ดีเซลลิตรละ 8 บาท เบื้องหลัง บรูไน ประเทศที่เติมน้ำมันถูกสุด ในอาเซียน /โดย ลงทุนแมน

นึกภาพว่า ถ้าวันนี้เราขับรถเข้าปั๊ม แล้วจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเพียงลิตรละ 8 บาท หรือเติมน้ำมันเต็มถังด้วยเงินไม่กี่ร้อยบาท..

เรื่องนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย แต่มันเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน

อย่าง “บรูไน” ประเทศที่ครองแชมป์ราคาน้ำมันถูกที่สุดในอาเซียนมาอย่างยาวนาน

แล้วทำไม บรูไน ถึงทำราคาน้ำมันให้ต่ำขนาดนี้ได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1CHf6wAs6o/?mibextid=wwXIfr


หากเราลองกางราคาน้ำมันหน้าปั๊มของแต่ละประเทศในอาเซียน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569)

จากข้อมูลจะพบว่า บรูไน เป็นประเทศที่ราคาน้ำมันถูกสุดในอาเซียน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลนั้น ถูกกว่าประเทศไทยเกือบ 5 เท่า และถูกกว่าสิงคโปร์เกือบ 13 เท่าเลยทีเดียว..

สิงคโปร์ : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 87.25 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 100.26 บาท
ลาว : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 62.35 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 64.14 บาท
เมียนมา : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 59.87 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 68.26 บาท

กัมพูชา : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 55.72 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 57.76 บาท
ฟิลิปปินส์ : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 54.50 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 66.71 บาท
ไทย : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 41.05 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 38.94 บาท

เวียดนาม : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 37.08 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 47.16 บาท
มาเลเซีย : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 31.96 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 45.59 บาท
อินโดนีเซีย : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 24.00 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 28.32 บาท

บรูไน : ราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 13.54 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 7.92 บาท

และตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่บรูไนแทบไม่เคยขยับไปไหนเลย ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวน

โดยรัฐบาลบรูไนเลือกที่จะแช่แข็งราคาน้ำมันนี้ มาตั้งแต่ช่วงปี 2543 จนกลายเป็นสวัสดิการพื้นฐาน ที่ทำให้คนในบรูไนแทบไม่เคยรู้จักน้ำมันแพง

เบื้องหลังอะไร ที่ทำให้ประเทศนี้ มีราคาน้ำมันถูกสุดในอาเซียน ?

คำตอบแรกคือ “แต้มต่อ” ทางทรัพยากร

แม้บรูไนจะมีขนาดพื้นที่เล็กกว่าจังหวัดชุมพร แต่กลับมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบสูงถึง 1,100 ล้านบาร์เรล หรือมากกว่าประเทศไทยเกือบ 4 เท่า

นอกจากนี้ บรูไนยังเป็นพันธมิตรสำคัญในกลุ่ม OPEC+ ทำให้มีความสามารถในการบริหารจัดการปริมาณการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด

โดยปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีมูลค่ามากถึง 274,000 ล้านบาท หรือราว 90% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของ GDP ทั้งประเทศ

คำตอบต่อมาคือ “ประชากร” ที่น้อยมาก

บรูไนมีประชากรเพียง 460,000 คน หรือน้อยกว่าเขตบางแคในกรุงเทพฯ เสียอีก แต่มีขนาดเศรษฐกิจสูงถึง 512,000 ล้านบาท

ส่งผลให้ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 1.1 ล้านบาทต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น

ซึ่งเมื่อรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถูกนำมาหารด้วยจำนวนประชากรที่น้อย

รัฐบาลจึงมีส่วนเกินมากพอ ที่จะจัดสวัสดิการ แบบรัฐสวัสดิการโดยสมบูรณ์ ทั้งเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ไม่เก็บภาษีเงินได้

และรวมถึงการ “อุดหนุนราคาน้ำมัน” เพื่อให้ประชาชนแบกรับค่าครองชีพต่ำที่สุด

อีกปัจจัยที่บีบให้รัฐบาลต้องอุดหนุนราคาพลังงาน คือระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม
ทำให้ชาวบรูไนจำเป็นต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว จนกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์สูงเป็นอันดับ 7 ของโลก

แปลว่า หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบทันที

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ บริบทของบรูไนนั้นแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนอย่างสิ้นเชิง

โดยบรูไนเป็นผู้ผลิตน้ำมันสุทธิ (Net Exporter) ที่มีประชากรน้อยมาก

ขณะที่ประเทศอื่น ส่วนใหญ่มีประชากรมากกว่าหลายสิบเท่า และมีภาระทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่า การอุดหนุนราคาในระดับนี้ จึงเป็นโมเดลที่เฉพาะตัวและเลียนแบบได้ยาก

ทั้งนี้ เหรียญย่อมมีสองด้าน แม้วันนี้บรูไนจะดูเหมือนสวรรค์ของผู้ใช้รถ แต่ทรัพยากรใต้ดินย่อมมีวันหมดไป

รัฐบาลบรูไนจึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้หลากหลายขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มากเกินไป

เพราะหากวันหนึ่งรายได้หลักจากฟอสซิลหายไป หรือกระแสโลกเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด เมื่อนั้นรัฐบาลอาจไม่สามารถแบกรับภาระการอุดหนุนน้ำมันมหาศาลแบบในวันนี้ได้อีกต่อไป..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่