การศึกษาแบบไหนสำหรับคุณที่คิดว่าเหมาะสมกับศักยภาพผู้เรียนที่สุด
สามารถสร้างสภาพจิตที่ดี สุขภาพที่ดี และเหมาะสมสำหรับทุนทรัพย์ในทุกแวดวงสังคม
เคยจินตนาการว่าหากคุณสามารถเปลี่ยนระบบทุกอย่างได้ จะทำอย่างไรบ้างกันหรือเปล่าคะ ?
แล้วแบบไหนถึงจะทำให้ทุกคนพึงพอใจ และมีคุณภาพสูงสุด
เริ่มแรก การศึกษาแบบไหนที่มีประโยชน์ต่อตัวคุณบ้างที่สุดบ้าง
หรืออย่างง่ายที่สุด การศึกษาของประเทศใด หรือที่ใดที่สร้างความประทับใจมากที่สุด
( ตอนแรกอยากถามทุกระบบในสังคมเลย แต่แค่การศึกษาอย่างเดียวก็เยอะมากแล้วเลยมาโฟกัสตรงนี้ก่อน สมมติถ้าเราสร้างโลกเองได้งี้ แฟนตาซีหรือไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่สามารถทำได้ก็ได้ค่ะ แหกกฎออกมาเลย )
อยากรู้ความเห็นของหลาย ๆ คนรวมกันค่ะ
อยากลองครองโลกสัก 1 วันค่ะ เฮฮฮ
ส่วนมุมมองของเราที่อยากสร้างขึ้นมาถ้าหากเรามีโลกสักใบเป็นของตัวเอง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สำหรับเราปัญหาจะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ
(แต่ส่วนตัวเรายังไม่สามารถกำหนดเฉลี่ยค่าที่ตายตัวได้เลยค่ะ เช่นว่า เรียนกี่ชม.ดี วันละกี่วิชาดี ค่าเทอมเท่าไรดี)
- ระยะเวลาเรียน
( เฉลี่ยแล้วควรเรียนติดต่อกันไม่เกิน 45 นาที และควรพักค่อยเรียนต่อ เพราะส่วนมากคนเราจะสามารถมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งนึงนาน ๆ มากไม่ได้ ทั้งสภาพร่างกายเองก็สำคัญ และคิดว่าการเรียนควรมีการอัดการเรียนการสอนให้สามารถทบทวนบทเรียนได้ด้วย เผื่อเพื่อการเรียนซ้ำ ๆ บางคนไม่สามารถจำได้ในครั้งเดียว )
- ช่วงเวลาพักผ่อน
( ควรมีช่วงเวลาให้ทำงานอดิเรก และทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ )
- การบ้าน
( ไม่ควรมีการบ้าน แต่ควรเป็นงานในห้อง ไม่มีเลยได้ยิ่งดี แต่หากสิ่งใดที่ต้องใช้เวลาทำเป็นเวลานานก็ควรจัดสรรว่างานนั้นจะใช้เวลาทำนานเท่าใดเพื่อไม่ให้เกินเวลาชีวิตที่ควรมี )
- การสอบ
( เป็นเพียงการทดสอบและบอกว่าสิ่งใดที่ควรรู้เพิ่มเติมเฉพาะจุดมากกว่าการบอกแค่คะแนน การสอบคือการวัดความเข้าใจต่างหาก)
- ค่าเทอม
( ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องต้นทุนการศึกษา แต่อยากให้ค่าเทอมต้องจ่ายน้อยกว่ารายรับค่าจ้างที่ควรจะได้ บางทีทุนการเรียนฟรีไม่สามารถให้ทุกคนเพราะไม่สามารถรับประกันได้ว่าเด็กคนนั้นจะมีคุณภาพและพัฒนาต่อไป แต่ถ้านักเรียนเป็นอาชีพที่สามารถจ้างเรียนได้และศึกษาเพื่อประโยชน์วิจัยสิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นการประเมินได้ก็คงจะดี เป็นแรงงานประเภทนึงก็จะดีมาก ๆ ไม่เสียแรงที่เรียน และไม่อยากให้ถูกทำให้กลายเป็นภาระที่สอนให้จบ ๆ ไป หรือสิ่งลองภูมิความรู้)
- การจัดสรรวิชา
ในช่วงวัยแรกของเด็ก ๆ จะมีการเรียนพื้นฐานทั่วไป เช่น ภาษาไทย-อังกฤษ ฟัง,พูด,อ่าน,เขียน,จับใจความ/การคำนวนบวก-คูณ-หาร เป็นต้น
