เป็นเด็กเงียบไม่มีสิทธิ์เรียนนิเทศหรอคะ?????

สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ คือชีวิตจริงของเรา ที่มันผนวกกันรวมกันมาจนเป็นเรื่องๆใหญ่เรื่องนึง เกี่ยวกับการเรียนต่อในอนาคตของเราค่ะ
สวัสดีคะ เรามายด์นะ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันเถอะ เราเป็นคนชอบร้องเพลงมากๆ ตอนอยู่ที่บ้านก็ร้องเพลงทั้งวัน ชอบหัวเราะดังๆ เพราะรู้สึกว่ามันสะใจดี ชอบดูหนัง ดูละครมากๆ ตอนดูก็จะอินกับตัวละครนั้นๆ แล้วก็ชอบทำท่าทางและสังเกตอารมณ์ความรู้สึก สีหน้า แววตาของตัวละครนั้นๆ มันรู้สึกอินแล้วก็สนุกดี แต่จริงๆ แล้วเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเราจะนิ่งๆ เงียบๆ คือเราไม่ได้ตั้งใจเงียบ หรือเฟค หรือแอ๊บนะ แต่มันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะพูดในสิ่งที่คิด ทำในสิ่งที่ทำ หรือชวนเพื่อนคุย นิสัยและบุคลิกของเราแบบนี้ ทำให้เราเป็นทุกมาอยู่หลายปี จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ ไอโรคขี้กลัว ขี้กังวล ไม่กล้าพูด กลัวไปหมดทุกอย่าง แล้วเราก็พยายามเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอตั้งแต่ประถม เราเคยคิดนะว่าหรือจริงๆ แล้ว เรามี 2 บุคลิกวะ ต้องบอกก่อนว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้น คือ ถ้าเราอยู่สถานการณ์หรือสถานที่ที่สบายใจ เช่น บ้าน เราก็จะเป็นคนค่อนข้างพูดมาก อยากทำอะไรก็ทำ แต่เวลาเราอยูที่โรงเรียน เราจะเงียบมากๆๆ ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่กล้าสักที ทั้งที่เราอยู่โรงเรียนนี้มาจะ 6 ปีแล้ว เพื่อนก็เพื่อนกลุ่มเดิม แต่เราก็ยังไม่สามารถที่จะทำตัวปกติหรือสบายใจได้เหมือนตอนอยู่ที่บ้าน เราหาคำตอบกับตัวเองมาหลายปี พยายามพัฒนาตัวเองอยู่หลายครั้ง ทั้งหาหนังสือมาอ่าน ฟัง podcast แล้วก็อื่นๆ คือทุกการเปิดเทอมเราจะบอกกับตัวเองว่า”ฉันจะพูดให้เก่งขึ้น”แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ยิ้มก็เหมือนเดิม เอาจริงเราก็เคยคิดเหมือนกันว่าหรือเราจะอยู่แบบนี้ พูดน้อยแบบนี้ไปตลอดดีไหมนะ แต่ไม่ดิ ความฝันเราไม่ใช่แบบนี้ ความสุขเราก็ไม่ใช่แบบนี้ด้วย การเกิดมาแล้วไม่มีความมั่นใจมันยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเลยนะเว้ย ยิ้ม เศร้า ขอวกมาอีกเรื่องนึงที่ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตอนนี้คือเรื่องการเข้ามหาลัย ตอนสมัยม.ต้นเราคิดมาตลอดว่าเราจะเข้าแพทย์ แต่เด็กก็คือเด็กอ่ะเนอะ แพทย์ยิ้มเท่ พ่อแม่ต้องภูมิใจ แต่พอม.