JJNY : เวทีโหรงเหรง│ก.ก.จวก”ตู่”จัดงบ เมินแก้ศก. เอื้อกองทัพ│ขนส่งฯยัน20พ.ค.ขึ้นค่าขนส่ง│โปรตุเกส"ฝีดาษลิง"พบติดเชื้อ 5

เหงาเลย! เวทีถามมา-ตอบไปโหรงเหรง วิจารณ์สนั่น ประชาชนไม่อยากฟัง บิ๊กตู่
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7057711
  
 
เหงาเลย! เวทีถามมา-ตอบไปโหรงเหรง วิจารณ์สนั่น ประชาชนไม่สนใจฟัง บิ๊กตู่ ด้านเจ้าตัว เปิดหัวรำลึกความหลังตั้ง คสช. อ้างบ้านเมืองไม่สงบ
  
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 2565 ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเสวนา “ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” (Better Thailand Open Dialogue)
  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประชาสัมพันธ์การจัดงานดังกล่าว แต่ปรากฎว่า จนถึงเวลาและพล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาถึง เก้าอี้ผู้เข้าร่วมงานยังว่างเกือบครึ่ง จนเจ้าหน้าที่ต้องขอให้สื่อมวลชน และฝ่ายเจ้าหน้าที่มานั่งแทน แต่ก็ยังคงโหรงเหรง จนมีบางคนระบุว่า เป็นเพราะประชาชนไม่ให้ความสนใจที่จะฟังการถามตอบของพล.อ.ประยุทธ์
 
การจัดงานดังกล่าวมีขึ้นวันที่ 19-20 พ.ค. จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าเศรษฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวบนเวทีทันทีว่า ตนย้อนคิดเสมอ ถึงวันที่ผมตัดสินใจเข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 7 ปีก่อน วันนั้นประเทศไทยมีการแบ่งขั้ว สลับกันต่อต้าน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นต่อเนื่องนับ 10 ปี เป็นเหตุให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ คนไทยไม่มีความสุข และประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ซึ่งวันนี้ พวกเราหลายคนอาจจะลืมกันไปแล้ว และเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ตนได้เดินหน้าทำให้ดีที่สุด
 
“การมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าใจดีว่าต้องแลกกับ การถูกกล่าวหาว่าประเทศเราไม่เป็นประชาธิปไตย ในเวลานั้น คสช.ได้พยายามพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ทุกคนมีเสรีภาพทางความคิด ภายใต้กรอบกฎหมายที่ผ่อนปรนกับทุกฝ่ายมากที่สุด ในช่วงเป็นรัฐบาล คสช. มีอำนาจพิเศษมากมาย แต่ผมก็ไม่ได้ใช้ในทุกกรณี ใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบต่างๆ องค์กรอิสระยังคงทำหน้าที่เป็นอิสระ โดยผมจะไม่เข้าไปก้าวล่วงการทำหน้าที่ใดๆ”
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการเข้ามาในช่วงนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศ บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และทำให้นานาชาติเกิดความเชื่อมั่นประเทศไทย ทุกคนได้เห็นว่าในช่วงหลังจากนั้น รัฐบาลไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 40 ล้านคน ในช่วงนั้น รัฐบาลได้บริหารประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
 
การสร้างบ้านสร้างชาติให้เป็นบ้านที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ จำเป็นต้องมีมาสเตอร์แพลน ซึ่งคือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีระหว่างปี พ.ศ.2561-2580 ประกอบด้วย 1.ด้านความมั่นคง 2.ด้านการสร้างสามารถในการแข่งขัน 3.ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ 4.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5.ด้านการสร้างการเติบโต บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
 
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2562 ตนมีโอกาสกลับมาสานต่อการบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ตนและรัฐมนตรีทุกคน ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบเป้าหมาย และแนวทางการพัฒนาประเทศ ให้กับหน่วยงานของรัฐ ทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตาม โดยจะมีการวัดผลและทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ ตามสถานการณ์และความจำเป็นของประเทศ
 
นายกฯ กล่าวว่า ในช่วงนั้น แม้หลายประเทศ รวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่ประเทศไทยยังเติบโตได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งระหว่างนั้น รัฐบาลพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเดิม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถ สร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เพื่อให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
 
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้เวทีเสวนาดังกล่าวชี้แจงผลงานต่างๆ ที่ผ่านมา


