เลิกถามว่าออทิสติกสามารถรักษาหายได้ไหม มันไม่ใช่ความผิดปกติ ความต่างระหว่างออทิสติก/ดาวน์ซินโดรม/ปัญญาอ่อน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Top search เกี่ยวกับออทิสติก ( "ออทิสติก" เฉยๆ ไม่ใช่ "โรคออทิสติก" มันไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ) จะมีหน้าตาประมาณนี้เสมอ



จะเห็นได้ว่าผู้คนสับสนระหว่างออทิสติกกับโรคที่เกิดจากเชื้อโรคทั่วๆ ไป หรือดาวน์ซินโดรม(ถึงได้ถามว่าโครโมโวมตัวไหน) กันเป็นอย่างมาก ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับออทิสติกได้แพร่หลายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็น
ออทิสติก=นักวิทย์หรือทนายอัจฉริยะสติเฟื่อง
ออทิสติก=ปัญญาอ่อน
ออทิสติก=โรคทางจิตเวช
ออทิสติก=ไซโคพาธ ก้าวร้าว หยาบคาย ใช้ความรุนแรง
ออทิสติก= เกิดจากภาวะที่พ่อแม่กินยาไทลินอลเยอะเกินไป
เป็นต้น ไปจนถึงความเชื่อที่ว่าออทิสติกสามารถตรวจได้ตั้งแต่ในครรภ์และดูออกได้ทางหน้าตา ใบเกรด หรือพฤติกรรม และเป็นสิ่งที่พบได้แต่ในผู้ชายเท่านั้น

ความจริงก็คือว่า

-ออทิสติก ไม่สามารถตรวจในครรภ์ได้และไม่สามารถดูออกทางหน้าตาได้แบบดาวน์ซินโดรม ไม่ใช่ความผิดปกติอีกด้วย แต่เป็นประโยชน์ทางวิวัฒนาการ จะให้เกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซม หรือจะมารักษาให้หายได้เหมือนไข้หวัด ยิ่งไม่ใช่
- ไม่ใช่ภาวะบกพร่องทางปัญญา ไม่ได้การันตีความฉลาดหรือไม่ฉลาด
- ไม่ใช่ตัวชี้วัดศีลธรรมว่าจะเป็นคนดีหรือไม่
- ไม่ได้เกิดจากการกินยาอะไรเยอะเกินไป
- คนที่เป็นออทิสติกไม่ได้ทำได้แต่อาชีพนักวิทย์สติเฟื่อง
- ออทิสติก ถือเป็นความพิการอย่างหนึ่ง เพราะนิยามของคำว่า ผู้พิการ คือ "ลักษณะทางร่างกายหรือสมองที่ทำให้การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมปัจจุบันยากกว่าคนส่วนใหญ่ อย่างมีนัยสำคัญ" หมายความว่าผู้พิการไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับคนที่ไม่มีแขนหรือไม่มีขา ในทางการแพทย์และกฎหมาย “ความพิการ” ไม่ได้แปลว่า ไม่มีประโยชน์ แย่กว่า ด้อยกว่า เน้นคำว่า “ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน”
-ออทิสติก ไม่ได้เป็นความผิดพลาด แต่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม (ตามความเป็นอยู่ดั้งเดิมในยุคหิน)

[img]https://cdn-images-1.medium.com/max/800/0*4ncdJ2Y91Ftpw2vM[/img]

แล้วออทิสติกคืออะไร

นักวิจัยบางกลุ่มเสนอว่า ลักษณะบางอย่างของคนออทิสติกอาจเคย ได้เปรียบ ในสังคมมนุษย์ดั้งเดิม เช่น สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งลึกมาก (hyperfocus)
จดจำรายละเอียดแม่นยำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในสิ่งแวดล้อมได้ ทนทำกิจกรรมซ้ำ ๆ นานมาก ไม่วอกแวกกับสังคมเท่าคนอื่น

ในสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่าคนแบบนี้อาจเหมาะกับบทบาทเช่น คนเฝ้าหมู่บ้านในตอนกลางคืน (จับความผิดปกติได้เร็ว) คนที่มีความเชี่ยวชาญในการล่าและแกะรอยสัตว์หรือพืช คนที่รับรู้การเปลี่ยนผันของฤดูกาลได้ดี สังเกตุดาว/ทิศทาง และคนที่ทำเครื่องมือจากหินและไม้ซ้ำ ๆ อย่างละเอียด ยีนที่เกี่ยวข้องกับออทิสติกจึงไม่ถูกคัดออก มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะมันเคยมีประโยชน์

ออทิสติกไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัย มันเป็นรูปแบบการทำงานของสมองที่ต่างกันจริง ๆ (คนออทิสติกไม่สามารถแสดงสีหน้าด้วยสมองบริเวณเดียวกันกับผู้อื่นได้ ต้องใช้สมองคนละส่วน) และส่งผลกับหลายด้าน เช่น

ด้านประสาทรับความรู้สึก (sensory)
เสียงธรรมดาสำหรับคนอื่น กลายเป็นความเจ็บเหมือนลำโพงจ่อหู
ไฟนีออนธรรมดา ก็ทำให้ปวดหัว/คลื่นไส้
ผ้า/เสื้อที่ไม่เรียบ สามารถทำให้ระคายจนทนใส่ไม่ได้

ด้านการสื่อสาร มักอ่านน้ำเสียงไม่ออก ไม่เข้าใจ social rule ที่คนอื่นเข้าใจอัตโนมัติ

ด้านการใช้ชีวิตประจำวันนั้น การเปลี่ยนแผนกะทันหันทำให้ระบบประสาท overload executive function ต่ำ (จัดลำดับงานยาก)burnout ง่ายมาก
นี่แหละคือเหตุผลที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ความพิการ” เพราะมันทำให้ใช้ชีวิตในโลกมนุษย์สมัยใหม่ยากในทุกมิติ เพราะธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมนุษย์ให้ใช้ชีวิตในโรงเรียนหรือที่ทำงานอย่างน้อย 8 ชม. + ไฟ LED + เสียงจราจร + การเข้าสังคมซับซ้อนกับคนแปลกหน้า 200 คนต่อวัน เท่านั้นเอง

เวลาคนคุยกัน เราไม่ได้ฟังแค่คำพูด เพราะสมอง neurotypical (คนที่ไม่ใช่ออทิสติก) จะประมวลผลพร้อมกันหลายอย่างโดยอัตโนมัติ
ทิศสายตา จังหวะหยุดหายใจ โทนเสียง สีหน้าเล็ก ๆ (micro-expression) ท่าทางไหล่/มือ บริบทสังคม (ใครสูงสถานะกว่า)
ความหมายแฝง (“ประชด” “เกรงใจ” “บอกอ้อม”) ทั้งหมดนี้เกิดในเสี้ยววินาที และใช้เครือข่ายสมองที่เกี่ยวกับ การทำนายความคิดผู้อื่น (social prediction / theory of mind)

ดังนั้น การมองหน้าเป็นข้อมูลมหาศาล ใบหน้าคนเปลี่ยนตลอดเวลา (50+ กล้ามเนื้อ) สำหรับหลายคนบนสเปกตรัม การจ้องตา = สมองรับข้อมูลเกินไป (overload) คล้ายเปิดแท็บ 30 อันพร้อมกัน

อีกเรื่องที่นักวิจัยเริ่มพูดมากขึ้นคือ เมื่อก่อนออทิสติกถูกเรียกว่า “บกพร่องอวัจนภาษา”
แต่ตอนนี้มีแนวคิด double empathy problemคือไม่ใช่แค่คนออทิสติกอ่านคนทั่วไปยากคนทั่วไปก็อ่านคนออทิสติกยากเช่นกัน สองฝ่ายใช้ ภาษาสังคมคนละระบบคนทั่วไปจึงรู้สึกว่าเขาแปลกขณะที่คนออทิสติกก็รู้สึกว่า คนอื่นพูดไม่ตรง ทำไมไม่พูดให้ชัดมันเป็นการไม่ตรงกันของวิธีสื่อสาร มากกว่าความสามารถด้านเดียว


แต่คนออทิสติกประเภทที่ต้องใส่ผ้าอ้อมจนโตพูดก็ไม่ได้ล่ะ? มีไว้ทำไม

ใช่ มีออทิสติกอีกกลุ่มหนึ่งที่อาการรุนแรงมาก (high support needs) เช่น
ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดได้ ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจมีชักบ่อยๆ หรือ sensory overload รุนแรง

