คอยรอ…

กระทู้สนทนา




.

             “ตาฉันกลับมาแล้ว ตาคงเหงามากเลยใช่ไหมที่ฉันไม่อยู่ ขอให้ตาไปสู่ภพภูมิที่ดีนะ ขอให้ตาได้เจอกับยายสังและน้าติ้มนะ…”

              สุพรพูดจบแล้วจึงวางช่อดอกกล้วยไม้สีม่วง ที่ซื้อมาจากในเมืองลงบนพื้นไม้ของเถียงนา ตัวของเถียงนาเอนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ไปตามกาลเวลา เพราะเจ้าของไม่อยู่ทำนุบำรุงแล้ว

              สุพรมองสภาพเถียงนาร้างที่ใกล้พังด้วยใจหดหู่ เมื่อนึกถึงเจ้าของ นึกถึงตอนเด็ก ๆ นึกถึงชายชราผู้ใจดี เพราะการติดต่อสื่อสารที่ไม่รวดเร็วทำให้ตนเองไม่ทราบข่าวอะไรเลย ประกอบกับเจ้าของเถียงนาก็ไม่มีใครสนใจด้วย

              แม่ของเธอเองก็ไม่ได้เขียนจดหมายไปเล่าอะไรให้ฟัง มีเพียงเธอที่คอยเขียนจดหมายมาหาแม่ฝ่ายเดียว จึงทำให้ไม่ทราบเรื่องนี้ ยืนมองเถียงนาและนึกถึงเรื่องราวตอนเด็ก ๆ เงียบ ๆ กับน้ำตาที่เอ่อไหลด้วยความสงสาร

              “ฉันกลับบ้านแล้วนะตา ฉันรู้แล้ว ฉันทราบแล้ว ขอให้ตาไปดี ไปสู่ภพภูมิที่ดี ไปหายายสังกับน้าติ้มนะ ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนล่ะ” สุพรเอ่ยลา ขณะนั้นจู่ ๆ ก็มีลมพัดพวยพุ่งมาอย่างแรง พัดใบไผ่ปลิวว่อนไปทั่วเถียงนา ผมเผ้าของสุพรปลิวยุ่งเหยิงไปหมด ทว่าสุพรกลับยิ้ม คิดว่าตาตาลคงรับรู้แล้ว จากนั้นจึงจับจักรยานหมุนตั้งหน้าไปยังหมู่บ้าน ขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นกลับบ้านไป

              ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์สุพรกลับมาจากกรุงเทพ กลับมาอยู่บ้านถาวรหากินอยู่กับบ้านไม่รวยก็คงไม่ถึงกับอดตาย เบื่อเมืองหลวงที่ต้องทำอะไรเร่งรีบเต็มที และ คนไม่จริงใจ สุพรจึงคิดกลับมาบ้านนอกดีกว่า

              กลับมาถึงบ้านไม่มีใครอยู่บ้านสักคน ช่วงนี้หน้านา ทุก ๆ บ้านจึงต้องออกจากบ้านไปทำนากันแต่เช้า รวมทั้งพ่อแม่ของเธอด้วย เธอมองเห็นจักรยานคันเดิมที่คุ้นเคย จึงคิดจะปั่นจักรยานไปหาพ่อกับแม่ที่นา อีกคนที่คิดถึงมาก ๆ คือ ตาตาล เพื่อนนาติดกัน

              สุพรปั่นจักรยานจากถนนลูกรังในหมู่บ้าน เลี้ยวลงทางเกวียนผ่านป่าสาธารณะของหมู่บ้าน พ้นแนวป่าไปก็จะเป็นที่นาของเธอแล้ว หากไม่อยากผ่านป่าเดินลัดทุ่งก็ได้ ทว่าฤดูทำนาแบบนี้น้ำหลาก ทางเกวียนผ่านป่าแบบนี้จึงเป็นอีกทางเลือก ไม่น่ากลัวเพราะเทียวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก อีกอย่างป่าเป็นป่าเล็ก ๆ ไม่น่ากลัว

