อ้วน ลง พุง ไม่ใช่เรื่องน่าขัน

‘อ้วน ลง พุง’‘อ้วน ลง พุง’ อ้วนอันตราย เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ก็แค่พุงใหญ่ จะเป็น ‘โรค’ ไปได้อย่างไร?
อ้วนลงพุง ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา แต่เป็นภาวะอ้วนที่มีไขมันสะสมบริเวณช่วงเอวหรือช่องท้องปริมาณมากๆ และก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ ในทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Metabolic syndrome ถือเป็นกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย ดังนั้นภาวะอ้วนลงพุงจึงนับว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้

ไขมันที่พุงอันตรายกว่าไขมันส่วนอื่นของร่างกายอย่างนั้นหรือ?
โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไขมันตรงส่วนใด หากมีมากเกินไปก็ถือว่าไม่ดีทั้งนั้น แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือบริเวณพุงจะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ (free fatty acid หรือ non-esterified fatty acid, NEFA) ส่งผลให้ในกระแสเลือดมีกรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง อาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตีบและอุดตันได้

พบว่าในคนอ้วนลงพุงจะมีระดับฮอร์โมน adiponectin ในกระแสเลือดลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบในเซลล์ไขมันเท่านั้น ระดับ adiponectin ในเลือดที่ต่ำจะสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเป็นตัวทำนายการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เชื่อว่าความอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการสะสมไขมันในเนื้อตับ เพราะกรดไขมันอิสระที่ออกมาจากไขมันบริเวณพุงจะเข้าสู่ตับโดยตรงได้มากกว่าไขมันบริเวณสะโพก ซึ่งกรดไขมันที่สะสมภายในตับหากเกิดกับภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนเกินที่สารต้านอนุมูลอิสระจะรับมือไหว จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับตามมาอีกด้วย ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคตับมากกว่าคนที่มีไขมันสะสมที่สะโพก

คุณ! พุงโตเกินไปหรือไม่
รอบเอวเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนที่ง่ายและชัดเจน โดยไม่ต้องใช้การคำนวณ สำหรับคนเอเชียในปัจจุบันจะใช้การวินิจฉัยว่าใครจัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนลงพุงบ้าง ดังนี้

เส้นรอบเอวของผู้ชายตั้งแต่ 36 นิ้วขึ้นไป และสำหรับผู้หญิงตั้งแต่ 32 นิ้วขึ้นไป
มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
มีระดับ HDL คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มก./ดล.ในผู้หญิง
ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่
ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 100 มก./ดล.
พบว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียง 3 ข้อจากเกณฑ์ข้างต้น จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเป็น 3 เท่า และเกิดโรคเบาหวานเพิ่มถึง 24 เท่า

นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ อีกที่ส่งผลให้เกิด metabolic syndrome อาทิ ยิ่งอายุมากก็มีโอกาสเป็นสูง พบว่าคนผิวดำจะมีโอกาสพบโรคมากกว่า คนอ้วนมีโอกาสมากกว่าคนผอม ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง นอกจากนั้นจะเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง

ลดพุง…ลดโรค
การรักษา metabolic syndrome หรือโรคอ้วนลงพุงนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเป็นอันดับแรก เช่น หาวิธีลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารที่รับประทาน บริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดการดื่มสุรา ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน หรือความดันโลหิตได้ อาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาในการควบคุมร่วมด้วย เป้าหมายในการใช้ยาก็เพื่อลดระดับไขมัน Triglyceride เพิ่มระดับไขมัน HDL (ทำหน้าที่เก็บกวาดคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือดไปขจัดที่ตับ นับว่าเป็นชนิดดี) และลดระดับไขมัน LDL(ทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลออกจากตับไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ถือว่าเป็นชนิดไม่ดี) ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งพุงโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะสมโรคมากขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้แล้ว หันมาออกกำลังกายวันละนิด ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละน้อย ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ และตรวจสุขภาพประจำปี นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันโรคภัยต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย…

รู้หรือไม่? พุงของคนเรามีหลายแบบ และพุงแต่ละแบบมีที่มา?
บางคนไม่ได้อ้วนแต่กลับ “มีพุง”  หรือบางคนลดน้ำหนักด้วยวิธีไหนพุงก็ไม่ลดลงเลย สาเหตุหลักที่เกิดพุงอาจจะมองได้ว่าเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป แต่ความจริงแล้วพุงหรือหน้าท้องนั้นอาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของร่างกาย , ความเครียด ฯลฯ วันนี้ได้ยกตัวอย่างพุง 4 แบบ และวิธีลดพุงในแต่ละแบบ มีดังนี้

พุงแบบน้อย ๆ
เกิดจาการกินขนมหวานมากเกินไป รวมถึงแป้งขัดขาว เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
วิธีลด : ออกกำลังกายให้มากขึ้นและลดการทานแป้ง ควบคุมน้ำตาล เพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์

