ไรเดอร์

กระทู้สนทนา


.


           กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…

            ผมกดกริ่งหน้าบ้านสามครั้ง เพื่อเรียกคนในบ้านให้ออกมารับสินค้า มีคนสั่งกับข้าวให้มาส่งที่บ้านหลังนี้ หลังกดกริ่งผมยืนรอให้เจ้าของบ้านออกมา ระหว่างนั้นมีเจ้าสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวเล็ก ๆ วิ่งมา น่าจะยังไม่กี่ขวบ มันกำลังวิ่งวนไปวนมาใกล้ ๆ กับประตูรั้ว อย่างกับมันตื่นเต้นที่เจอผม หากไม่มีประตูรั้วกั้นผมกับมันเอาไว้ ป่านนี้มันคงเข้ามาคลอเคลียผมไปแล้ว พันธุ์นี้ไม่ดุครับ ออกจะไปในทางติ๊งต๊องเสียมากกว่า

            ผมรอไม่นานมีคุณยายวัยเลยแปดสิบเดินออกมาจากในบ้าน คุณยายสวมเสื้อคอกระเช้านุ่งผ้าถุงลายดอกไม้ ตามสไตล์คนแก่ที่เกษียณอายุเลี้ยงหลานอยู่เฝ้าบ้านนั่นล่ะครับ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะผมเห็นเด็กผู้หญิงวัยน่าจะสามขวบอยู่ในบ้านด้วยอีกคน ส่วนคนที่สั่งก็ไม่ใช่คุณยายแกเองหรอก เป็นลูกสาวของแกที่สั่งกับข้าวให้มาส่งที่บ้าน

            “ยายขอโทษนะหนุ่มที่ให้รอนาน พอดียายมัวแต่อาบน้ำให้หลานมันในห้องน้ำน่ะ” พอยายแกเดินมาถึงตัวผม เปิดประตูรั้วออกนิดหน่อยพอยื่นรับสินค้าได้ ยายก็พูดขอโทษผมใหญ่เลย ทว่าผมกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย ลูกค้าให้ผมรอนานกว่านี้ก็เคยมาแล้ว

            “ไม่เป็นไรครับยาย นี่ของครับ” ผมตอบ ยิ้มนิดหน่อยให้ยายด้วย พร้อมยื่นสินค้าให้คุณยายไป ผมแอบชายตาไปมองหลานสาวตัวเล็กวัยกำลังน่ารักของคุณยาย เธอช่างตัวตุ้ยนุ้ยแก้มป่องอย่างกับซาลาเปาเสียจริง ทำให้นึกไปถึงหลานสาวตัวแสบที่บ้าน ป่านนี้คงป่วนประสาทพ่อกับแม่ผมทั้งวัน

            “เท่าไหร่ล่ะหนุ่ม” คุณยายถาม มือกำลังรูดซิปกระเป๋าเสื้อเพื่อจะหยิบเงินให้ผม

            “อ่อ คุณพิรัชจ่ายเงินแล้วครับ คนที่สั่งกับข้าวน่ะครับ เขาจ่ายแล้ว” ผมตอบไป คุณยายพยักหน้าเข้าใจ เมื่อเสร็จธุระผมจึงขอตัวกลับไปทำงานต่อ ส่วนคุณยายก็ปิดประตูรั้วพาหลานเข้าบ้าน

            ผมชื่อก้องกิดากร ชื่อเล่นกรครับ ผมเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ด้วยความที่ผมเป็นคนรสนิยมสูงแต่ฐานะทางครอบครัวต่ำ เงินที่พ่อแม่ให้มาเรียนไม่พอต่อความต้องการที่ผมมี ผมจึงหาทางสนองตัณหาของผมโดยการหางานพิเศษทำ นั่นคืองานวิ่งส่งสินค้าหรือไรเดอร์นั่นเอง

            ผมไม่ค่อยมีเวลาเล่นกับเพื่อน ๆ เท่าไหร่นัก เพราะผมเอาเวลาว่างมาทำงานพิเศษ ส่วนข้าวของที่ผมใช้ ถึงอาจจะไม่ใช่แบรนด์เนมจริง ๆ ทว่าทุกอย่างก็ราคาพันอัปทั้งนั่น โดยที่ผมไม่เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่เลย ผมสนุกกับการทำงานพาร์ตไทม์แบบนี้ มากกว่าสนุกกับเพื่อนไปวัน ๆ