(นอกจากนั้นคิดไม่ออกเลยค่ะว่ามีอะไรที่ใช้บ่อย ๆ ในชีวิตอีก อาจจะมีบ้าง แต่ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ เอง)
วิชาที่อยากให้มีหลัก ๆ เลย คือ
-การจัดสรรเวลาชีวิต-
เพราะคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือคนที่สามารถจัดเวลาชีวิตให้ตัวเองได้อย่างดี และใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า ไม่เสียดายชีวิต
- พื้นฐานการใช้ชีวิต-
มีหลายคนที่ยังทำอาหารไม่เป็น รีดเสื้อ กวาดบ้าน ทำความสะอาด ฯลฯ มันคือหนึ่งในพื้นฐานหนึ่งที่หลาย ๆ บ้านจะเป็นคนสอน หรือก็คือวิชาการงานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งต้องใช้ความเคยชินและประสบการณ์บ่อย ๆ แต่สำหรับบางคนก็ไม่มีโอกาสหรือไม่สะดวก บางคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่ถ้าวันข้างหน้าจำเป็นต้องอยู่คนเดียวหรือดูแลใครสักคนทำเพื่อครอบครัว เราคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นค่ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนวนภาษี การจ่ายภาษี การจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน ปกติสิ่งเหล่านี้ผู้ใหญ่ที่โตสุดในบ้านจะเป็นคนรับผิดชอบ แต่บางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ อยากให้รู้ตั้งแต่ต้น ๆ จะได้สามารถรับผิดชอบตัวเองได้
-การเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ-
วิชาการป้องกันตัวจากมนุษย์ด้วยกันเป็นสิ่งแรก ๆ ที่คิดยิ่งกว่าการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติอีกค่ะ ( แต่ก็กลัวเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนยิ่งมีอำนาจยิ่งใช้สิ่งนั้นทำร้ายคนอื่นเหมือนกัน แต่ก็ต้องสอนเรื่องจรรยาบรรณอีกที )
เบอร์โทรศัพท์ที่ควรรู้เอย เช่น หากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่ดี การติดต่อโรงพยาบาล การแจ้งความกับโรงพัก การเปิดบัญชีธนาคาร ข้อกฎหมายต่าง ๆ เบื้องต้น สิ่งพวกนี้หากไม่รู้ไว้หรือเน้นย้ำตั้งแต่แรก ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังเคว้งหรือมืดแปดด้านได้เหมือนกัน
สิ่งใดมีพิษ สิ่งใดไม่ควรกระทำ ระวังไฟช็อตไฟดูด น้ำยาล้างห้องน้ำผสมน้ำยาฟอกขาวเป็นพิษอันตราย อันไหนกินไม่ได้ การเช็คตรวจสุขภาพร่างกายตนเอง สังเกตสิ่งผิดปกติ ฯลฯ
-การวางตัวในสังคม-
เรียนรู้ที่จะแบ่งปัน เอื้ออารีย์การอย่างแท้จริง รู้การเคารพผลประโยชน์ เคารพความคิดเห็นต่าง และเคารพในความหลากหลายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ใช้วัดคุณค่าคนในสังคม แต่เป็นการอยู่ด้วยกันในสังคมอย่างไรให้สามารถแบ่งพื้นที่อยู่ร่วมกันได้
มีวิชาโต้วาทีที่เน้นไปที่การนำปัญหาในสังคมจริง ๆ มาถกพูดคุยกันได้ก็ดี ยิ่งคนสามารถนำโจทย์มาคิดได้มากแค่ไหน ยิ่งพัฒนาการคิดได้อย่างหลากหลายมากกว่าแค่โจทย์ปัญหา ทันเหตุการณ์ ฝึกการหาข้อมูลมาใช้ประโยชน์จริง ๆ และฝึกการคิดกล้าแสดงออก กล้าเห็นต่าง และต่อยอดได้กว่าแค่ความคิดของตัวเองคนเดียว รู้วิธีพูดอย่างไรให้ได้ใจคน รู้ว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดสร้างผลกระทบต่อจิตใจ สิ่งใดเหมาะสม และการวางตัวที่ดี
