เรื่องสั้น : โชคชะตา

กระทู้สนทนา

.

             “ออกมาหาพี่หน่อยได้มั้ยที่รัก พี่รอที่ตู้โทรศัพท์ข้างวัดที่เดิม” ทันทีที่ฉันกดรับโทรศัพท์ ชายที่ฉันคบหาอยู่บอกให้ออกไปเจอกันหน่อย จุดนัดพบเป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่ข้างวัด เป็นตู้ที่ใช้งานไม่ได้หรอก มันพังไปนานแล้ว

              “ได้! เดี๋ยวหมิวไปตอนนี้เลย” ฉันตอบตกลง ก่อนจะย่องออกจากบ้านโดยไม่ให้ปู่กับย่าเห็น ตอนนี้เป็นเวลาก็ดึกแล้ว สามทุ่มได้ ตามบ้านนอกสามทุ่มก็เริ่มสงัดแล้วล่ะ ฉันค่อย ๆ แง้มหน้าต่างบ้านออกเบา ๆ จากนั้นก็ปีนหน้าต่างออกไปหาชายที่กำลังคบอยู่ได้สำเร็จ ปู่กับย่าไม่รู้เลยว่าฉันแอบออกจากบ้าน

                ฉันมีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเลิกเรียนแล้ว ฉันจบแค่ ม.3 ทำงานรับจ้างรายวันในเมือง มีงานอะไรให้ทำแค่ได้เงินฉันก็ทำหมดนั่นแหละ ไม่เกี่ยงงานหรอกแค่ได้เงินมาประทังชีวิต ฉันคบกับพี่เอสจะว่ารุ่นพี่ก็กระไรอยู่ เรียกน้าน่าจะดีกว่าพี่อ่ะนะ

                 พี่เอสมีเมียแล้วแถมยังมีลูกแล้วด้วย พี่เอสบอกฉันว่าเลิกกับเมียแล้ว กลับมาอยู่บ้านตัวเองกับพ่อแม่ของพี่เอสเอง ฉันจึงยอมคบด้วย ถึงฉันจะเป็นเด็กออกใจแตกหน่อย ๆ ฉันก็ไม่แย่งของใครหรอกนะ มีจิตสำนึกพอ พี่เอสบอกกับฉันว่าโสด  ฉันจึงยอมคบหาด้วย ให้หมดทั้งตัวทั้งหัวใจเลย

                  พี่เอสพาฉันขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดไปยังรังรักของเรา นั่นคือบ้านของเพื่อนพี่เอสเอง คงไม่ต้องให้เล่าหรอกนะว่า หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราสองคนก็ขึ้นสวรรค์ด้วยกันอย่างไรล่ะ

                พี่เอสบอกว่าจะพาไปที่บ้านไม่ได้ พ่อแม่บ่นตายเลย ถึงจะโตป่านนี้แล้วก็ไม่กล้าพาไปบ้านหรอก ยังไม่พร้อม พี่เอสบอกว่าขอหาเงินตั้งตัวก่อน แล้วจะมาสู่ขอฉันกับปู่ย่า พูดแบบนี้ใช่ว่าฉันจะไม่เคยไปที่บ้านนะ ฉันเคยไป! ฉันรู้จักที่บ้านของพี่เอสและเคยเจอพ่อแม่ของพี่เอสด้วย ฉันจึงคิดว่าฉันไม่น่าจะโดนหลอก

                “พี่รักหมิวมากนะ รักคนเดียวด้วย เดี๋ยวพี่จะหาเงินไปสู่ขอหมิว” หลังจากที่พวกเราขึ้นสวรรค์กันเสร็จ พี่เอสก็ชอบบอกรักฉันแบบนี้แหละ

               “หมิวก็รักพี่เอสคนเดียว” ฉันพูดพร้อมกอดพี่เอสเอาไว้แน่น ไม่อยากกลับบ้านไม่อยากห่างไปไหนเลย อยากอยู่กับพี่เอสที่นี่ตลอดไป “พรุ่งนี้หมิวมาหาพี่เอสอีกได้ไหม”

