
The Road to Red Restaurants List (2020)
ตระเวนชิมร้านใกล้สูญพันธุ์
ทามิโอะ ซุดะ (ทาคายุกิ ฮามัตสึ) คือชายหนุ่มวัยกลางคนอายุ 40+ ที่ถือหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศสุดขยันขันแข็ง เขารับผิดชอบทำงานในหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มที่ และในบางครั้งก็ยังใจดีทำงานในส่วนความรับผิดชอบของคนอื่นด้วย ส่วนอีกใบหนึ่งนั้นคือพ่อบ้านที่มีภรรยาและลูกสาวที่กำลังเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น ภรรยากับลูกสาวมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความชื่นชอบในศิลปินวงหนึ่งเหมือนกันถึงขั้นลงทุนเดินทางไปร่วมงานของศิลปินวงดังกล่าวในต่างเมืองอยู่บ่อย ๆ ทำให้ต้องนอนค้างคืนในคืนวันศุกร์แล้วถึงค่อยกลับบ้านในวันเสาร์ ด้วยเหตุนี้พ่อบ้านที่ถูกลูกเมียทิ้งไว้ให้อยู่บ้านเพียงคนเดียวจึงคิดวางแผนเดินทางตามลำพังด้วยการขับรถไปค้างคืนในเมืองที่อยู่ไม่ไกลมากนัก เขาไม่ต้องเสียค่าที่พักเลยเพราะตั้งใจนอนในรถอยู่แล้ว และยังพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ให้เยอะอีกด้วย โดยจะค้างคืนเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้นเพราะจะได้เดินทางกลับในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่ลูกสาวและเมียต่างก็เดินทางกลับบ้านเช่นเดียวกัน
ในแต่ละทริปนอกจากเขาจะได้พบเจอกับบรรยากาศสถานที่ที่แตกต่างกันออกไปแล้ว ร้านอาหารที่เขาได้ไปกินก็ยังถือเป็นไฮไลท์ของทริปก็ว่าได้เพราะเขาตั้งใจตามหาร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ในที่นี้หมายถึงร้านอาหารที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อเพราะไม่มีคนมาสืบทอดกิจการและเจ้าของร้านก็อายุมากแล้ว ร้านอาหารเหล่านี้จะมีการตกแต่งร้านที่ไม่ดูทันสมัยทันยุคและยังจะต้องมีรายการอาหารที่บ้าน ๆ ดูแล้วเรียบง่ายทำง่าย ในขณะเดียวกันรสชาติก็ต้องอร่อยใช้ได้ด้วย
หัวใจหลักในเนื้อหาของซีรีส์เรื่องนี้คือการพาตระเวนชิมร้านอาหารที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่มีความเด็ดความพิเศษในแบบของตัวเอง หรือจะเรียกว่า ร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็ตามเพราะแต่ละร้านในแต่ละตอนจะมีเรื่องราวที่มาที่ไป สภาพการณ์จริงที่ร้านนั้น ๆ เป็นอยู่ รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตของร้านซึ่งส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงเพราะไม่มีคนทำต่อ นั่นหมายความว่ารสชาติรสมือของรายการอาหารเหล่านั้นก็จะสูญหายตามไปด้วย เราคนดูจะได้รับรู้และเห็นความพิเศษของหน้าตาบรรยากาศภายในร้านและหน้าตารสชาติของอาหารผ่านความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่จะบรรยายให้เราได้ฟังผ่านการสังเกตและความชื่นชอบในอาหารนั้น ๆ ด้วยความรู้สึกส่วนตัว
ด้วยความที่ร้านอาหารแต่ละที่ที่ไปเยือนนั้นมีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความไม่ยั่งยืน มันคือสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ร้านอาหารเหล่านี้ก็เช่นกันเพราะอย่างไรเสียมันก็ต้องถูกดำเนินงานด้วยมนุษย์ เมื่อเราได้ฟังเรื่องราวของร้านอาหารเหล่านี้แล้วแม้จะอดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้เช่นกัน นี่ชอบความคิดของเจ้าของร้านอาหารในซีรีส์ซึ่งพูดถึงการส่งต่อกิจการให้ลูกหลานประมาณว่า อยากให้ลูกหลานได้ไปทำในสิ่งที่รักมากกว่าที่จะมารับช่วงกิจการต่อ