เผลอ ๆ คิดว่ายิ่งมีหลายหัวคิดยิ่งสามารถแก้ปัญหาได้เร็วและหลากหลายจนหาวิธีที่ดีที่สุดจากการรวมทุกความคิดรวมกันได้อีก ถ้าอนาคตมีอาชีพนักแก้ปัญหาสังคมด้วยเพื่อหาบทสรุปได้ก็น่าสนใจนะคะ แต่ทุกวันนี้การถกกันในโซเชียลมีเดียก็มีมากอยู่แล้ว แต่ถ้าให้ความสำคัญและเปิดโอกาสคนที่ไม่กล้าพูดได้มีโอกาสพูดก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก
และเราอยากจะให้เริ่มจากการเลือกรายวิชาที่ชอบเรียนค่ะ แล้วค้นหาประเมินแนวโน้มจากการเลือกเรียนว่าสามารถทำอาชีพใดได้บ้าง หรือถ้าหากเริ่มรู้ตัวเองว่าอยากโตขึ้นเป็นอะไรขึ้นมาก็รู้ได้ว่าควรเรียนเพิ่มที่ใด เรียนอาชีพไปเลยได้ยิ่งดีไม่ต้องรอมหา'ลัย การเรียนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ควรหยุดอยู่แค่ระดับชั้น และควรประเมินเป็นรายบุคคลไม่ใช่แค่ห้องเรียน ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกันมากจริง ๆ และควรให้เขาได้ค้นพบสังคมที่เหมาะกับเขาที่สุด
เพราะทุกวิชาไม่จำเป็นต้องเรียน เรียนไปก็ไม่ได้จำ เรียนแค่เพื่อรู้แต่ไม่ได้เพื่อใช้ ควรมีจุดประสงค์รายวิชาแล้วชี้ให้ดูว่าจะเอาไปใช้จริง ๆ อย่างไร ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎีแต่เน้นปฏิบัติ รู้ว่าโจทย์ว่าต้องทำอะไรแล้วค่อยสอนทฤษฎีที่หาคำตอบนั้นยังได้ และจำได้ดียิ่งกว่า เพราะจะเกิดการไขว้คว้าหาคำตอบ มีการบ้านไปก็มีเพียงเพื่อให้ดูมีอะไร แต่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ผลาญงบประมาณ ผลาญเวลา ยังมีผู้ปกครองหลาย ๆ คนเลือกให้เด็กไม่เรียนต่อเพื่อทำงานดีกว่า หลายคนอาจจะดูถูกว่าไม่มีการศึกษา แต่เราคิดว่าเพียงแค่เขาใช้ชีวิตเป็น มีชีวิตรอดได้ก็สำคัญมากและมีความสามารถมาก แต่หากยังมีเป้าหมายที่มากกว่านั้นก็มีสิทธิเรียนได้อยู่แล้ว อายุไม่ได้บ่งบอกความสำเร็จ และจำเป็นต้องสำเร็จเมื่อใด ไม่มีอันดับสูงต่ำหรือใครเหนือกว่าใครเพื่อให้ใครต้องตกต่ำ
พวกเราเสียเวลาเรียนมากกว่าการทำงานหารายได้ สร้างผลงาน หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมเสียอีก
เสียเวลามากกว่าการพัฒนาตัวเองไปในทางที่ถูกต้องและมีประโยชน์สูงสุด
เราอยากให้เด็กรู้คุณค่าของตัวเอง ความหมายของชีวิตตัวเอง เป้าหมายของตัวเอง
ใช้ชีวิตและพึ่งพาได้ด้วยตัวเองให้ได้เร็วที่สุด
ถ้ามีรายได้ที่หามาได้ด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยได้ยิ่งดี สำหรับเราคิดว่าคงเป็นความภาคภูมิใจ
เราว่าระบบของมหา'ลัยเหมาะสำหรับการใช้ตั้งแต่ประถมและมัธยมศึกษายิ่งกว่าอีกค่ะ ทั้งวิชาเสรี วิชาบังคับตามสายอาชีพ
ประถมเน้นเสรี มัธยมมีพื้นฐาน มหา'ลัยเน้นอาชีพ