 
ก.ก.จวก”บิ๊กตู่”จัดงบ 3.1 ล้านล.เมินแก้ศก. เอื้อกองทัพ-ประเคนผู้ว่าฯ ระดมส.ส.โหวตคว่ำ
https://www.matichon.co.th/economy/news_3351583
 
ก.ก.จวก”บิ๊กตู่”จัดงบ 3.1 ล้านล.เมินแก้ศก. เอื้อกองทัพ-ประเคนผู้ว่าฯ ระดมส.ส.โหวตคว่ำ
 
หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 3,185,000 ล้านบาทไปแล้วนั้น
 
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ฝ่ายนโยบาย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาทพรรค ก.ก.กล่าวถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯ 3.1 ล้านล้านบาท จะเน้นหนักไปที่เรื่องอะไรบ้างว่า พรรค ก.ก.จะเน้นขนาดของงบประมาณ ปัจจุบันอยู่ช่วงต้องฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเงินกู้ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ใช้ไปเกือบหมดแล้ว
 
แต่งบประมาณปีนี้ยังเพิ่มขึ้นมาได้ไม่เท่ากับปี 2562 ด้วยซ้ำ สะท้อนว่าเศรษฐกิจอาจจะต้องเติบโตตามมีตามเกิด เพราะภาครัฐจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนช่วยมากนัก อีกเรื่องคือการจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ เช่น การศึกษา เด็กนักเรียนต้องการการฟื้นฟูหลังจากต้องเผชิญการถดถอยช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการแรงหนุนของรัฐบาล เพื่อฟื้นตัวเอง รวมถึงภาคการเกษตรยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร
 
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า นอกจากนี้ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ เช่น การรวมศูนย์และกระจุกตัวของงบประมาณที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพราะส่วนท้องถิ่นยังได้งบประมาณไม่ถึง 35% เช่นเดิม ตรงข้ามกับงบส่วนจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่ช่วงการใช้งบกลางอัดงบลงไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

 กว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว ที่สำคัญคือเรื่องของสวัสดิการยังไม่ได้กระจายไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและถ้วนหน้าอย่างที่สัญญาไว้ตามนโยบายหาเสียง ส่วนสุดท้ายคือเรื่องงบประมาณการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ฝ่ายค้านจมเรือดำน้ำไปได้แล้ว แต่กองทัพอากาศกลับได้เครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 มาแทน ทั้งที่งบประมาณมีน้อย และภาระยังอัดแน่น จากรายจ่ายให้กับบุคลากร แต่กองทัพก็ยังอยากได้ของเล่นใหม่
 
เมื่อถามถึงท่าทีของรัฐบาลที่มีความกังวลต่อการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯ มาจากสาเหตุอะไร น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลห่วงการรวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร มากกว่าเนื้อหาของกฎหมาย เพราะสมัยประชุมสภาที่ผ่านมารัฐบาลหลีกเลี่ยงนำร่างกฎหมายสำคัญของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาพิจารณาในสภามาโดยตลอด แต่เมื่อมาเป็นร่าง พ.ร.บ.งบฯ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
 
ดังนั้นจึงเป็นร่างกฎหมายสำคัญร่างแรกต้องต่อรองกำลังกันระหว่างฝ่ายค้านและกลุ่ม ส.ส. ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะโหวตให้กับฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ เช่น กลุ่ม ส.ส. ของพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) และ ส.ส.กลุ่ม 16 จึงทำให้ฝ่ายรัฐบาลกังวล คาดว่าวันยกมือลงมติโหวตคงเกิดเหตุการณ์ฝุ่นตลบ เพราะรัฐบาลจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.งบผ่านสภาให้ได้
  
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า หากดูเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.งบ 2566 ไม่แตกต่างจากร่าง พ.ร.บ.งบตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เคยทำมาแบบไหนก็ทำแบบนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น รัฐบาลอาจคิดว่า เคยทำแบบที่ผ่านมาแล้วสภาให้ผ่าน จึงทำแบบเดิม
 
เมื่อถามว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านหารือกันว่าจะยกมือโหวตร่าง พ.ร.บ.งบอย่างไร น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้มีมติในเรื่องนี้ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฉบับนี้ พรรค ก.ก.จะโหวตคว่ำร่างฉบับนี้แน่นอน
 
เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม กำชับไม่ให้ ส.ส.เรียกรับผลประโยชน์ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า นายกฯกังวลเกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา เกิดการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ฝั่งของนายกฯถูกกล่าวหาเป็นผู้ให้ผลประโยชน์ แม้สุดท้ายจะไม่สามารถหาพยานหลักฐานชัดเจนได้ก็ตาม ครั้งนี้นายกฯจึงต้องพยายามปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกกล่าวหา
 

 
สหพันธ์ขนส่งฯ ยัน 20 พ.ค. ขึ้นค่าขนส่ง หลังภาษีดีเซลลดแต่ราคาหน้าปั๊มไม่ลด
https://www.nationtv.tv/news/378873445

สหพันธ์ขนส่งฯ ลั่น 20 พ.ค. นี้ ผู้ประกอบการทุกรายขึ้นค่าขนส่งแน่นอน หลัง ครม. มีมติลดภาษีดีเซลแต่ราคาหน้าปั๊มไม่ลด พร้อมปูดกระบวนการส่วยสติ๊กเกอร์ช่วงน้ำมันแพง
 
วันนี้ (18 พ.ค.) นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ระบุว่า แม้กระทรวงการคลังจะต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตรนาน 2 เดือน แต่จะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกหน้าปั๊มลดลงจากลิตรละ 32 บาท เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงติดลบและมีโอกาสทะลุแสนล้านบาท โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวทางกลุ่มผู้ประกอบการต้องกลับไปเจรจากับลูกค้าผู้ใช้บริการขนส่งอีกรอบ หลังจากที่เตรียมปรับขึ้นค่าบริการอีก 15 - 20% ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ แต่ลูกค้าได้ขอชะลอไว้ หลัง ครม. มีมติดังกล่าว ทำให้ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. นี้ กลุ่มผู้ประกอบการทั้งหมดจะขึ้นราคาค่าขนส่งอย่างแน่นอน
  
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการบางส่วนได้ขึ้นค่าขนส่งไปแล้วเฉลี่ย 20% ตั้งแต่รัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล โดยทางสหพันธ์ฯ ยืนยันว่า หากราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกลดลงจาก 32 บาทต่อลิตร จะลดค่าขนส่ง 3% ต่อ ราคาน้ำมันที่ลดลง 1 บาท 
 
นายอภิชาติ กล่าวว่า ทางสหพันธ์ฯ ยืนยัน เรียกร้องให้รัฐบาลนำไบโอดีเซล ซึ่งราคาสูงมากถึงลิตรละ 70 บาท ที่ใช้ผสมน้ำมันออกจากระบบชั่วคราว จนกว่าราคาน้ำมันจะเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลลงได้ 1.50 - 2 บาทต่อลิตร เพราะขณะนี้ ราคาปาล์มน้ำมันในตลาดแพงขึ้นถึง กิโลกรัมละ  11 - 12 บาท สูงกว่าราคาประกันที่รัฐบาลให้แล้ว เนื่องจากเป็นที่ต้องการในตลาดโลกและอินโดนีเซียยังระงับการส่งออกน้ำมันปาล์ม มองว่าเกษตรกรจะไม่เดือดร้อน และรัฐบาลสามารถใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมให้ส่งออกน้ำมันปาล์มได้ ถ้าถอดไบโอดีเซลออกจาก ส่วนผสมน้ำมันเพื่อการขนส่ง
  
นายอภิชาติ ยังกล่าวถึงกระบวนการส่วยสติ๊กเกอร์ว่า กำลังระบาดหนักในช่วงน้ำมันแพง รถบรรทุกราว 50,000 - 100,000 คัน ลักลอบขนสินค้าเกินพิกัดที่กฎหมายกำหนด เฉลี่ยถึงเท่าตัวต่อรอบ ซึ่งทางสมาชิกสหพันธ์ฯ ทั่วประเทศไทยร่วมมือกันตรวจสอบ และทำงานร่วมกับตำรวจทางหลวง เบื้องต้นพบว่า ราคาสติกเกอร์สูงถึง 25,000 บาทต่อใบ หากคำนวณอย่างง่าย เบื้องต้นพบว่ามีรายได้เข้ากระเป๋าผู้ร่วมขบวนการส่วนนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,250 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งสมาชิกสหพันธ์ ที่เป็นเครือข่ายคอยสอดส่องดูแล มีทั้งคลิปวิดีโอและภาพถ่าย และจะเดินหน้าเรียกร้องให้ปรับปรามการกระทำดังกล่าวอย่างเต็มที่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่