ปลายเรามีโอกาสได้ทำกิจกรรมเยอะขึ้น(ครูชวน) เช่น แข่งร้องเพลง ประกวดอะไรต่างๆ (บางคนอาจจะสงสัยว่าก็เป็นเด็กทำกิจกรรมหนิ แล้วทำไมถึงไม่มั่นใจ คือเราชอบทำกิจกรรมมากๆ พอมีกิจกรรมอะไร ตาก็จะลุกวาว แต่เราพูดไม่เก่ง เรียบเรียงคำพูดไม่ถูก คิดไม่ทันว่าถ้าคนอื่นถามมาแบบนี้ เราควรจะตอบว่าอะไร แงง) บวกกับพอโควิด ปิดเรียน เรียนออนไลน์ เราก็มีเวลาศึกษาตัวเองมากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วเราอยากเรียนนิเทศ อันนี้เป็นความคิดเบื้องต้นนะ คือกิจกรรมที่เราใช้เวลาทำมันเมื่ออยู่ที่บ้าน คือการแอคติ้งตามหลังตามละคร หรือบางทีก็คิดบทเองขึ้นมา แล้วเรามีความสุขมากที่ได้ทำมัน แต่นี่เราแอคติ้งคนเดียวอยู่บ้านนะ ยังไม่มีโอกาสได้ไปหาค่ายดูเลย มันทำให้คณะแรกที่เราอยากเข้าคือนิเทศศาสตร์ อาชีพที่คิดไว้คือนักแสดง ครูสอนการแสดง แล้วก็นักเขียนบท แต่เราก็รู้ว่ามันยากมากๆ สำหรับเรา  เราอยู่ม.6 แล้วเว้ย เป็นเด็ก 66(อยู่สายวิทย์-คณิตนะ ห้องโครงการด้วย) กิจกรรมก็พอมีบ้าง แต่เรากลัวทุกครั้งที่ครูถามว่าวางแผนอนาคตไว้ยัง จะเรียนคณะอะไร เรากลัวว่าถ้าเราตอบไปเราจะถูกเพื่อน/ครูมองยังไง แต่ก็รู้ว่ามันเป็นความคิดที่แย่ แต่มันหยุดคิดไม่ได้ง่ะ คือเราคิดไว้สองแง่มุม (1.)จะเรียนสิ่งนี้จริงหรอ มันไม่เหมาะกับบุคลิกเรา คนอื่นเขาจะมองยังไง จะให้เด็กเงียบๆ ไปเรียนนิเทศหรอ จริงดิ๊ (2.)เราต้องเลือกในสิ่งที่ชอบ คนเราเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตให้คุ้ม คนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เสมอถ้ายังไม่สิ้นใจ สู้เว้ย มันต้องมีสักวันที่เป็นของเรา  แต่เราเอนเอียงไปทางอันสองนะ เพราะเราคิดว่าก็มันชีวิตกู กูต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่อยากทำ แต่บางทีมันก็วกไปอันที่หนึ่งเสมอ เห้อ เพื่อนๆ คิดยังไงกันบ้างคะ ช่วยให้คำแนะนำเราหน่อยนะ เราขอถาม 2 ข้อนะคะ
1.เพื่อนๆ ว่าความมั่นใจมันสามารพัฒนาได้ไหม แล้วทำอย่างไรเราถึงมั่นใจและพูดเก่งขึ้น
2.เราไม่สามารถหยุดคิดข้อ(1),(2) ข้างต้นได้เลยค่ะ มันตีกันไปหมดในหัว ขอความคิดเห็นจากทุกคนว่าคิดยังไง
.
.
.
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนมาถึงตรงนี้นะคะ คำตอบของเพื่อนๆ จะเป็นแนวคิดให้เด็กคนนึงสามารถตัดสินใจเลือกทางที่เป็นความฝันของตัวเอง จริงๆเป็นเพียงส่วนหนึ่งค่ะ เพราะเราต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะเป็นไปในทางไหน แต่ถึงยังไงเราจะจดจำเพื่อนๆ ที่เป็นที่พึ่งให้เราได้ระบายปัญหาที่มีอยู่ในใจเรา ทั้งปัญหาเรื่องเรียน เรื่องอนาคต และเรื่องการสร้างความมั่นใจค่ะ ขอบคุณทุกคนค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่