              สุพรปั่นจักรยานพ้นแนวป่ามาแล้ว ก่อนจะถึงนาของตนเอง ต้องผ่านนาของตาตาลก่อน มีขนมจากกรุงเทพติดไม้ติดมือมาฝากด้วย หวังจะให้ชายชราผู้อาภัพ อาศัยอยู่คนเดียวได้กินขนมอร่อย ๆ จากกรุงเทพ

              เป็นไปตามคาด เมื่อปั่นมาถึงเห็นชายชรานั่งอยู่บนเถียงนาอยู่คนเดียว พ่อไม่ได้มาเสวนาด้วยคงยุ่งกับนาข้าวแหง ๆ สุพรคิดพร้อมอมยิ้มให้กับชายชราที่นั่งอยู่บนเถียงนานั้น นั่งดูดบุหรี่ด้วยใบตองแห้ง ควันบุหรี่ลอยคลุ้ง

              สุพรนึกอยากเอ็ดนัก อายุเยอะแล้วยังไม่เลิกดูดบุหรี่อีกไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะเห็นดูดมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิก มันอร่อยมากหรือไร ค้อนขวับให้ผู้เป็นตาอยู่คนเดียว

              ทว่ากลับมาคราวนี้ดูเถียงนามันเอนเอียงเซแปลก ๆ เหมือนจะล้มพิลึก บริเวณใต้ถุนก็รกเต็มไปด้วยหญ้า และ ใบไผ่ที่ชายชราปลูกเอาไว้ ผิดวิสัยคนเดิมยิ่งนัก ที่เมื่อก่อนบริเวณเถียงนาสะอาดสะอ้าน แต่ก็ด้วยวัยไม้ใกล้ฝั่งชายชราผู้นี้อาจขี้เกียจก็ได้

              “ตาตาล! ตาฉันกลับมาแล้ว สุพรหลานรักของตากลับมาแล้ว”สุพรจอดรถจักรยานร้องทักทายชายชราที่คุ้นเคย และ เอ็นดูตนเองมาโดยตลอดด้วยความดีใจ

              “ใครน่ะ! อ้าวไอ้พรเองรึ เอ็งกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นู่นพ่อแม่เอ็งอยู่กลางทุ่งนู่น” ชายชรากล่าว บุ้ยหน้าไปยังนาของสุพร ปากยังคาบบุหรี่ใบตองแห้ง พ่นควันสีขาวลอยโขมงอยู่บนอากาศอย่างสบายใจ อยู่บนเถียงนาของตนเอง

              ร่างกายเหี่ยวย่นบ่งบอกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร สีผิวคล้ำ หนังติดกระดูกเพราะความเป็นคนผอมโซ ผมหงอกเป็นสีขาวโพลนทั่วศีรษะ ไม่สวมเสื้อสวมเพียงกางเกงสีหม่น ๆ ตัวเดียว มีลายเสือเผ่นอยู่กลางหน้าอก นั่งชันเข่าอยู่บนเถียงนาคุยกับหลานสาว ที่เป็นเพียงลูกของเพื่อนบ้าน ไม่ใช่หลานสาวจริง ๆ ของตน

              “ฉันเองจ้ะตา! ฉันซื้อขนมมาฝากตาด้วยนะ ขนมจากกรุงเตบ ฮา!” สุพรพูดอย่างคนอารมณ์ดี ลงจากจักรยานถือถุงขนมจะเดินมาให้ชายชราที่นั่งอยู่บนเถียงนา ทว่าต้องหยุดกึกชะงักอยู่กับที่ ทั้งที่จะก้าวขาขึ้นบันไดมาแล้ว เมื่อชายชราสั่งให้หยุด ไม่ต้องขึ้นมา

              “เอ็งเอาวางไว้ตรงนั้นแหละนังพรเอ้ย ไม่ต้องขึ้นเถียงข้ามาหรอก มีแต่ฝุ่น ข้าแก่แล้วข้าขี้เกียจปัดกวาด อยู่ยังไงก็อยู่ไป ก็ตามเอ็งเห็นนี่แหละ” ชายชรากล่าว เมื่อเจ้าของเถียงที่คุ้นเคยมาแต่เด็กต้องการแบบนั้น สุพรก็ไม่ขัด ห้อยถุงขนมไว้ที่ขื่อของเถียงนา

