Fire Grenades: เครื่องดับเพลิงสมัยวิคตอเรีย




(ขวดแก้วดับเพลิงตกแต่งลักษณะต่างๆ / Cr.ภาพ myarkansaspbs.org)


ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีการดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทีมนักผจญเพลิงซึ่งเกี่ยวข้องกับอันตรายอย่างใกล้ชิด ถัง ปั๊ม ท่อ และเครื่องดับเพลิง จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อนำมาใช้ปะทะกับผนังเปลวไฟที่น่ากลัวโดยตรงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่เทคโนโลยีอื่นได้พัฒนาไปพร้อม ๆกัน ซึ่งได้รับการออกแบบในบางส่วนเพื่อให้นักดับเพลิงสามารถรักษาระยะห่างจากกองไฟได้นั่นคือ "Fire Grenades" 

รูปแบบแรกๆที่ได้รับความนิยมของ "Fire Grenades" (ระเบิดไฟ) ในช่วงปลายทศวรรษ 1800 จะมีลักษณะคล้ายกับลูกโลกแก้ว ขวดแก้วธรรมดาหรือหลอดไฟฟ้าสมัยใหม่ แต่ใหญ่กว่าและเต็มไปด้วยน้ำเกลือ พวกมันจะถูกติดไว้ในแท่นยึดโลหะแบบติดผนังในบ้านสไตล์วิคตอเรียน หรือที่ใด ๆ ที่สะดวกในการที่จะสามารถคว้าและโยนไปที่กองไฟได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อหลอดแก้วแตกน้ำที่อยู่ภายในก็จะช่วยดับไฟได้

ระเบิดไฟบางชิ้นดูเหมือนคริสตัลเจียระไน ที่เป็นเหมือนเครื่องประดับที่สมบูรณ์แบบในสไตล์วิกตอเรียน โดยมีหลายสีให้เลือก เช่นสีน้ำทะเล สีเหลืองอำพัน และแบบใสๆ ส่วนสีอื่นๆ มีสีเขียวและสีน้ำเงินโคบอลต์ ซึ่งสองสีสุดท้ายนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตอนนั้น โดยระเบิดจำนวนหนึ่งมีความสูงเพียง 4 นิ้วเท่านั้น แต่ตามกฎแล้ว ระเบิดไฟต้องมีความสูงรวมตั้งแต่คอแคบถึงฐาน อยู่ระหว่าง 6 ถึง 8 นิ้ว และถูกปิดผนึกด้วยซีเมนต์หรือไม้ก๊อก 
 
ส่วนการเลือกใช้น้ำเกลือแทนน้ำเปล่าเพราะน้ำเกลือมีจุดเยือกแข็งต่ำกว่า สิ่งนี้ทำให้น้ำเป็นของเหลวแม้ในฤดูหนาวที่รุนแรง และระเบิดดับเพลิงบางอันยังติดตั้งไกปืนแบบสปริงที่กระจายน้ำได้เหมือนสปริงเกอร์ด้วย

คาร์บอนเตตระคลอไรด์เป็นของเหลวที่ใช้กันทั่วไปในเครื่องดับเพลิงแบบติดผนังเพื่อดับกองไฟขนาดเล็ก ที่ไม่มีจุดวาบไฟและไม่ติดไฟ
แต่เมื่อถูกความร้อนจนสลายตัว จะปล่อยควัน phosgene ที่เป็นพิษและไฮโดรเจนคลอไรด์ออกมา สิ่งนี้นำไปสู่การเลิกใช้เป็นสารดับเพลิง
 

ตามประวัติศาสตร์บางแห่งระบุว่า "Fire Grenades" มีต้นกำเนิดย้อนกลับไปในช่วงของจักรวรรดิโรมัน สมัยนั้นแม้ไม่มีถังดับเพลิง แต่จำเป็นต้องมีการป้องกันไฟ จึงมีการติดตั้งระเบิดไฟโบราณ (primitive fire grenades) นี้ไว้ในอาคาร และใช้ตลอดมาจนในระหว่างปี 1723 - 1818 ได้มีการพัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ จากนั้น ก็หายไปเป็นเวลาหลายทศวรรษ และเป็นที่นิยมขึ้นอีกครั้งในปี 1870 
 