                 “เอ่อ… ไม่ได้! คือ ลูกสาวพี่มันไม่สบายนะ แม่มันหลงผัวใหม่ไม่ดูแลลูก พี่จึงต้องพาลูกไปหาหมอ พี่ต้องอยู่กับลูก มารับน้องหมิวไม่ได้” พี่เอสปฏิเสธความคิดถึงของฉันอีกแล้ว

                 “ก็ได้! ลูกหายแล้วรีบมาหาหมิวเลยนะ” ฉันไม่รังเกียจผู้ชายลูกติดหรอก ฉันรักพี่เอสมาก และ คิดว่าจะฝากชีวิตห่วย ๆ ของฉันไว้กับผู้ชายชื่อเอสคนนี้นี่แหละ

               “ปะกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พี่เอสจูบริมฝีปากของฉันเบา ๆ จากนั้นเราทั้งคู่ก็สวมเสื้อผ้าให้แล้วเสร็จ จากนั้นพี่เอสก็ขับรถมาส่งฉันที่บ้าน เป็นแบบนี้อยู่ประจำ

                 ฉันโตแล้วและเรียนจบแล้วด้วย ถึงจะจบเพียง ม.3 ก็ตาม ก็ถือว่าโตแล้วก็แล้วกัน การที่ฉันจะมีแฟนหรือสามีสักคน ปู่กับย่าก็ไม่ห้ามฉันหรอก ดีเสียอีกชีวิตของฉันจะได้เป็นฝั่งเป็นฝา ปู่กับย่าจะได้หายห่วง

                เพียงแต่มันไม่เร้าใจ กระบวนการวิธีการมันช้าไง ฉันจึงแอบย่องออกบ้านตอนกลางคืน เพื่อไปนั่งคุยกับพี่เอสทุกวัน ไปทุกครั้งที่พี่เอสโทรหาและต้องการ ถามว่าพี่เอสเคยมาที่บ้านของฉันไหม ไม่เคย! ฉันเองที่ไม่เคยให้พี่เอสมา ไม่ใช่พี่เอสไม่อยากมา

                 ฉันใช้ชีวิตไปวัน ๆ โบยบินไปท่ามกลางความยากจน และ ท่ามกลางความรักของพี่เอส เที่ยวกลางคืน เที่ยวกลางวัน หมู่บ้านไหนมีงานบุญอะไรฉันก็ไปหมด ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพี่เอสจริง ๆ ถึงฉันจะเสเพลแต่ฉันก็รักเดียวใจเดียวจริง ๆ ถึงฉันจะง่ายฉันก็ง่ายกับพี่เอสแค่คนเดียว ให้พี่เอสคนแรกคนเดียวเสมอมา

                 นานนับเดือนนับปีที่ฉันปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพี่เอส ฉันสิบเจ็ดปีพี่เอสสามสิบเจ็ดปี และแล้วสวรรค์ก็ได้ให้ของขวัญกับฉัน หรือ ลงโทษฉันก็แยกแยะไม่ออกเหมือนกัน ในที่สุดฉันก็ท้อง! ฉันดีใจมากที่ฉันมีลูกกับพี่เอส ฉันไม่ได้ซีเรียสเลย ฉันมีงานประจำทำ พี่เอสก็มีงานทำ ฉันเลี้ยงลูกได้

                ฉันรีบนำข่าวดีนี้ไปบอกกับพี่เอส แต่เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจฉัน เมื่อพี่เอสบอกว่าไม่ใช่ลูกของเขา

               “หมิวเธอท้องกับใครแล้วมากล่าวหาว่าเป็นลูกของพี่” พี่เอสพูดกับฉัน นี่หรือคำพูดคนที่ฉันรักสุดหัวใจ ฉันเสียใจและเจ็บใจมาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉันมีเพียงพี่เอสคนเดียว ให้พี่เอสคนแรกและคนเดียว ทำไมยังกล้าพูดแบบนี้ ฉันร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

                 “ลูกของพี่เอสไง หมิวจะท้องกับใครได้ ทั้งตัวทั้งใจหมิวให้พี่คนเดียว พี่ก็รู้! ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้” ฉันร้องไห้ พูดทั้งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดใจ

                 “หมิวจะท้องกับพี่ได้ไง! หมิวคบใครบ้างก็ไม่รู้ ให้ใครมาบ้างก็ไม่รู้ แล้วมากล่าวหาว่าเป็นลูกของพี่ พี่ไม่รับผิดชอบหรอก ไปหาพ่อตัวจริงของมันเถอะ” พี่เอสพูด ฉันกรี๊ดอย่างเจ็บปวด ร้องไห้แทบขาดใจ เสียใจแทบบ้า ทำไมพี่เอสพูดแบบนี้

                “พี่รับผิดชอบหมิวไม่ได้หรอก พี่ยังต้องรับผิดชอบลูกกับเมียพี่ ครอบครัวของพี่ ลูกในท้องหมิวลูกใครก็ไม่รู้ อย่ามาใส่ร้ายพี่ให้พี่ต้องทะเลาะกับเมียพี่อีกเลย”  แล้วพี่เอสก็จากฉันไป ปล่อยให้ฉันจมอยู่กับน้ำตาเพียงลำพังคนเดียว ตั้งแต่วันนั้นพี่เอสก็หายไปจากชีวิตของฉันเลย ไม่เคยติดต่อกลับมาอีก ไม่เคยเจอหน้ากันอีกเลย ไม่มีแม้แต่เงา

                ฉันก็พึ่งจะมารู้ความจริงนี่แหละว่า แท้จริงแล้ว ตลอดเวลาพี่เอสหลอกฉัน พี่เอสไม่ได้โสด พี่เอสมีครอบครัวมีเมียมีลูกอยู่ที่บ้าน ยังไม่ได้หย่าไม่ได้เลิกกันอย่างที่เคยบอกกับฉัน ถึงเป็นอย่างนั้นฉันก็ไม่กล้าทำแท้ง ฉันไม่กล้า! ฉันทำไม่ลง ฉันกลัว

             ถึงแม้จะมีคนแนะนำฉันก็ตาม ฉันกลับโกรธและโมโหคนที่แนะนำฉันไปทำแบบนั้น ขนาดหมามันยังรักลูกของมัน แต่นี่ฉันเป็นคน ไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก

               ฉันเสียใจมาก นับวันท้องของฉันก็โตขึ้นเรื่อย ๆ แต่แปลก ถึงฉันจะท้องไม่มีพ่อ ไม่มีหมาตัวไหนมารับผิดชอบก็ตาม ฉันกลับรักลูกของฉันมาก รักเด็กในท้องของฉัน รักมากนับวันรอเวลาได้เจอหน้าลูก ฉันดูแลตัวเองคนเดียวเพียงลำพัง ปู่กับย่าของฉันก็อายุมากแล้ว ถึงฉันท้องก็ยังต้องทำงาน ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานในเมืองท้องโต ๆ ยันคลอดกันเลย

               ตั้งแต่ฉันท้องฉันก็เริ่มคิดได้ โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ถึงฉันจะเหนื่อยแค่ไหน ลูกของฉันต้องมีข้าวกิน ต้องสบาย ต้องมีเสื้อผ้าใส่ ต้องมีเงินใช้ ฉันจะมัวแต่มานั่งร้องไห้นึกถึงหมาตัวนั้นไม่ได้

                ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ไม่เสียใจ ไม่โทษตัวเอง ไม่โทษวาสนา ไม่โทษโชคชะตาอีกต่อไป ฉันจะต้องทำทุกอย่างเพื่อลูกต่อไปนี้ ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวก็ได้

               พอครบเก้าเดือนถึงกำหนดคลอด ฉันเดินทางไปคลอดที่โรงพยาบาลคนเดียว ไม่อยากให้ปู่ย่าเป็นห่วง แต่ท่านทั้งสองคนก็ห่วงอยู่ดี นั่งรถสามล้อมาหาฉันที่โรงพยาบาล จนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่เงาของพี่เอส พ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของพี่เอส ไม่มีสักคนที่จะมาถามไถ่ฉัน สักคนก็ไม่มี