              “ฉันห้อยขนมไว้ตรงนี้ก็แล้วกันนะตา เดี๋ยวว่าง ๆ ฉันมาปัดกวาดให้นะ รกแบบนี้เดี๋ยวงูก็ถามหา เถียงน่ะจะพังไม่พังแหล่อยู่แล้ว เดี๋ยวฉันอ้อนวอนพ่อมาซ่อมให้ คนกันเอง! ฉันกลับมาอยู่บ้านถาวรแล้ว เดี๋ยวว่าง ๆ ฉันแวะมาปัดกวาดให้ตาเอง” สุพรพูดอย่างเป็นห่วง เพราะชายชราผู้นี้ไม่มีใครเลย ลูกกับภรรยาตายจากไปนานหลายปีด้วยอุบัติเหตุ ตั้งแต่สุพรยังไม่เกิด เห็นแม่บอกว่าแม่เป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวของตาตาลด้วย

              “ไม่ต้องหรอกนังพร! ข้าขอบใจเอ็งนะที่ไม่ลืมข้า ข้าก็รอเอ็งกลับมาทุกวัน วันนี้เอ็งกลับมาหาข้าแล้ว ข้าดีใจมาก สิ้นสุดการรอคอยสักที ตั้งแต่เอ็งเล็ก ๆ ยังไม่โตจากบ้านไปทำงาน ข้าก็ได้เอ็งแก้เหงาแหละนังพรเอ้ย พอให้ข้าไม่คิดถึงนังติ้มกับแม่ของมัน พอเอ็งจากบ้านไปทำงานข้าก็หงอย ๆ หน่อย เพราะไม่มีใครอยากมายุ่งกับข้า เอ็งกลับมาข้าก็ดีใจ ไปเถอะ! ไปหาพ่อแม่เอ็ง นู่นแหนะ อยู่กลางทุ่งนู่น” ชายชราที่ชื่อตาลกล่าวอยู่บนเถียงนา

              สุพรได้ฟังก็นึกแหม่ง ๆ หู ตาตาลผู้นี้พูดแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย อีกอย่างอยากรีบไปหาพ่อกับแม่ด้วย จากนั้นก็ขอตัวปั่นจักรยานไปยังนาของตน ทิ้งให้ตาตาลอยู่คนเดียว ตนเองกลับมาอยู่บ้านถาวรแล้ว ค่อยมาเล่นด้วยก็ได้

              เพราะเห็นว่าอยู่คนเดียว เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวยังเลี้ยง แต่นี่เลี้ยงคนพอให้หายทุกข์เข็น ทำไมจะช่วยไม่ได้ ช่วย ๆ กันไปพอได้หมดลมหายใจ

              มาถึงนาของตนเองสุพรจอดจักรยานไว้ รีบบึ่งเดินไปหาพ่อกับแม่ที่กลางนาด้วยความคิดถึง พ่อกับแม่ทราบว่าตนเองกลับมาบ้าน ทว่าคงไม่คิดว่าจะถึงเร็วขนาดนี้ ดูจากท่าทางตื่นเต้นของทั้งสองคนที่ได้เจอตนเอง

              เมื่อลูกสาวกลับมาจากกรุงเทพจึงไม่มีกะใจจะทำงานต่อ จึงพากันขึ้นเถียงนาเพื่อพักผ่อนยามเที่ยงก่อนเวลาเป็นชั่วโมง

              “ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเลยเนอะแม่ ฉันไปทำงานแค่สามปีเอง บ้านเราดูเปลี่ยนไปเยอะเลย” สุพรกล่าวอย่างคนมีความสุข มองไร่นาผืนกว้างสุดลูกหูลูกตา จบ ม.3 ตนเองก็ขอเข้ากรุงเทพเลย ทว่าเมืองฟ้าไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