แล้วถ้าเอาไปเทียบกับซีรีส์แนวอาหารของญี่ปุ่นที่เคยดูมาแล้วอย่าง The Way of the Hot and Spicy, Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman และ What Did You Eat Yesterday? ก็ต้องบอกว่าชอบเรื่องนี้น้อยที่สุด (ก็ยังมีความชอบอยู่แค่ไม่เยอะ) จุดสำคัญอย่างหนึ่งเลยที่ไม่ชอบในซีรีส์เรื่องนี้คือบุคลิกของตัวตัวละครหลัก ทามิโอะ ซุดะ ที่ทำให้รู้สึกรำคาญไม่ใช่น้อยในความลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ลีลาเยอะเกินไป แต่ช่วงท้ายได้ โคจิ มายาโมโตะ มาร่วมเล่นด้วยจึงช่วยทำให้การเล่าเรื่องมันสนุกคึกคักขึ้นอย่างชัดเจน ชอบกว่าเยอะเลย
อย่างไรก็ดีซีรีส์เรื่องนี้ยังมีเนื้อหาอื่นด้วยที่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักอย่างความสัมพันธ์ของคนภายในครอบครัวซึ่งถูกเล่าออกมาให้ดูเหมือนจะมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง หรือจะเป็นเรื่องการทำงานของตัวละครที่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมากเช่นกัน แต่พอรวม ๆ แล้วกลายเป็นรู้สึกอบอุ่นใจดีเลย เหมือนซีรีส์เรื่องนี้จะบอกให้เราจัดการ เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ (Work-Life Balance) ให้ลงตัว
คือถ้าจะทำงานหนักก็ทำได้ แต่ก็ต้องได้ทำในสิ่งที่สนใจสิ่งที่ชอบด้วย
ขบเคี้ยวหนัง
[CR] The Road to Red Restaurants List (2020) ตระเวนชิมร้านใกล้สูญพันธ์
The Road to Red Restaurants List (2020)
ตระเวนชิมร้านใกล้สูญพันธุ์
ทามิโอะ ซุดะ (ทาคายุกิ ฮามัตสึ) คือชายหนุ่มวัยกลางคนอายุ 40+ ที่ถือหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศสุดขยันขันแข็ง เขารับผิดชอบทำงานในหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มที่ และในบางครั้งก็ยังใจดีทำงานในส่วนความรับผิดชอบของคนอื่นด้วย ส่วนอีกใบหนึ่งนั้นคือพ่อบ้านที่มีภรรยาและลูกสาวที่กำลังเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น ภรรยากับลูกสาวมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความชื่นชอบในศิลปินวงหนึ่งเหมือนกันถึงขั้นลงทุนเดินทางไปร่วมงานของศิลปินวงดังกล่าวในต่างเมืองอยู่บ่อย ๆ ทำให้ต้องนอนค้างคืนในคืนวันศุกร์แล้วถึงค่อยกลับบ้านในวันเสาร์ ด้วยเหตุนี้พ่อบ้านที่ถูกลูกเมียทิ้งไว้ให้อยู่บ้านเพียงคนเดียวจึงคิดวางแผนเดินทางตามลำพังด้วยการขับรถไปค้างคืนในเมืองที่อยู่ไม่ไกลมากนัก เขาไม่ต้องเสียค่าที่พักเลยเพราะตั้งใจนอนในรถอยู่แล้ว และยังพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ให้เยอะอีกด้วย โดยจะค้างคืนเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้นเพราะจะได้เดินทางกลับในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่ลูกสาวและเมียต่างก็เดินทางกลับบ้านเช่นเดียวกัน