ทั้งช่วยการจัดสรรเวลาเอง และไม่เรียนถี่ เรียนนาน (ไม่ได้ง่าย ทั้งยังหนักที่ต้องทำความเข้าใจจริง ๆ แต่ทำให้มีประโยชน์และตรงสายกว่า)
ส่วนอันนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษามาก แต่พ่วงกันมาด้วยก็คือ การทำงาน
เราเรียนเพื่อมาทำงานอะไรประมาณนี้ใช่ไหมล่ะคะ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อรู้อย่างเดียว แต่บางคนไม่จำเป็นต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้หากมีความเข้าใจ การเรียนเป็นเพียงการเพิ่มเติมเท่านั้น เราเองก็มีความคิดที่ไม่ได้อยากให้คนมุ่งศึกษาหรือพัฒนาจนกดดัน แต่อยากให้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
อย่างเช่นว่าหากบางครอบครัวหรือบ้างอยู่ตัวคนเดียวมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับ จะต้องไม่มีคนไม่มีงานทำ ล้มละลาย หรือไร้บ้านเด็ดขาด อย่างน้อยต้องมีเงินเก็บ ไม่อดมื้อกินมื้อ ไม่ใช่เพียงให้เงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่สอนให้ใช้อาชีพใช้ชีวิตด้วย
อยากให้มีแหล่งคนกลางเพื่อให้คนสามารถหางานหรือหาลูกจ้างให้ได้ ไม่อยากเห็นคนไม่มีทางไปหรือมืดแปดด้าน คนเราควรมีหนทางรอดไว้สักสายหนึ่ง ไม่ทำงานก็อาจจะต้องบังคับให้ได้งาน ให้เขาได้รู้ประโยชน์คุณค่าของตัวเองต่อสังคมไปด้วย
ก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ แต่เวิร์คไม่เวิร์คก็ต้องศึกษาดูอีกที เพราะเป็นเพียงแค่ความคิดจินตนาการ เกรงว่าจะประเมินคาดคะเนลำบาก ฮา
ไม่รู้ว่าจะสามารถทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไหม แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้ชีวิตลำบากเพื่อให้ดูเหมือนมีอะไร
ถ้าสร้างโลกได้ก็อยากให้ทุกคนมีความสุข ตัวเองมีความสุข คนรอบข้างมีความสุข
ขอบคุณที่เสียสละเวลามาอ่านล่วงหน้านะคะ
รวมถึงหากมีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดกันจะยินดีมากค่า มาแชร์กันได้น้า
หากสามารถออกแบบระบบการศึกษาได้ การศึกษาในอุดมคติของคุณเป็นแบบใด?
สามารถสร้างสภาพจิตที่ดี สุขภาพที่ดี และเหมาะสมสำหรับทุนทรัพย์ในทุกแวดวงสังคม
เคยจินตนาการว่าหากคุณสามารถเปลี่ยนระบบทุกอย่างได้ จะทำอย่างไรบ้างกันหรือเปล่าคะ ?
แล้วแบบไหนถึงจะทำให้ทุกคนพึงพอใจ และมีคุณภาพสูงสุด
เริ่มแรก การศึกษาแบบไหนที่มีประโยชน์ต่อตัวคุณบ้างที่สุดบ้าง
หรืออย่างง่ายที่สุด การศึกษาของประเทศใด หรือที่ใดที่สร้างความประทับใจมากที่สุด
( ตอนแรกอยากถามทุกระบบในสังคมเลย แต่แค่การศึกษาอย่างเดียวก็เยอะมากแล้วเลยมาโฟกัสตรงนี้ก่อน สมมติถ้าเราสร้างโลกเองได้งี้ แฟนตาซีหรือไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่สามารถทำได้ก็ได้ค่ะ แหกกฎออกมาเลย )
อยากรู้ความเห็นของหลาย ๆ คนรวมกันค่ะ
อยากลองครองโลกสัก 1 วันค่ะ เฮฮฮ
ส่วนมุมมองของเราที่อยากสร้างขึ้นมาถ้าหากเรามีโลกสักใบเป็นของตัวเอง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้