              “อือ… แม่กับพ่อก็ไม่คิดว่าเอ็งจะถึงตอนเช้าแบบนี้ ไม่งั้นแม่กับพ่อรอเอ็งที่บ้านแล้ว” แม่ของเธอพูดด้วยรอยยิ้ม คงดีใจที่เธอจะกลับมาอยู่บ้านถาวร เพราะไม่อยากให้ไปตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว “กลับมาอยู่บ้านเรานี่แหละลูก งานการในเมืองก็พอมีให้ทำ ไอ้ไก่มันรอเอ็งทุกวัน”

              “แม่!” สุพรค่อนขอดให้แม่เบา ๆ ไก่ที่แม่พูดถึง คือ ผู้ชายที่พ่อกับแม่หมายมั่นปั้นมือจะเอามาเป็นลูกเขย เพราะบ้านมีที่ทางทำกินเยอะ ลูกสาวไปเป็นสะใภ้คงไม่ลำบาก “เออนี่ของฝากจ้ะ เสื้อไปทำบุญของแม่ กางเกงยีนส์ของพ่อ เท่นะพ่อคนกรุงเทพเขาใส่กัน เมื่อกี้ฉันพึ่งแวะเอาขนมไปให้ตาตาลมาด้วย สงสารแกเนอะอยู่คนเดียว” สุพรพูด ขณะนั้นพ่อกำลังดื่มน้ำอยู่ สำลักน้ำพุ่งพรวดออกจากปาก

              “นังพรเอ็งพูดว่าอะไรนะเมื่อกี้!” พ่อของเธอจ้องหน้าเขม็งถามอย่างจริงจัง รวมทั้งแม่ด้วยที่หันมามองหน้าของเธอตาไม่กะพริบ

              “ก็ฉันบอกว่าก่อนที่จะมานี่ ฉันแวะคุยกับตาตาลก่อน แวะเอาขนมไปให้แก” พ่อกับแม่ของเธอมองหน้ากันอ้าปากข้าง “เออพ่อกับแม่ ตาตาลแกผ้อมผอมเนอะ เถียงนาก็ไม่ปัดกวาดฝุ่นออก ปล่อยให้ใบไผ่กับหญ้าขึ้นเต็มเลย ปกติแกปล่อยให้รกแบบนี้ที่ไหน เสาเถียงก็เอนจะพังอยู่แล้ว พ่อไม่ซ่อมให้ตาแกหน่อยล่ะ สงสารตานะพ่อ ตาไม่มีใครนะพ่อ” สุพรพูดอ้อนคนเป็นพ่อ พร้อมนึกไปถึงเพื่อนนาข้าง ๆ นึกสงสารจับใจจริง ๆ

              “นังพรเอ็งพูดใหม่อีกรอบสิ!” แม่พูดพร้อมตีแขนของเธอแรง ๆ พร้อมทำหน้าเหยเกเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง “เอ็งบอกเอ็งเห็นตาตาลที่เถียงนาเหรอ! เอ็งเห็นจริง ๆ เหรอนังพร “ แม่ย้ำ

              “ใช่จ้ะ! ฉันเห็นตาตาลจริง ๆ ยังคุยกับตาด้วย ว่าง ๆ ฉันว่าจะไปกวาดใบไผ่ให้แกอยู่” สุพรกล่าว

              “ไม่ต้อง!” แม่ของเธอร้องห้ามเสียงหลงโดยพลัน ขณะนั่งคุยกันอยู่บนเถียงนา แม่กับพ่อก็คอยชะเง้อมองไปยังเถียงของตาตาลอย่างหวาดระแวง เธออึ้งกับคำห้ามปรามของแม่ และ สงสัยอยู่ในทีว่าทำไม

              ปกติเห็นห่วงกันจะตาย อีกทั้งตาตาลเป็นพ่อของน้าติ้ม น้าติ้มเป็นเพื่อนสนิทของแม่ ไหงวันนี้มาห้ามเสียอย่างนั้น เธอขมวดคิ้วนึกสงสัย