ในแต่ละทริปนอกจากเขาจะได้พบเจอกับบรรยากาศสถานที่ที่แตกต่างกันออกไปแล้ว ร้านอาหารที่เขาได้ไปกินก็ยังถือเป็นไฮไลท์ของทริปก็ว่าได้เพราะเขาตั้งใจตามหาร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ในที่นี้หมายถึงร้านอาหารที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อเพราะไม่มีคนมาสืบทอดกิจการและเจ้าของร้านก็อายุมากแล้ว ร้านอาหารเหล่านี้จะมีการตกแต่งร้านที่ไม่ดูทันสมัยทันยุคและยังจะต้องมีรายการอาหารที่บ้าน ๆ ดูแล้วเรียบง่ายทำง่าย ในขณะเดียวกันรสชาติก็ต้องอร่อยใช้ได้ด้วย
หัวใจหลักในเนื้อหาของซีรีส์เรื่องนี้คือการพาตระเวนชิมร้านอาหารที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่มีความเด็ดความพิเศษในแบบของตัวเอง หรือจะเรียกว่า ร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็ตามเพราะแต่ละร้านในแต่ละตอนจะมีเรื่องราวที่มาที่ไป สภาพการณ์จริงที่ร้านนั้น ๆ เป็นอยู่ รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตของร้านซึ่งส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงเพราะไม่มีคนทำต่อ นั่นหมายความว่ารสชาติรสมือของรายการอาหารเหล่านั้นก็จะสูญหายตามไปด้วย เราคนดูจะได้รับรู้และเห็นความพิเศษของหน้าตาบรรยากาศภายในร้านและหน้าตารสชาติของอาหารผ่านความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่จะบรรยายให้เราได้ฟังผ่านการสังเกตและความชื่นชอบในอาหารนั้น ๆ ด้วยความรู้สึกส่วนตัว
ด้วยความที่ร้านอาหารแต่ละที่ที่ไปเยือนนั้นมีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ความไม่ยั่งยืน มันคือสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ร้านอาหารเหล่านี้ก็เช่นกันเพราะอย่างไรเสียมันก็ต้องถูกดำเนินงานด้วยมนุษย์ เมื่อเราได้ฟังเรื่องราวของร้านอาหารเหล่านี้แล้วแม้จะอดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้เช่นกัน นี่ชอบความคิดของเจ้าของร้านอาหารในซีรีส์ซึ่งพูดถึงการส่งต่อกิจการให้ลูกหลานประมาณว่า อยากให้ลูกหลานได้ไปทำในสิ่งที่รักมากกว่าที่จะมารับช่วงกิจการต่อ
แล้วถ้าเอาไปเทียบกับซีรีส์แนวอาหารของญี่ปุ่นที่เคยดูมาแล้วอย่าง The Way of the Hot and Spicy, Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman และ What Did You Eat Yesterday? ก็ต้องบอกว่าชอบเรื่องนี้น้อยที่สุด (ก็ยังมีความชอบอยู่แค่ไม่เยอะ) จุดสำคัญอย่างหนึ่งเลยที่ไม่ชอบในซีรีส์เรื่องนี้คือบุคลิกของตัวตัวละครหลัก ทามิโอะ ซุดะ ที่ทำให้รู้สึกรำคาญไม่ใช่น้อยในความลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ลีลาเยอะเกินไป แต่ช่วงท้ายได้ โคจิ มายาโมโตะ มาร่วมเล่นด้วยจึงช่วยทำให้การเล่าเรื่องมันสนุกคึกคักขึ้นอย่างชัดเจน ชอบกว่าเยอะเลย
อย่างไรก็ดีซีรีส์เรื่องนี้ยังมีเนื้อหาอื่นด้วยที่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักอย่างความสัมพันธ์ของคนภายในครอบครัวซึ่งถูกเล่าออกมาให้ดูเหมือนจะมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง หรือจะเป็นเรื่องการทำงานของตัวละครที่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมากเช่นกัน แต่พอรวม ๆ แล้วกลายเป็นรู้สึกอบอุ่นใจดีเลย เหมือนซีรีส์เรื่องนี้จะบอกให้เราจัดการ เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ (Work-Life Balance) ให้ลงตัว
คือถ้าจะทำงานหนักก็ทำได้ แต่ก็ต้องได้ทำในสิ่งที่สนใจสิ่งที่ชอบด้วย
ขบเคี้ยวหนัง
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้