โดยประเภทแรกสุดของระเบิดไฟเป็นกระบวนการเป่าแก้วด้วยมือ และมีการแกะสลักด้วยลวดลายตกแต่งและลงสี ซึ่งในบางครั้งภาชนะแก้วก็ไม่มีสี แต่น้ำที่บรรจุอยู่ในมันจะเป็นสีน้ำเงินหรือสีแดงด้วยสารแต่งสีแทน ต่อมา หลังจากศตวรรษที่ 19 แก้วเป่าแฟนซีเริ่มหายไป และมีการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วยลูกแก้วเรียบๆ แต่เป็นแบบฝ้าหรือแบบใส

ทั้งนี้ ในยุคแรกๆ น้ำในระเบิดไฟจะเป็นน้ำเกลือผสมกับแอมโมเนียมคลอไรด์ ซึ่งในทางทฤษฎี แอมโมเนียมคลอไรด์ที่อุ่นจะก่อให้เกิดควันซึ่งน่าจะช่วยดับไฟได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ประมาณปี 1900 ผู้ผลิตระเบิดไฟเริ่มใช้สารระงับไฟที่แตกต่างกันมากขึ้น เช่น คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbon tetrachloride) หรือ CTC ซึ่งเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แต่เมื่อถูกความร้อนถึงประมาณ 76 องศาเซนติเกรดจะกลายเป็นก๊าซ โดยก๊าซคาร์บอนเตตระคลอไรด์นั้นหนักกว่าอากาศจึงจมลงและช่วยดับไฟ


 
น่าเสียดายที่คาร์บอนเตตระคลอไรด์เป็นพิษอย่างยิ่งต่อมนุษย์ การสัมผัสกับไอระเหยของ CTC อาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ที่ทำให้ตับและไตเสื่อมลงจนถึงถูกทำลาย และอาจส่งผลให้เกิดมะเร็งได้ รวมทั้งหากได้รับสาร CTC เป็นเวลานานอาจทำให้โคม่าหรือเสียชีวิตได้เช่นกัน และถ้านั่นยังไม่เลวร้ายพอ ที่อุณหภูมิสูง CTC สามารถผลิตก๊าซ phosgene ซึ่งเป็นอาวุธเคมีที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 85,000 รายจากก๊าซดังกล่าว ในที่สุด ระเบิดไฟก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องดับเพลิงซึ่งใช้สารเคมีที่ปลอดภัยกว่า

CTC หรือ คาร์บอนเตตระคลอไรด์นั้น ยังถูกใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ตัวทำละลายซักแห้ง เป็นตัวทำละลายสำหรับน้ำมัน ไขมัน แล็คเกอร์ วาร์นิช แว็กซ์ยาง และเรซิน เป็นสารทำความเย็น และในโคมไฟลาวา จนในปี 1911 บริษัท Pyrene Manufacturing Company แห่งรัฐ Delaware ได้จดสิทธิบัตรเครื่องดับเพลิงแบบพกพาขนาดเล็กที่ใช้ CTC นี้

เครื่องดับเพลิงแบบพกพาบริษัท Pyrene จะแตกต่างจากระเบิดไฟตรงที่ มันประกอบด้วยขวดทองเหลืองที่มีปั๊มมือในตัว ซึ่งใช้ในการขับของเหลวพุ่งเข้าหากองไฟ เนื่องจากภาชนะไม่มีแรงดันจึงสามารถเติมได้ง่ายหลังการใช้งาน อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเตตระคลอไรด์เหมาะสำหรับดับเพลิงไหม้ที่เกิดจากของเหลวและไฟจากไฟฟ้าเท่านั้น โดยสามารถบรรทุกไปบนเครื่องบินหรือยานยนต์ได้
 
จนกระทั่งปี 1970 คาร์บอนเตตระคลอไรด์ได้ถูกห้ามใช้ในสินค้าอุปโภคบริโภค ทุกวันนี้ ระเบิดไฟถือเป็นของมีค่าสำหรับนักสะสม โดยเฉพาะขวดที่มีรูปร่างค่อนข้างแปลกตา และขนาดที่หลากหลาย แต่พวกมันต้องได้รับการดูแลอย่างดี เพราะบางลูกยังคงเต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นพิษ


ปั๊มดับเพลิงทองแดงและไม้จากปี 1540 / Cr. Bullenwächter (CC BY-SA 3.0)


เครื่องดับเพลิงแบบปั๊มคาร์บอนเตตระคลอไรด์ของ Pyrene Company Limited




(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่