            ในหนึ่งสัปดาห์ผมจะได้มาส่งกับข้าวที่บ้านหลังนี้อยู่สี่วัน บ้านของยายคนนั้นล่ะครับ แกชื่อยายชื่น บางสัปดาห์ก็เกือบทุกวันเลย จนผมกับคุณยายคุ้นเคยกัน ยายแกอายุแปดสิบห้าปี ส่วนหลานสาววัยสามขวบชื่อน้องเวนิส ทั้งสองคนยายหลานคุ้นเคยกับผมเป็นอย่างมาก แทบจะนับผมเป็นหลานชายอีกคนไปเลยก็ว่าได้ อีกตัวที่สนิทกับผม คือ เจ้าไซบีเรียนนั่นเอง มันชื่อข้าวตอก

            เวลาล่วงเลยมาปีกว่าแล้วที่ผมเที่ยวมาส่งกับข้าวให้ที่บ้านหลังนี้ วันนี้ตอนบ่ายแก่ ๆ ก็เช่นกัน ที่ผมได้รับออร์เดอร์จากคุณพิรัชให้มาส่งที่นี่…

            กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…

            ผมกดกริ่งเรียกคนในบ้านให้ออกมารับของตามมารยาท ถึงแม้ผมกับคุณยายชื่นจะสนิทกันมากก็ตาม ผมก็ยังเป็นคนอื่น คนแปลกหน้าอยู่วันยังค่ำ ต้องกดกริ่งสักหน่อยนั่นแหละ

            ทว่าสิ่งที่วิ่งออกมาต้อนรับผมเป็นอันดับแรก คือ เจ้าข้าวตอกนั่นเอง มันวิ่งมาร้องคลอเคลียกับผมที่หน้าบ้านเหมือนทุก ๆ รอบที่ผมมา มันวิ่งวนไปมาพร้อมเสียงครางของมันเบา ๆ ผมชอบในท่าทางอ้อนของมันมาก แต่ผมต้องรอให้ยายชื่นมาเปิดประตูให้เสียก่อน ผมถึงจะเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับมันได้ ทว่าผมรอนานแล้ว ทำไมคุณยายชื่นถึงไม่ออกมารับกับข้าวสักที

            “ข้าวตอกยายไปไหน แกวิ่งไปเรียกยายซิ” ผมเกาะประตูรั้วบ้านพูดกับเจ้าสุนัขแสนขี้อ้อนตัวนี้ มันยังวิ่งวนร้องคลอเคลียไม่หยุด “เออน่า แกไปเรียกยายมาก่อน เดี๋ยวข้าเข้าไปกอดแกให้หายคิดถึงเลย” ผมกล่าว ยิ้มให้เจ้าสุนัขแสนรู้ตัวนี้

            สิ้นคำพูดของผม เจ้าไซบีเรียนมันก็วิ่งไปทางหลังบ้าน ไม่นานคุณยายชื่นก็เปิดประตูออกมา ทว่าวันนี้แปลกกว่าทุกวัน ผมรู้สึกอย่างนั้น บ้านมันดูเงียบ ๆ น้องเวนิสก็ไม่อยู่ ทุกครั้งที่ผมมาส่งอาหารจะมีน้องเวนิสอยู่เดินตามยายชื่นมาด้วยประจำ แต่วันนี้ไม่เห็นเจ้าตัวเล็กเลย ยายชื่นเองก็เงียบผิดปกติจากทุกรอบ

            ยายชื่นเดินออกมารับสินค้ากับผมโดยที่ไม่พูดจาอะไรกับผมเลย ซึ่งมันผิดวิสัยของแกมาก ผมพูดด้วยยายแกก็ไม่ยอมตอบ ไม่ถามผมสักคำด้วย เอาแต่มองหน้าผมด้วยแววตานิ่งพิลึก บางจังหวะผมแอบขนลุกด้วยซ้ำ กับแววตาของแกที่มองผม

            เมื่อคุณยายไม่ยอมคุยกับผม ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่นานเช่นทุกวัน ผมจึงเอ่ยลาขอตัวกลับ คุณยายชื่นก็ไม่ยอมตอบผมอีก รับสินค้าจากผมไปแล้ว ก็เดินหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ปิดประตูบ้านไปในทันที ยังดีที่แกเปิดประตูรั้วให้ผม ผมสงสัยแปลกใจอยู่ในที แต่ก็ปล่อยไป ไม่อยากคิดอะไรมาก คุณยายแกคงจะไม่สบายนั่นแหละ นี่คือสิ่งที่ผมคิด

            ก่อนไปผมมิวายถือวิสาสะเข้าไปกอดเจ้าข้าวตอกสักหน่อย ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมนั่งคุกเข่ากอดฟัดกับมันอยู่หน้าบ้าน ระหว่างที่ผมเล่นกับสุนัขอยู่ ก็มีสายโทรศัพท์โทรหาผม ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู เป็นเบอร์เดิมที่ผมคุ้นเคย