              “พรพ่อไม่ได้เขียนจดหมายไปบอกข่าวเอ็งเพราะเห็นว่าไม่สำคัญ อีกอย่างพ่อคิดว่าค่อยบอกตอนเอ็งกลับมาบ้านก็ได้” พ่อจ้องหน้าเธอ พูดกับเธอ แววตาเศร้าลงนิด ๆ “ฟังพ่อดี ๆ นะลูก เอ็งคุยกับใคร! เพราะตาตาลแกตายไปเมื่อปีที่แล้ว ๆ” พ่อพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำมาก

              สุพรอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน โลกทั้งโลกเหมือนหยุดหมุนโดยพลัน เป็นไปได้อย่างไร แล้วคนที่ตนเองพึ่งคุยผ่านเมื่อครู่ นั่นมันตาตาลชัด ๆ คนเป็น ๆ มีเนื้อมีหนัง จะเป็นผีได้อย่างไร นั่งดูดบุหรี่จากใบตองแห้งที่มักดูดประจำอยู่บนเถียงนา นุ่งผ้านุ่งผ่อน คนชัด ๆ

              “ไม่ใช่แล้วพ่อ! พ่ออย่ามาอำฉันเสียให้ยากเลย ฉันเห็นตาตาลจริง ๆ คนเป็น ๆ เห็นจะจะเลยล่ะ พูดกับฉัน หัวเราะกับฉัน ตาตาลจะตายแล้วได้ไง พ่อแกล้งอำฉันใช่ไหม เอากางเกงคืนมาเลยนะ ไม่ต้องใส่เท่เลย แกล้งอำให้ฉันกลัวน่ะ” สุพรพูดด้วยใจหวิว ๆ แม้ไม่อยากเชื่อ ทว่ากลับมีบางอย่างกระตุ้นให้เชื่อ อย่างเช่นสภาพของเถียงนา

              “สุพรฟังแม่นะ ตาตาลของเราตายแล้วลูก แกนอนตายที่เถียงนา พ่อเป็นคนไปเจอศพ” แม่พูดทั้งน้ำตา คราวนี้แม่ร้องไห้ บรรยากาศไม่น่ากลัว ท้องนาเงียบสงบ มีเพียงเสียงการ้องมาเป็นระยะ ๆ ให้ได้ยิน แม่พูดทั้งน้ำตา ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ขณะนั้นก็มีลมพัดมาแปลก ๆ อีกระลอก

              แม่เล่าให้ฟังว่าเช้าวันหนึ่งพ่อนำข้าวเช้ามาส่งตาตาลที่นาเช่นทุกวัน ทว่าบรรยากาศมันเงียบผิดปกติแปลก ๆ มุ้งที่กางนอนก็ยังไม่ทันเก็บ ปกติตาตาลไม่ตื่นสายขนาดนี้ ปกติพ่อนำข้าวเช้ามาส่งก็เห็นตาตาลลุกนั่งบนเถียงนาแล้ว พ่อจึงขึ้นบันไดไปดูเห็นยังนอนหลับอยู่บนที่นอน จึงถือวิสาสะเปิดมุ้งเข้าไปปลุก พอแตะโดนตัวเท่านั้น พ่อแทบผงะ เพราะตัวของตาตาลเย็นเฉียบและแข็งทื่อด้วย

              พ่อลองปลุกดูปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ลากไปตามเถียงนาก็ไม่ยอมตื่น แถมฉี่ของตาตาลยังราดรดพื้นเถียงนาด้วย พ่อจึงมั่นใจว่าตาตาลเสียแล้ว จึงรีบนำข่าวมาแจ้งผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็นำร่างของตาตาลไปฌาปนกิจ ขนาดมาถึงตอนนี้ญาติ ๆ ของตาตาลยังไม่อยากรับผิดชอบ มีแต่อยากฮุบที่นาของแกกันทั้งนั้น แม่พูดด้วยความแค้นใจแทน ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะไม่ใช่ญาติโดยแท้

              สุพรฟังทั้งน้ำตา ไม่รู้จะสงสารหรือกลัวดี ที่เมื่อสักครู่ตนเองคุยกับผี วิญญาณของตาตาลคงรอคอยวันที่ตนเองกลับมาบ้าน เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ ตอนตายสุพรก็ไม่รับรู้เลย ไม่มีใครส่งจดหมายไปบอก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่