พุงคนท้อง
คุณแม่เพิ่งคลอดใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะยุบ
วิธีลด : ออกกำลังกายเบา ๆ และทานอาหารทื่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญ

พุงป่อง
การทำงานผิดปกติ หรืออาจมีแก๊ซในกระเพาะอาหารมากเกินไป
วิธีลด : ทานอาหารที่มีกากใยมากขึ้น และลดอาหารประเภทแป้ง แป้งขัดสีและขนมหวาน

พุงเครียด
ลำไส้แปรปรวน เพราะความเครียด
วิธีลด : นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหากิจกรรมที่ชอบคลายเครียด

แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ ติดนิสัยรับประทานมื้อดึก หรือเป็นโรคอ้วนแล้ว ปัจจุบันมีตัวช่วยในการลดน้ำหนักแบบปลอดภัยด้วยการส่องกล้องใส่บอลลูน เพื่อลดปริมาณอาหารและลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 24 กิโลกรัมในระยะเวลาเพียง 1 ปีนอกจากนี้ยังมีปากกาฉีดลดน้ำหนัก ที่ชื่อว่า LIRAGLUTIDE มีฤทธิ์ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้าลง ยับยั้งความหิว เมื่อคนไข้ได้รับยาก็จะรู้สึกอิ่มเร็วและไม่อยากอาหาร ช่วยให้น้ำหนักหายไปได้ถึง 5-10% ของน้ำหนักตัว ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

ข้อมูลโดย นาวาโทนพ. บุญเลิศ อิมราพร อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

อยากลดพุง แบบไม่ต้องอดอาหาร ผลไม้เหล่านี้ช่วยได้
ผลไม้ถือว่าเป็นทางเลือกของคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะผลไม้มีกากใยที่สูง แถมมีวิตามินที่หลากหลาย แต่ก็ใช่ว่าผลไม้ทุกชนิดจะเหมาะกับการลดน้ำหนัก เพราะบางชนิดก็มีน้ำตาลสูงเช่น วันนี้จะมาแนะนำผลไม้ที่เหมาะกับคนที่กำลัง Diet อยู่

- แก้วมังกร 100กรัม ให้พลังงาน 60แคลอรี เป็นผลไม้ที่มีกากใยที่สูงแถมแคลอรีต่ำ
- แตงโม 100 กรัม ให้พลังงาน 25 แคลอรี เป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำ  
- ส้ม 100 กรัม ให้พลังงาน 42 แคลอรี ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
- มะละกอ 100 กรัม ให้พลังงาน 13 แคลอรี ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แคลอรีต่ำ
- สตรอเบอรี่ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน ช่วยบำรุงผิวพรรณ และแคลอรีต่ำ
- บลูเบอร์รี่ 100 กรัม ให้พลังงาน 57 แคลอรี เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยมาก ช่วยให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานกว่าชนิดอื่นๆ
- แอปเปิล 100 กรัม ให้พลังงาน 52 แคลอรี ในแอปเปิ้ลมีสารอาหารที่เรียกว่า เพกติน ช่วยเพิ่มกากใยอาหาร
- ฝรั่ง 100 กรัม ให้พลังงาน 60 แคลอรี มีวิตามินซีสูง และช่วยให้อิ่มท้อง
- ชมพู่ 100 กรัม ให้พลังงาน 42 แคลอรี มีกากใยสูงดีต่อระบบขับถ่าย

ถึงแม้ว่าผลไม้ที่กล่าวมาจะให้แคลอรีที่ต่ำ แต่ก็ควรปรับใช้ทานร่วมกับอาหารมื้อหลัก เพราะการทานผลไม้เพียงอย่างเดียวสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่ แต่ใครที่มีค่า  BMI เกินเกณฑ์ มากกว่า 25 ขึ้นไป การลดน้ำหนักด้วยวิธีทั่วไปอาจจะได้ผลช้า นั่นเป็นผลเป็นโรคอ้วนแล้ว

ปัจจุบันก็มีทางเลือกลดน้ำหนักที่ปลอดภัย ด้วยการส่องกล้องใส่บอลลูน เพื่อลดปริมาณอาหารและลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 24 กิโลกรัมในระยะเวลาเพียง 1 ปี

นอกจากนี้ยังมี  ปากกาฉีดลดน้ำหนัก ที่ชื่อว่า LIRAGLUTIDE มีฤทธิ์ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้าลง ยับยั้งความหิว เมื่อคนไข้ได้รับยาก็จะรู้สึกอิ่มเร็วและไม่อยากอาหาร ช่วยให้น้ำหนักหายไปได้ถึง 5-10% ของน้ำหนักตัว ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งการลดน้ำหนักได้ 10% ของน้ำหนักตัวจะสามารถบรรเทาและรักษาโรคที่เกิดจากความอ้วนได้

ข้อมูลโดย นาวาโทนพ. บุญเลิศ อิมราพร อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่