EEC – อีอีซียังไหวหรือเปล่า ตื่น หรือ ดับ กับยุคโควิด-19 ระบาด?

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ทำเอาทั้งประเทศเข้าสู่โหมดอึ้งกิมกี่ ทำอะไรไม่ถูกไปตาม ๆ กัน แต่หากภาคประชาชนจะเกิดอาการสตั๊นท์ไปบ้าง ก็คงไม่แปลก เพราะเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องระแวง กลัวตาย กลัวความไม่แน่นอน แต่ถ้าภาคบริหารและภาคเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการชี้นำ ชี้แนะ และขับเคลื่อนชาติ จะแน่นิ่งตามภาคประชาชนไปด้วยก็คงไม่ดีนัก แล้วประเทศจะเดินหน้าต่อไปในทางไหน กลายเป็นตาบอดคลำช้าง เสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวได้


 
ที่เอ่ยเช่นนี้ เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่ผลักดันด้านเศรษฐกิจของประเทศออกจะเนือย ๆ อ่อนระโหยโรยแรงกันไปหมด ไม่มีแนวทางหรือกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลงทุนขึ้นมาเลย เห็นแค่วันก่อน ทางสำนักงานอีอีซี ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการแห่งความหวังของประเทศ ออกมานำเสนอความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ว่าเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างไปได้เยอะถึง 86% แล้ว ส่วนฝ่ายเอกชนผู้ลงทุนก็ออกมาให้ข้อมูลสอดประสานกันว่า มีความพร้อมในการดำเนินโครงการอย่างเต็มที่ และเตรียมขนเงินที่กู้มาไปเช่าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์มาดูแล ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นหน่อยว่า ลงทุนแล้วทำจริง ไม่ทิ้งโครงการไปก่อน  
 
แต่กระนั้นก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของโครงการอภิมหาโปรเจ็กท์อื่น ๆ ในอีอีซี ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด ศูนย์ซ่อมการบินไทย รวมไปถึงการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และสมาร์ทซิตี้ ที่ก่อนหน้านี้คุยไว้ใหญ่โตว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน กระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งคนทำธุรกิจในประเทศ และประชาชนบางส่วน ที่มีความหวังหรือได้รับผลกระทบ หรือที่ต้องวางแผนกับอนาคตในการทำมาหากิน ก็น่าจะอยากรู้ว่า ตอนนี้ไปถึงไหน เป็นอย่างไรบ้างแล้ว ยังเป็นความหวังให้ประเทศได้ต่อไป หรือว่าล้มกระดาน เก็บเสื่อ ลากกระเป๋า กลับประเทศกันไปหมดแล้ว 


 
ไม่ได้มาตำหนิ เพราะแค่สกพอ.ออกมาให้ข่าวความคืบหน้าก็ขอบคุณแล้ว แต่อยากสะกิดอีกนิดว่า โครงการอีอีซีมีมูลค่ามหาศาลสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ไม่ได้มีแค่โครงการรถไฟความเร็วสูงเพียงโครงการเดียว ก่อนหน้านี้มีความกระตือรือร้นขยันขันแข็งดี อาจหาญสามารถไปเรียกทั้งคนในประเทศและนอกประเทศมาลงทุนมากมาย แต่พอเจอภัยร้ายโควิด-19 เข้าไป กลับเงียบหายกันไปหมด แล้วที่ลงทุนไปบ้างแล้ว มีอะไรเข้าเป้าไปถึงไหนบ้าง และที่กำลังจะมาลงทุนอีก ยังยืนยันจะมาต่อหรือไม่ จะมีอะไรเป็นหลักประกันได้บ้างว่า โครงการอีอีซีจะสำเร็จ จะได้ไปต่อ ซึ่งพวกที่ลงทุนไปแล้วเขาก็จะได้อุ่นใจด้วยว่าจะไม่ถูกทิ้งขว้าง การลงทุนไม่สูญเปล่า
 
จำได้ขึ้นใจว่า ดร.คณิศ แสงสุพรรณ บุกเบิกงานนี้มาตั้งแต่ต้น เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่สุด เรียกได้ว่า ถ้าไม่มีดร.คณิศในวันนั้น วันนี้อีอีซีอาจไม่เกิด ซึ่งดร.คณิศเคยบอกไว้เมื่อปี 2561 ว่า ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี พื้นที่อีอีซีจะเป็นพื้นที่หลักอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่คนไทยจะได้อยู่อย่างมีความสุข มีงาน มีรายได้ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น และอีอีซีจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้สามารถขยายการพัฒนาเชิงพื้นที่ไปยังภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย เป็นมรดกให้แก่ลูกหลานเยาวชนไทยในอนาคต เพราะอีอีซีคือการพัฒนา เพื่อรองรับการเติบโตของคนรุ่นหลัง ที่จะได้มีโอกาสค้นหาความสำเร็จในรูปแบบใหม่ ๆ จึงจะทำโครงการนี้ให้เร็วที่สุดและดีที่สุด
 
วันนี้จึงอยากได้รู้ ได้เห็น ได้ยินอีกครั้งว่า อีอีซียังเป็นความหวังของประเทศได้อยู่ อีอีซียังมีลมหายใจที่แข็งแรงอยู่ มีการตระเตรียมกิจกรรมกระตุ้นความซาบซ่าให้ชีวิตหลังยุคโควิด-19 หรือว่าอีอีซีโดนพิษโควิด-19 ทำร้ายจนพะงาบ ๆ ไปแล้วอีกราย เพราะบทบาทของแม่ทัพนำขบวนออกรบ มีผลต่อองคาพยพว่าจะเดินตามต่อหรือจะพอแค่นี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง นอกจากปังไม่ได้แล้ว ความพังยังบังเกิดอีกด้วย!!!   

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่