            เบอร์ของคุณพิรัชลูกสาวของยายชื่นเอง “น้องกรถึงไหนแล้ว ช้าจัง พี่รออยู่เนี่ย” เมื่อผมกดรับสาย คุณพิรัชก็เหมือนจะใส่อารมณ์กับผมยังไงยังงั้น เหมือนผมทำให้แกรอนานแล้วอะไรทำนองนั่น ซึ่งผมมาส่งกับข้าวนานแล้ว ผมยิ้มก่อนจะอธิบายออกไป

            “ครับคุณพิรัช ผมนำกับข้าวมาส่งคุณยายแกนานแล้วครับ” ผมตอบไป มืออีกข้างถือโทรศัพท์แนบหู อีกข้างเกาศีรษะเจ้าไซบีเรียนอยู่

            “ห๊า! น้องว่าอะไรนะ ไหนพูดใหม่อีกทีสิ” ผมทำท่างุนงงให้โทรศัพท์ คุณพิรัชพูดด้วยน้ำเสียงตกใจมาก งงว่าแกจะตกใจอะไรนักหนา

            “ผมบอกว่า ผมนำกับข้าวที่คุณพิรัชสั่งน่ะ นำมาให้คุณยายชื่นเรียบร้อยแล้วครับ แล้วแกก็รับไปแล้วด้วย ตอนนี้ผมกำลังฟัดกำลังเล่นกับเจ้าข้าวตอกอยู่ ผมกำลังจะกลับแล้วครับ” ผมอธิบาย

            ด้วยความที่ผมมาส่งออร์เดอร์ให้บ้านคุณพิรัชบ่อยแรมปี คุณพิรัชจึงค่อนข้างไว้ใจผม และผมก็เห็นคุณยายชื่นเป็นยายคนหนึ่ง ไม่คิดจะทำอะไรมิดีมิร้าย หรือสวมรอยเป็นสิบแปดมงกุฎหลอกคนแก่อะไรเลย ไม่เคยคิดแบบนั้น คนที่บ้านนี้จึงออกจะเอ็นดูและไว้ใจผม

            “นี่น้อง… น้องกร น้องไปส่งให้ใคร ที่บ้านพี่ไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีสักคน มีแต่เจ้าข้าวตอกตัวเดียวนั่นแหละ ทุกคนมาอยู่ที่วัดกันหมดแล้ว” เสียงสั่นเครือลนลานของคุณพิรัชที่ผมสัมผัสได้บอกกับผม ผมขมวดคิ้วเข้าหากันแบบงุนงงกับคำตอบที่ได้ จะไม่มีใครอยู่บ้านได้อย่างไร เมื่อครู่ยายชื่นตัวเป็น ๆ ยังมารับกับข้าวกับผมอยู่เลย

            “จะไม่มีได้ไงครับ คุณยายชื่นแกยังอยู่ เมื่อกี้แกยังมารับกับข้าวกับผมอยู่เลย” ผมตอบกลับไป แล้วสายของคุณพิรัชก็ตัดไป จากนั้นผมเห็นสมควรว่าควรกลับไปได้แล้ว อยู่นานไม่ดี อย่างไรผมก็เป็นคนอื่น ผมลาเจ้าข้าวตอกพร้อมปิดประตูรั้วบ้านให้ยายชื่นเรียบร้อย

            ผมกำลังจะสตาร์ตเจ้ามอเตอร์ไซค์คันเก่ง ทว่ามีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาอีก ผมหยิบมาดูเป็นเบอร์ของคุณพิรัชเหมือนเดิม ผมกดรับสายอีกรอบด้วยความใจเย็น วันนี้ผมไม่รีบเพราะผมจะกลับแล้ว ไม่ได้รับออร์เดอร์จากใครอีก

            “น้องกรทำใจดี ๆ นะ ตั้งสติ น้องส่งกับข้าวให้ใคร” คุณพิรัชถาม

            “คุณยายชื่นครับ ยื่นให้กับมือเลย” ผมตอบคำตอบเดิม ยืนยันหนักแน่น

            “น้องกรฟังพี่นะ พี่เป็นคนสั่งออร์เดอร์กับน้องจริง แต่พี่ให้มาส่งที่วัด เพราะพี่อยากให้น้องมาหาแม่พี่ มาส่งกับข้าวให้แม่พี่เป็นครั้งสุดท้าย แต่พี่ลืมแก้ที่อยู่ให้ น้องกรจึงได้ไปส่งที่บ้านพี่เหมือนทุกครั้ง แต่…” คุณพิรัชเงียบไป ส่วนผมก็คิดตามคำพูดของคุณพิรัชทุกคำ