วิวัฒนาการไม่ได้สมบูรณ์แบบ ในชีววิทยา วิวัฒนาการไม่ใช่วิศวกร มันคือกระบวนการคัดกรองหยาบ ๆ

และสิ่งสำคัญมาก ออทิสติกไม่ใช่ยีนเดียว มันเป็นเครือข่ายยีนเกี่ยวกับการพัฒนาสมองจำนวนมาก
ยีนเหล่านี้ควบคุมการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท , การรับความรู้สึก , ความสนใจ , ภาษา , การเคลื่อนไหว และอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นถ้าการเปลี่ยนแปลงให้เป็นออทิสติกนั้นอยู่ในระดับที่พอดี จะทำให้กลายเป็นคนโฟกัสดี รายละเอียดสูง
ถ้าการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปจนระบบพัฒนาไม่สมดุล เกิดออทิสติกที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
มันเหมือนปุ่มเดียวกัน แต่หมุนคนละระดับ


ทำไมคนส่วนใหญ่ชอบเอาออทิสติกไปผสมกับดาวน์ซินโดรมมั่วไปหมด

ออทิสติก (ASD) ความแตกต่างของการประมวลผลสังคม การสื่อสาร และประสาทรับความรู้สึก
(ไอคิวอาจต่ำ ปกติ หรือสูงก็ได้)
ดาวน์ซินโดรม  ภาวะโครโมโซมคู่ที่ 21 เกิน (Trisomy 21) เป็นกลุ่มอาการทางพันธุกรรม มีลักษณะใบหน้าและพัฒนาการช้าชัดเจน
ปัญญาบกพร่อง (intellectual disability)  ระดับสติปัญญาและการใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ (เป็นคนละแกนกับออทิสติก)

แต่คนยังเข้าใจผิด เพราะสื่อมักเสนอออทิสติกอยู่ 2 แบบเท่านั้น คือ
-เด็กอาการรุนแรงมาก
-อัจฉริยะเหนือมนุษย์
คนที่อยู่ตรงกลาง (ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด) แทบไม่ถูกเห็นเลย เลยทำให้สังคมไม่มีภาพที่ถูกต้อง เหมือนคนที่ไม่รู้เรื่องแพทย์
อาจคิดว่า ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ และโควิด คือไข้แบบเดียวกัน

ออทิสติกมีช่วงความรุนแรงกว้างมาก (spectrum) นี่คือสาเหตุใหญ่ เพราะคนรู้จักออทิสติกผ่าน “ตัวอย่างสุดโต่ง” ก่อน
เด็กที่พูดไม่ได้จนต้องมีผู้ดูแล

ภาพนี้ไปทับกับภาพของปัญญาบกพร่องทันที (โกรธ=ไม่ฉลาด)
แต่ในความจริง คนที่คุณคุยด้วยทุกวันโดยไม่รู้เลยก็เป็นออทิสติกได้

คนส่วนใหญ่คิดว่า
ถ้าพูดได้ ไม่มีผู้ดูแลมาด้วย = ไม่ออทิสติก
ถ้าออทิสติก = ต้องปัญญาอ่อน

เมื่อ 40–50 ปีก่อน การวินิจฉัยแยกไม่ชัด เด็กที่วันนี้จะถูกวินิจฉัยว่า ASD จำนวนมากสมัยก่อนถูกจัดเป็น “ปัญญาอ่อน” ทั้งหมด ทัศนคติสังคมเลยตกค้างมาถึงปัจจุบัน

คนออทิสติกใช้ความรุนแรง มีศีลธรรมต่ำกว่าคนทั่วไป

คนออทิสติกไม่ได้มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นมากกว่าคนทั่วไปโดยตัวมันเอง อัตราอาชญากรรมรุนแรงในคนออทิสติก ใกล้เคียงหรือบางงานต่ำกว่า ประชากรทั่วไป สิ่งที่พบสูงกว่าจริง ๆ คือ การทำร้ายตัวเอง (self-injury) เช่น ตีหัวตัวเอง กัดมือ โขกผนังจากความเครียดและการที่ต้องทนอยู่กับสถานที่ที่ไม่เกี่ยวกับระบบประสาทตน ในทางกลับกัน คนออทิสติกกลับเป็น เหยื่อการถูกกลั่นแกล้งและทำร้าย มากกว่าค่าเฉลี่ยด้วยซ้ำ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่