               ลูกเกิดมามีเพียงฉันคนเดียว บางครั้งเลี้ยงลูกไป ป้อนนมลูกไปน้ำตาของฉันก็ไหล ทำไมชีวิตของพวกฉันสองคนแม่ลูกต้องเป็นแบบนี้ ฉันเกิดมาอาภัพยังไม่พอหรือไร ทำไมฟ้าต้องให้ลูกของฉันอาภัพด้วยอีกคน

                  โชคชะตาจะลงโทษชีวิตของฉันไปจนวันตายเลยหรือ ถึงกระนั้นฉันจะร้องไห้นานไม่ได้ ลูกฉันต้องกินต้องใช้ ฉันต้องเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งเป็นเสาหลักให้ลูกและปู่ย่า

                พอฉันแข็งแรง ฉันฝากลูกไว้กับปู่ย่า ที่ไหนมีงานเงินดีฉันก็ทำหมด ไม่เกี่ยงงานอะไรทำหมด แต่วุฒิ ม.3 จะไปทำอะไรได้ล่ะ ฉันต้องดิ้นรนให้ถึงที่สุด ไม่ใช่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เพื่อลูก! ลูกของฉันที่กำลังจะโต ลูกต้องไม่ลำบากเหมือนฉัน ต่อไปนี้ฉันจะตั้งใจทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว มาเลี้ยงปู่ย่าให้สบาย

                ที่ผ่านมาฉันทำตัวเป็นเด็กใจแตกมามากพอแล้ว ไม่สนใจดูแลปู่ย่าผู้มีพระคุณต่อชีวิตของฉัน หาเงินเที่ยวเล่นไปวัน ๆ จนทำให้ฉันต้องกายเป็นคนท้องไม่มีพ่อ แถมยังเป็นสามีเป็นพ่อของคนอื่นอีกด้วย แต่ทว่าก็ขอบคุณลูกนะ ที่ทำให้ฉันเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา ทำให้ฉันคิดได้ และ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

                ชีวิตเด็กใจแตกผู้อาภัพ และ ยากจนวุฒิ ม.3 อย่างฉัน ต้องตะลอน ๆ ไปถอนมันสำปะหลังรับจ้างที่จังหวัดเลยบ้าง ไปเก็บผลไม้ที่จันทบุรีบ้าง ไปก่อสร้างบ้าง ทำทุกอย่างที่ได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ส่งให้ลูกกับปู่และย่าใช้ ฉันหาเงินเพียงลำพังเหนื่อยมาก ๆ เหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ฉันจะตายไม่ได้ ลูกต้องไม่อาภัพเหมือนฉัน แค่ชีวิตของฉันที่มันอาภัพคนเดียวก็เกินพอ

               เหมือนฟ้าจะเริ่มเห็นใจฉันขึ้นมาบ้างแล้ว จากที่สู้กัดฟันดิ้นรนอยู่คนเดียว ไม่มีแม้คำปลอบใจว่าเหนื่อยไหม มีเพียงเสียงอ้อแอ้ของลูกเวลาโทรกลับบ้าน มันคอยชะโลมจิตใจของฉันให้เข้มแข็ง

              หรือไม่ก็กรรมที่ทำมาแต่ชาติปางก่อน ใกล้จะหมดลงแล้ว ฉันเริ่มลืมตาอ้าปากได้ คนเดียว! ฉันหาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตอยู่คนเดียว จนตอนนี้เริ่มมีเงินเก็บ เงินหลักร้อยก้อนน้อย ๆ ที่มันเหลือค้างบัญชี หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด! มันเหลือติดบัญชีให้ฉันได้ชื่นชมทุกเดือน และฉันก็ไม่เคยใช้มัน จะเก็บมันเอาไว้

               จนกระทั่งฉันได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นวัยรุ่นนะ รุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันนี่แหละ เราเจอกันตอนที่ฉันไปถอนมันสำปะหลังที่เพชรบูรณ์กับญาติ ญาติ ๆ ต่างสนับสนุนฉันให้รักกับเขา เพราะเห็นฉันตัวคนเดียวนั่นเอง