            “แต่ทำไมครับ” ผมถามด้วยอาการใจไม่ดี เพราะประโยคที่ว่า ‘มาส่งกับข้าวให้แม่พี่เป็นครั้งสุดท้าย’

            “แม่พี่เสียแล้ว! เสียได้สองวันแล้ว ตอนนี้ศพอยู่ที่วัด น้อง… น้องกร ฮัลโหล ๆ ๆ” สิ้นคำพูดของคุณพิรัชมือไม้ของผมอ่อนระทวยลงทันที ทำให้โทรศัพท์ของผมร่วงลงพื้น หูไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เลยแม้แต่เสียงเรียกของคุณพิรัช

            ผมตั้งสติให้มั่น หันไปมองที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง เห็นประตูบ้านล็อกกลอนจากด้านนอกด้วยแม่กุญแจ มันถูกคล้องเอาไว้อย่างดี ที่สำคัญกับข้าวที่ผมนำมาส่ง มันร่วงอยู่ที่พื้นใกล้ ๆ กับประตูรั้วนี่เอง ทั้งที่ผมเห็นยายชื่นถือเข้าไปในบ้านแล้ว ผมยื่นให้กับมือตัวเอง แล้วมันมาหล่นอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ขณะนี้เจ้าข้าวตอกมันเดินมาดม ๆ ถุงกับข้าวนั้นเข้าพอดี

            ผมรวบรวมสติ หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่พื้นขึ้นมา ตอนนี้คุณพิรัชวางสายไปแล้ว ผมกดเบอร์โทรกลับไป ผมเพียงอยากเห็นยายชื่นกับตาเท่านั้นเอง ยอมรับว่าผมสับสน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ผมก็เห็นยายชื่นตัวเป็น ๆ เหมือนกัน

            “ฮัลโหลพี่ ตอนนี้ยายชื่นอยู่ที่วัดไหนครับ” เมื่อคุณพิรัชรับสาย ผมก็ยิงคำถามรัว ๆ เลย

            พอผมได้พิกัดของวัดแล้ว ผมก็รีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปที่นั่นเลยทันที ไปถึงวัดผมแทบหัวใจหยุดเต้น มองไปที่ศาลาเห็นผู้คนมากมายล้วนแต่งกายด้วยชุดสีดำ ที่สำคัญสิ่งที่ย้ำว่ามันคือเรื่องจริงก็คือ คุณพิรัชน้องเวนิสและสามีใส่ชุดดำ หน้าตาหมองเศร้า เหมือนกำลังผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ

            ผมรีบรุดเข้าไปหาคุณพิรัช มองหน้าเพื่อเอาคำตอบ เราไม่ได้คุยอะไรกัน คุณพิรัชร้องไห้พยักหน้าให้ผมบอกว่ามันคือความจริง แล้วเบือนหน้าเข้าไปในศาลาเพื่อให้ผมมองตาม ผมมองเข้าไปยังศาลา หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นรูปตั้งหน้าศพ ชาตะ มรณะ กำกับเอาไว้ชัดเจน คนในรูปคือคุณยายชื่นเอง

            ผมสับสน ไม่รู้เลยว่าตัวเองกลัวหรือสงสารหรืออะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกันแน่ แต่ว่าผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในศาลา จุดธูปบอกลาแกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วบอกกับคุณยายแกว่า พรุ่งนี้ผมจะมาส่งกับข้าวคุณยายนะ เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตคุณยาย ผมส่งให้ฟรีไม่คิดตังค์ ขอบคุณที่เอ็นดูผมเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ขอให้คุณยายชื่นไปสู่สุคติ

            เรื่องราวของผมก็มีเพียงเท่านี้ ไม่รู้หลอนได้ใจคนฟังหรือเปล่า แต่ผมก็อยากแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นของผมให้ทุกคนได้ฟัง มันเกิดขึ้นจริง! และผมหรือคุณพิรัชหรือใคร ๆ ก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมอยากมาแชร์ผ่านเพจเรื่องหลอนก่อนนอนให้ทุกคนได้ฟัง ใครมีเรื่องคล้ายผม นำมาเล่าสู่กันฟังได้นะครับ จากก้องกิดากร…

            เขากำลังเขียนประสบการณ์เรื่องราวที่อาจจะหลอนหรือไม่หลอนก็ได้ ลงในโปรแกรมเวิร์ด เพื่อจะนำส่งรายการเรื่องหลอนก่อนนอน ให้รายการนำไปอ่านและทำเป็นแอนนิเมชั่นให้ทุกคนได้รับชมรับฟังกันต่อไป

จบ…
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่