น ศาสนาที่สอนให้เข้าใจและประจักษ์แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง จนดับกิเลสได้จนหมดสิ้นนั้น ไม่เรียกว่าศาสนาพุทธก็ได้ กิเลสมีจริงเป็นสิ่งที่ไม่ดี มีหนทางอื่นใดไหมที่จะอบรมเจริญปัญญาถึงขั้นที่จะดับกิเลสหมด นอกจากความรู้ ความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมถึงขั้นดับกิเลสได้จริง นี่ไม่ใช่การยึดถือ แต่สภาพธรรมเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่