              ทีแรกฉันไม่เปิดใจให้กับเขาหรอก ไม่ใช่รังเกียจเขา แต่ฉันกลัว! กลัวว่าจะโดนหลอกเหมือนคราวพ่อของลูก เขาจบแค่ ม.3 เหมือนกัน เกเรจนพ่อแม่ให้จบแค่ ม.3 และต้องมารับจ้างถอนมันสำปะหลังแบบนี้ บ้างก็เข้ากรุงเทพก่อสร้างเหมือนฉัน เรามีอะไรเหมือน ๆ กัน แต่เขายังไม่มีครอบครัว ทุกคนยืนยันว่าเขาโสด ยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่ของเขาเองก็ชอบในตัวฉัน

                ฉันไม่ปิดบังเรื่องครอบครัว ฉันบอกกับพ่อแม่กับเขาว่า ฉันเคยมีสามีมาแล้ว มีลูกติดด้วย ต้องเลี้ยงดูรับผิดชอบปู่กับย่าที่แก่แล้ว ชีวิตฉันมันไม่ได้สบายหรอก ฉันไม่มีพ่อแม่คอยอยู่เบื้องหลังเหมือนคนอื่น ๆ เขาบอกเขารับได้! เขารักฉัน เขารักในความเป็นฉัน เขารับลูกของฉันได้ พ่อแม่เขาเองก็รับสิ่งที่ฉันเป็นได้เหมือนกัน

               ระยะเวลาหลายเดือนที่เราอยู่เพชรบูรณ์ด้วยกัน ทำให้ฉันค่อย ๆ เปิดใจให้เขา และ เราตกลงคบกัน อยู่กินกันฉันสามีภรรยาเลย มีลุงป้าและพ่อแม่ของเขาเป็นพยานรับรู้ จากนั้นฉันก็พาเขากลับบ้านไปหาปู่ย่าและลูกของฉัน เราสองคนไม่แต่งงานกัน ปู่ย่าก็ไม่คะยั้นคะยอ เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีวัน แค่เขารักฉัน ดูแลฉันกับลูกก็พอ

                ฉันกับเขาเราทำงานเก็บเงินด้วยกัน หาเช้ากินค่ำด้วยกัน เหนื่อยไปด้วยกัน เขารักลูกของฉัน รักปู่ย่าของฉัน ดูแลครอบครัวของฉันเป็นอย่างดี ทุก ๆ วันฉันแอบร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้เพราะความตื้นตันใจมากกว่า ขอบคุณที่เขายอมสละตัวเองมาเหนื่อยกับฉัน มาสร้างครอบครัวไปพร้อม ๆ กับฉัน

              ไม่เคยรังเกียจลูกของฉัน ไม่เคยพูดบั่นทอนจิตใจฉันเรื่องอดีตที่ผ่านมา ไม่มีคำว่าลูกเธอลูกฉันสักคำ มีแต่คำว่าลูกของเรา! ฉันกับเขาเราทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ฉันตัดสินใจนำมาลงทุนเปิดร้านค้าขายส้มตำที่บ้าน จะได้อยู่กับลูกและดูแลปู่ย่าด้วย ส่วนเขาก็ขอเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ เขาเองมีความรู้และชอบการแต่งรถซ่อมรถอยู่แล้ว ฉันก็อนุญาต

                 ธุรกิจครอบครัวของเราไปได้สวยมาก ๆ ฉันลืมตาอ้าปากได้เพราะเขา ลูกสาวรักพ่อมาก ๆ และ พ่อก็หลงลูกสาวมากเหลือเกิน พ่อฟิวส์ของลูกนะ ไม่ใช่พ่อเอส! ลูกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อของลูก แต่ฉันก็ไม่ยัดเยียดความเป็นพ่อแท้ ๆ ของฟิวส์ให้กับลูก ฉันบอกลูกเสมอว่าใครคือพ่อ และ ฟิวส์ก็มักบอกว่าตัวเองนี่แหละคือพ่อของลูกประจำ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่