บทความวันจันทร์ (21 มิ.ย. 64) : เมื่อพื้นที่ส่วนตัวหายไปกับสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อพื้นที่ส่วนตัวหายไปกับสื่อสังคมออนไลน์
โดย วรา  วราภรณ์


(ขอบคุณภาพจาก pixabay.com)

            ไม่ทราบว่ามีใครคิดเหมือนกันบ้างหรือไม่ ถึงวันที่เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ชีวิตของเราถูกล้อมรอบด้วย “ข้อมูล” มากมายมหาศาลตลอดเวลา ตั้งแต่ความเกี่ยวข้องกับเราในระดับมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และไม่เกี่ยวข้องเลย เราต้องตั้งรับและจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร?

             แอพพลิเคชั่นการสื่อสารยุคใหม่ที่ทำให้เราโตอบกันได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่านตัวหนังสือ ภาพ หรือเสียงพูด ทำให้แต่ละวันของหลาย ๆ คนรวมทั้งผู้เขียนด้วยเกิดปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งและนำไปสู่ความท้าทายที่จะเลือกวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสมสำหรับตนเอง 

            ยกตัวอย่างเช่น คำทักทายด้วยตัวอักษรหรือรูปภาพ วิดีโอจากคนคุ้นเคยในมิติต่าง ๆ ที่โถมเข้ามาคราวเดียวกันในช่วง 05.00-09.00 น. หรือ ความคิดเห็นและข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกแจ้งเข้ามาทางช่องทางการสื่อสารที่เราได้เปิดเอาไว้อย่าง facebook แทบทุกชั่วโมงมากน้อยตามแต่จำนวนกลุ่มที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 

             ผู้เขียนที่โตมาในยุคสื่อสิ่งพิมพ์ ตู้ไปรษณีย์ จดหมาย โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร (แฟกซ์) เทปคาสเส็ท มักต้องตั้งคำถามกับตนเองเสมอ ๆ ว่า ที่เหมาะสมแล้วเราควรจัดการอย่างไรดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของตนเองจนน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรม” อย่างใหม่สำหรับชีวิตใน พ.ศ. นี้ไปแล้ว?

             การที่มีคนระลึกถึงเรานั้นเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ผู้เขียนก็รู้สึกปลื้มที่มีคนนึกถึงเราผ่านข้อความหรือภาพที่ถูกส่งมาทางแอพพลิเคชั่นใด ๆ ในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและสนองตอบด้วยการโต้ตอบกลับไปให้ครบถ้วน หลายครั้งจึงอดมีความรู้สึกอื่นพ่วงตามมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในลักษณะที่มีความถี่มากขึ้น 

             นั่นคือ ต้องมากระอักกระอ่วนใจบางครั้งที่ไม่ได้ตอบกลับบางคนภายในวันนั้น และรู้สึกผิดที่ตั้งใจดองคำตอบไว้หลายวันกรณีที่ใครคนนั้นเป็นเพื่อนสนิท และกับบางคนที่เราไม่ได้สนิทกัน แต่เขาก็ทักทายมาแทบทุกวัน นั่นเพราะด้วยระบบคิดแทนที่แสนดีของแอพพลิเคชั่นนั้นนั่นเอง ที่ออกแบบการส่งข้อความในลักษณะ “ทำซ้ำ” กับใครหลาย ๆ คนเป็นกลุ่มเป็นก๊วน ข้อดีของมันคือ การได้ส่งต่อสิ่งที่ตนเองต้องการจะบอกไปถึงกลุ่มคนที่คิดว่าต้องการจะบอกในเวลาเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะต้องเลือกเฉพาะบางโอกาส เพราะในมุมมองตรงข้ามก็คือ บางคนที่ถูกเลือกให้เป็นเป้าหมายเหล่านั้น เขาอาจจะไม่พร้อมจะรับสาร หรือรับรู้แล้วแต่อาจจะยังไม่สะดวกสื่อสารตอบกลับก็เป็นไปได้ ขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ทั้งสองฝ่ายย่อมรู้กันดี

             ยังไม่รวมการไหลเข้าของข้อมูลมหาศาลในแต่ละวันเมื่อเราเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง facebook ซึ่งทำให้ต้องมองดู อ่าน และเลือกที่จะต้องจัดการต่อไป 

             ผู้เขียนบอกตนเองว่า เมื่อสามสี่ปีที่แล้วเราไม่ได้เป็นอย่างนี้เลย  

            สื่อสังคมออนไลน์นำมาซึ่งความเร็วและระยะประชิดแบบจู่โจมที่ผู้รับสารจำต้องมีสติอย่างยิ่งที่จะ “รับรู้” เพื่อที่จะ “ตอบสนอง” กลับไปอย่างดีที่สุดหรืออย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งต้องยอมรับกันว่าในยุคที่อะไร ๆ ก็โลดแล่นกันอย่างรวดเร็วไปแทบทั้งนั้น การครองสติเพื่อตั้งรับสถานการณ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย 

            คิดจากชีวิตตนเอง ผู้เขียนมองว่าชีวิตเราที่ต้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้คนทั้งใกล้และไกลตัวในทุกวันนี้จึงเป็นชีวิตที่เริ่มเบี่ยงเบนออกนอกสภาวะธรรมชาติไปทีละน้อย ๆ เราพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงผ่านโทรศัพท์น้อยลง รับรู้และตีความจากการมองกับการอ่านมากขึ้น เราเริ่มคุ้นชินกับข้อความที่มีลักษณะรวบรัด ใช้คำย่อ หรือตัวสะกดแบบประหยัดเวลา ซึ่งบางครั้งทำให้บางคนสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อน และประเด็นหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเองก็คือ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เราเลือก “รับรู้” เรื่องราวต่าง ๆ น้อยลงไปโดยที่อาจไม่รู้ตัว เช่น เลือกเฉพาะเรื่องที่สนใจ เลือกเฉพาะเรื่องที่ไม่ยาวเกินไป หรือเรื่องที่ไม่มีความเห็นที่เป็นถ้อยคำดุเดือดจากกองเชียร์พ่วงเข้ามา เป็นต้น ซึ่งถือว่าใช้อคติเข้ามาเป็นตัวช่วยด้วย และเท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับรู้เรื่องที่ควรจะรู้ไปด้วยเช่นกัน

             เมื่อมีโอกาสพิจารณา จึงต้องมาทบทวนตนเองเพื่อย้อนกลับไปหาสิ่งที่เคยเรียนรู้และเชื่อมาโดยตลอดว่า การเรียนรู้จากสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้สร้างความปลุกเร้าให้คนเราเพื่อไปกระตุ้นทักษะต่าง ๆ ได้ดีไปกว่าการที่เราเป็นผู้นั่งมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เพราะมันเป็นการเรียนรู้แบบตั้งรับ คือเรียนรู้ผ่านการดูและฟัง ต่างจากการเรียนรู้ที่ผ่านการกระทำ ดังนั้น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ประมวลผล และสรุปผลที่เกิดจากการเรียนรู้โดยการดูและฟังย่อมน้อยกว่าการเรียนรู้ที่ผ่านการกระทำแน่นอน

             เพื่อติดตามพื้นที่ส่วนตัวที่หายไปประมาณปีเศษให้กลับคืนมา วันนี้ผู้เขียนจึงขอบอกคนที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกับตนเองว่า ในเมื่อเราคือผู้ใช้งานที่ไม่มีใครมาบังคับ เราจึงต้องตั้งสติ เพื่อทบทวนและปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานที่เหมาะสมด้วยตัวเราเอง

           
                                                                                    ..........................................................

 (ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านค่ะ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่