เราไม่มีทางไปต่อได้ง่ายๆ ถ้าเรายังแก้หนี้ครัวเรือนแบบกลัวว่า มันจะพัง
เราพยายามแก้หนี้ครัวเรือนกันมานานมาก เราเป็นห่วงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แต่มันไม่เคยลดลงเลย มีแต่เหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ส่วนใหญ่รู้แล้วว่า มันเกินจะแก้ได้แล้ว
มันสายไปแล้วละที่เราจะพยายามหาทางลดลงมาแบบ soft landing
ถัดจากนี้ ผมบอกได้แค่ว่า ทางแก้มีทางเดียว คือ ให้มันพังไปเลย
มันเหมือนตอนตยก.อะแหละ เมื่อทุกอย่างมันพัง เราถึงจะเริ่มใหม่ได้ และเราก็จะจัดระเบียบวินัยทางการเงินใหม่ได้
รากฐานของความแข็งแกร่งทางการเงินการคลังบ้านเรา มันก็มาจากการเจ็บแล้วจำนะแหละ
ถ้าเรายังพยายามจัดการกับหนี้ครัวเรือนแบบกลัวว่ามันจะแตกนะ มันมีแต่จะทำให้ระเบิดลูกนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
และผลกระทบจากระเบิดลูกนี้มันก็ใหญ่ขึ้นไปตามเวลาจนถึงจุดนึงที่เราเจอปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้เป็นเหมือนเข็มมาจิ้มให้มันแตกเอง
ซึ่ตอนนี้ไอ้เข็ม (ดอกเบี้ยขาขึ้น) เนี่ยมันก็พร้อมจะจิ้มลงมาทุกเมื่ออยู่แล้ว
ถ้าเราย้อนกลับไป ถ้าเราให้ความสำคัญกับหนี้ครัวเรือนตั้งแต่ที่มันอยู่ระดับ 70%
หาทางจัดการมันตั้งแต่ตอนนั้นระเบิดลูกนี้มันก็คงไม่มี เราก็จะกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำในแง่ของงบดุลมากๆ
แต่เราไม่ทำเพราะการแก้หนี้ครัวเรือนนั้นหมายถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
เราจะไม่เห็นตัวเลขการเติบโตจากการบริโภค จากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว ความบันเทิง การซื้อมือถือเครื่องละ 3-5 หมื่นด้วยการผ่อน 0% 24-36 เดือน
ซึ่งแน่นอนแต่ละรัฐบาลย่อมไม่กล้าไปจัดการเพราะตัวเลขเศรษฐกิจมันจะไม่สวยในช่วงที่เค้าเหล่านั้นบริหารอยู่
ถึงมันจะเป็นเรื่องดีในอนาคตของชาติ ของลูกของหลาน แต่มันจะไม่ใช่ช่วงที่เค้าทำงานอยู่ นกม.ที่ไหนละอยากจะทำ
ในจังหวะนี้ เราอยู่ในจุดที่เราสามารถทำ great reset ได้นะ มันจะเจ็บละ เจ็บมากๆเลย แต่มันจะจบ
ผลกระทบอาจจะหนักในระดับน้องๆธานอสดีดนิ้วก็ไม่ปาน
แต่ถ้าไม่ทำ และปล่อยให้ปัญหานี้มันปูด (ใช้คำว่าปูดนะ มันเกินกว่าจะคำว่า ซุกแล้ว)อยู่ใต้พรมต่อไป
ประเทศไม่มีทางไปต่อได้อย่างมั่นคง สภาพไม่ต่างจากคนอมโรค ร่างกายอ่อนแอไปตลอดชีวิต
สำหรับพี่ไทย การจะเริ่มต้นใหม่ จำเป็นต้องเกิด great reset
เราพยายามแก้หนี้ครัวเรือนกันมานานมาก เราเป็นห่วงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
แต่มันไม่เคยลดลงเลย มีแต่เหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ส่วนใหญ่รู้แล้วว่า มันเกินจะแก้ได้แล้ว
มันสายไปแล้วละที่เราจะพยายามหาทางลดลงมาแบบ soft landing
ถัดจากนี้ ผมบอกได้แค่ว่า ทางแก้มีทางเดียว คือ ให้มันพังไปเลย
มันเหมือนตอนตยก.อะแหละ เมื่อทุกอย่างมันพัง เราถึงจะเริ่มใหม่ได้ และเราก็จะจัดระเบียบวินัยทางการเงินใหม่ได้
รากฐานของความแข็งแกร่งทางการเงินการคลังบ้านเรา มันก็มาจากการเจ็บแล้วจำนะแหละ
ถ้าเรายังพยายามจัดการกับหนี้ครัวเรือนแบบกลัวว่ามันจะแตกนะ มันมีแต่จะทำให้ระเบิดลูกนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
และผลกระทบจากระเบิดลูกนี้มันก็ใหญ่ขึ้นไปตามเวลาจนถึงจุดนึงที่เราเจอปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้เป็นเหมือนเข็มมาจิ้มให้มันแตกเอง
ซึ่ตอนนี้ไอ้เข็ม (ดอกเบี้ยขาขึ้น) เนี่ยมันก็พร้อมจะจิ้มลงมาทุกเมื่ออยู่แล้ว
ถ้าเราย้อนกลับไป ถ้าเราให้ความสำคัญกับหนี้ครัวเรือนตั้งแต่ที่มันอยู่ระดับ 70%
หาทางจัดการมันตั้งแต่ตอนนั้นระเบิดลูกนี้มันก็คงไม่มี เราก็จะกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำในแง่ของงบดุลมากๆ
แต่เราไม่ทำเพราะการแก้หนี้ครัวเรือนนั้นหมายถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
เราจะไม่เห็นตัวเลขการเติบโตจากการบริโภค จากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว ความบันเทิง การซื้อมือถือเครื่องละ 3-5 หมื่นด้วยการผ่อน 0% 24-36 เดือน
ซึ่งแน่นอนแต่ละรัฐบาลย่อมไม่กล้าไปจัดการเพราะตัวเลขเศรษฐกิจมันจะไม่สวยในช่วงที่เค้าเหล่านั้นบริหารอยู่
ถึงมันจะเป็นเรื่องดีในอนาคตของชาติ ของลูกของหลาน แต่มันจะไม่ใช่ช่วงที่เค้าทำงานอยู่ นกม.ที่ไหนละอยากจะทำ
ในจังหวะนี้ เราอยู่ในจุดที่เราสามารถทำ great reset ได้นะ มันจะเจ็บละ เจ็บมากๆเลย แต่มันจะจบ
ผลกระทบอาจจะหนักในระดับน้องๆธานอสดีดนิ้วก็ไม่ปาน
แต่ถ้าไม่ทำ และปล่อยให้ปัญหานี้มันปูด (ใช้คำว่าปูดนะ มันเกินกว่าจะคำว่า ซุกแล้ว)อยู่ใต้พรมต่อไป
ประเทศไม่มีทางไปต่อได้อย่างมั่นคง สภาพไม่ต่างจากคนอมโรค ร่างกายอ่อนแอไปตลอดชีวิต