เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ ๘

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
(ต่อจากตอนที่แล้วในกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/41749996 )

สุ.  นี่เป็นเรื่องธรรมทั้งหมด ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าอกุศลมีมากแค่ไหน และจะเห็นโทษภัยของอกุศล เริ่มคิดที่จะขัดเกลากิเลส นี่คือคุณประโยชน์ของพระธรรม แต่ถ้าไม่มีการพูดเรื่องธรรมเหล่านี้เลย ไม่ให้เกิดปัญญาจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรทำกิจของปัญญาได้ โลภะก็ต้องทำกิจของโลภะ มานะก็ต้องทำกิจของมานะ โทสะก็ต้องทำหน้าที่ของโทสะ

    เพราะว่าปัญญาไม่เกิด ต่อเมื่อไรปัญญาเกิดเมื่อนั้น ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่าง ที่ทำให้เห็นสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง และจะรู้พระคุณของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงพระมหากรุณา แสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา สำหรับพวกเราสมัยนี้

    ถ้าเป็นท่านพระสารีบุตร เพียงฟังท่านพระอัสสชิแสดงธรรม ปัญญาที่ท่านสะสมมาแล้วมาก ก็ทำให้ท่านรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันได้ แต่คนในสมัยนี้อ่านอนัตตลักขณสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ท่านปัญจวัคคีย์ได้ฟังแล้วบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕ รูป อ่านไปกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม เพราะเหตุว่าสะสมปัญญาไม่พอที่จะละคลายและดับกิเลสตามลำดับ ไม่ใช่จากปุถุชนข้ามไปเป็นพระอรหันต์ทันที

    พระโสดาบันคฤหัสถ์มีชีวิตประจำวันอย่างคฤหัสถ์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เป็นพ่อค้า วิสาขามิคารมาตามีธุระกิจการงาน มีลูกหลานมาก พระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบันอย่างท่านวิสาขามิคารมาตายังมีโลภะ โทสะ แต่ไม่มีความเห็นผิด ไม่เข้าใจผิดในสภาพธรรม เพราะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมจากการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แต่ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็มีชีวิตอย่างคฤหัสถ์แต่เป็นอริยคฤหัสถ์ ไม่ใช่ว่าทุกคนมีปัญญาอยู่แล้ว แต่ปัญญาจะเกิดมีขึ้นได้โดยอาศัยการฟังพระธรรม แล้วพิจารณาไตร่ตรอง สนทนาธรรมเพื่อเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น เมื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นปัญญาก็จะเจริญขึ้น

    ที่พูดว่าใช้สติใช้ปัญญานั้นไม่ถูกต้อง เพราะสติและปัญญาเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย เมื่อไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้สติและปัญญาเกิด สติและปัญญาก็เกิดไม่ได้ เมื่ออบรมให้สติปัญญาเกิดขึ้น สติปัญญาจึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครไปใช้สติปัญญาได้ เมื่อไม่ได้อบรมให้สติปัญญาเกิด ก็ไม่มีสติปัญญา แล้วจะไปใช้สติปัญญาได้อย่างไร แต่เมื่ออบรมเจริญเหตุให้เกิดปัญญา ปัญญาก็เกิดได้แม้ในขณะนี้

    ถ. เมื่อกี้อาจารย์พูดถึงเรื่องปัญญา ปัญญามีลักษณะอย่างไร กรุณาให้คำจำกัด ความสำหรับปัญญาด้วย อะไรเป็นเหตุให้ปัญญาเกิดได้ แล้วปัญญาเกิดได้เร็วเหมือนดอกไม้บานไหม

    สุ. ไม่เหมือนเลย

    ถ. เราจะทำเหตุอย่างไร สติจึงจะเจริญ

    สุ. เรื่องจะทำเหตุหรือทำวิธีการต่างๆ เพื่อให้ปัญญาเกิดนั้น ไม่ถูกต้อง แทนที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใด ควรพิจารณาให้เข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน อย่างที่ถามว่าปัญญามีลักษณะอย่างไร ปัญญานี้มีจริงแน่นอน และใช้คำนี้กันบ่อยๆ แต่เวลาพูดถึงปัญญานั้นยังกับเข้าใจแล้วว่าปัญญาคืออะไร แต่ความจริงยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจจริงๆ เลย

    ภาษาไทยเราใช้คำภาษาบาลีตามใจชอบ ต่อเมื่อได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจึงจะรู้ว่าสภาพธรรมที่เป็นปัญญานั้น คือสภาพที่รู้และเข้าใจธรรมทั้งหลายถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริงของลักษณะสภาพธรรมนั้นๆ เช่นปัญญารู้ว่าไม่ว่าจะมีสภาพธรรมมากสักเท่าไรก็ตาม ทั้งในโลกนอกโลก

    ก็เป็นสภาพธรรมที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ ๑ ภาษาบาลีใช้คำว่า รูปะหรือรูป เป็นสภาพที่รู้อะไรไม่ได้เลย เช่น สิ่งที่แข็งไม่ว่าจะถูกกระทบสัมผัสอย่างไร ลักษณะที่แข็งนั้นก็ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกกระทบ รส กลิ่นเป็นต้นนั้นก็เป็นรูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้

    ส่วนสภาพธรรมอีกอย่าง ๑ เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เป็นอาการรู้ เช่นขณะที่กระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็รู้ลักษณะแข็งที่ปรากฏเมื่อกระทบ อาการรู้ลักษณะที่แข็งนั้น เป็นสภาพรู้ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า นามธรรม หรือ นาม ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่มีจริงนั้น จึงต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ นามธรรม ๑ รูปธรรม ๑ ไม่ยากเกินไปที่จะค่อยๆ ฟัง ศึกษา พิจารณาให้เข้าใจขึ้น

    เพราะสภาพธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงและพิสูจน์ได้ทันที ไม่ต้องรอหรือไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย เมื่อเข้าใจแล้วว่ารูปธรรมเป็นสภาพที่มีจริงแต่ไม่รู้อะไรเลย นามธรรมก็มีจริงและเป็นสภาพรู้ ก็พิจารณารู้ได้ด้วยตัวเองว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม เสียง กลิ่น รส แข็ง เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เป็นรูปธรรม ง่วง เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม ง่วง เป็นนามธรรม รูปธรรมไม่ง่วง ไม่อิ่ม ไม่หิว ไม่เจ็บ ไม่ปวด สภาพที่จำ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เป็นนามธรรม

    สิ่งใดก็ตาม ที่ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น เป็นรูปธรรม สภาพอื่นนอกจากนั้นทั้งหมดเป็นนามธรรม เช่น ความรู้สึกเป็นสุข เป็นนามธรรม ความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นนามธรรม ความจำก็เป็นนามธรรมที่ต่างจากความรู้สึก ความรู้สึกจำอะไรไม่ได้เลยเป็นแต่รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เท่านั้น ความจำก็จำเท่านั้น เห็นอะไรก็จำ ได้ยินอะไรก็จำ ได้กลิ่นอะไรก็จำ มีหน้าที่จำอย่างเดียวเท่านั้น

    สภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพจำนั้นภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญาเจตสิก สภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดร่วมกับจิต มีลักษณะและมีกิจหน้าที่เฉพาะตนๆ ต่างๆ กันไปแต่ละประเภท สภาพนั้นเป็นเจตสิกไม่ใช่จิต ฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ที่เข้าใจและรู้ความจริงของสภาพธรรมต่างๆ ได้ถูกต้อง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่