หลังจากที่รัฐบาลประกาศเชิญชวนนักลงทุนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา และมีเอกชนทั้งไทย และเทศมากถึง 31 รายที่ให้ความสนใจ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สำหรับโครงการนี้จะแบ่งเป็น 3 ช่วงรวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
• ช่วงที่ 1 รถไฟความเร็วสูงส่วนต่อขยาย แอร์พอร์ตลิงก์ ดอนเมือง-พญาไท ระยะทาง 21 กม.
• ช่วงที่ 2 รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 29 กม.
• ช่วงที่ 3 รถไฟความเร็วสูงจาก สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม.
และ พัฒนาพื้นที่สถานีในการให้บริการผู้โดยสาร
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสถานีมักกะสันประมาณ 150 ไร่ และสถานีศรีราชาประมาณ 100 ไร่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟ และศูนย์ซ่อมบำรุง
โดยจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน หรือ PPP EEC Track เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ (ใครเสนอผลประโยชน์สูงสุดเข้ามา ให้รัฐบาลลงทุนงบประมาณแผ่นดินน้อยสุด ประชาชนและประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด จะเป็นผู้ชนะ) ทำให้ภาครัฐไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด ใช้ความสามารถของภาคเอกชนในการหาแหล่งเงินลงทุนเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศ
ดังนั้น ความสามารถของเอกชนที่ชนะการประมูล จึงต้องมีความสามารถในการบริหารต้นทุน และหารายได้นอกเหนือจากการบริหารรถไฟด้วย
ถึงแม้อายุของโครงการนี้จะมีระยะการบริหารถึง 50 ปี (เพิ่มครั้งที่ 2 อีก 49 ปี) แต่การลงทุนรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกจะสามารถทำกำไร และคืนต้นทุนได้เมื่อบริหารโครงการไปแล้วอย่างน้อย 30 - 40 ปี ขึ้นกับความสามารถของเอกชนที่เข้ามาบริหาร
ทำให้เอกชนที่เข้ามาประมูลในครั้งนี้ จะต้องรับความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินกู้ อัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนทางการเมือง และเศรษฐกิจของโลกด้วย รวมถึงหากเอกชนก่อสร้างล่าช้าไม่ทันกำหนด จะมีค่าปรับในโครงการอีกด้วย
ทำให้คนไทยสามารถมั่นใจได้ว่า หากเอกชนที่เข้ามาบริหารโครงการนี้ จะไม่สามารถยืดเวลาให้โครงการล่าช้า หรือเสร็จไม่ตามกำหนดเวลาได้
เพราะทุกวินาทีมีค่า หากชักช้าจะเสียค่าปรับ
รฟท.นัดชี้แจงTOR ประมูลรถไฟเร็วสูง ต่อครม.600คำถาม
มีรายงานจาก กระทรวงคมนาคม แจ้งว่า ในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 30 ตุลาคม 2561 กระทรวงฯได้มีการเตรียมเสนอผลสรุปโครงการและรายละเอียดขอบเขตการประกวดราคา(TOR)โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 215,000 ล้านบาท ให้ ครม.สัญจร พิจารณา ก่อนเปิดเอกชนผู้สนใจยื่นซองในวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยทางการรถไฟฯได้รวบรวมประเด็นคำถามกว่า 600 ข้อพร้อมสรุปแนวทางชี้แจงเอกชนในช่วงของการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะมีการเสนอโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) สนามบินอู่ตะเภา ให้กับที่ประชุมครม.ในครั้งนี้เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเปิดประมูลต่อไป
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปสำรวจแผนพัฒนาถนนเชียงใหม่-เชียงรายเพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง ว่าสำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย วงเงินลงทุน 91,153 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการ 10,021 ล้านบาท ระยะทางรวมประมาณ 184 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวผ่าน 4 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าตามแผนแม่บท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2564-2565 ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 ปีก่อนเปิดใช้บริการ
ที่มา :
นสพ.แนวหน้า
EEC - นับถอยหลัง 13 วัน ... ยื่นซองประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
สำหรับโครงการนี้จะแบ่งเป็น 3 ช่วงรวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
• ช่วงที่ 1 รถไฟความเร็วสูงส่วนต่อขยาย แอร์พอร์ตลิงก์ ดอนเมือง-พญาไท ระยะทาง 21 กม.
• ช่วงที่ 2 รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 29 กม.
• ช่วงที่ 3 รถไฟความเร็วสูงจาก สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม.
และ พัฒนาพื้นที่สถานีในการให้บริการผู้โดยสาร
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสถานีมักกะสันประมาณ 150 ไร่ และสถานีศรีราชาประมาณ 100 ไร่ เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟ และศูนย์ซ่อมบำรุง
โดยจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน หรือ PPP EEC Track เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ (ใครเสนอผลประโยชน์สูงสุดเข้ามา ให้รัฐบาลลงทุนงบประมาณแผ่นดินน้อยสุด ประชาชนและประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด จะเป็นผู้ชนะ) ทำให้ภาครัฐไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด ใช้ความสามารถของภาคเอกชนในการหาแหล่งเงินลงทุนเพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศ
ดังนั้น ความสามารถของเอกชนที่ชนะการประมูล จึงต้องมีความสามารถในการบริหารต้นทุน และหารายได้นอกเหนือจากการบริหารรถไฟด้วย
ถึงแม้อายุของโครงการนี้จะมีระยะการบริหารถึง 50 ปี (เพิ่มครั้งที่ 2 อีก 49 ปี) แต่การลงทุนรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกจะสามารถทำกำไร และคืนต้นทุนได้เมื่อบริหารโครงการไปแล้วอย่างน้อย 30 - 40 ปี ขึ้นกับความสามารถของเอกชนที่เข้ามาบริหาร
ทำให้เอกชนที่เข้ามาประมูลในครั้งนี้ จะต้องรับความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินกู้ อัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนทางการเมือง และเศรษฐกิจของโลกด้วย รวมถึงหากเอกชนก่อสร้างล่าช้าไม่ทันกำหนด จะมีค่าปรับในโครงการอีกด้วย
ทำให้คนไทยสามารถมั่นใจได้ว่า หากเอกชนที่เข้ามาบริหารโครงการนี้ จะไม่สามารถยืดเวลาให้โครงการล่าช้า หรือเสร็จไม่ตามกำหนดเวลาได้
รฟท.นัดชี้แจงTOR ประมูลรถไฟเร็วสูง ต่อครม.600คำถาม
มีรายงานจาก กระทรวงคมนาคม แจ้งว่า ในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 30 ตุลาคม 2561 กระทรวงฯได้มีการเตรียมเสนอผลสรุปโครงการและรายละเอียดขอบเขตการประกวดราคา(TOR)โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 215,000 ล้านบาท ให้ ครม.สัญจร พิจารณา ก่อนเปิดเอกชนผู้สนใจยื่นซองในวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยทางการรถไฟฯได้รวบรวมประเด็นคำถามกว่า 600 ข้อพร้อมสรุปแนวทางชี้แจงเอกชนในช่วงของการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะมีการเสนอโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) สนามบินอู่ตะเภา ให้กับที่ประชุมครม.ในครั้งนี้เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเปิดประมูลต่อไป
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปสำรวจแผนพัฒนาถนนเชียงใหม่-เชียงรายเพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง ว่าสำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย วงเงินลงทุน 91,153 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการ 10,021 ล้านบาท ระยะทางรวมประมาณ 184 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวผ่าน 4 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าตามแผนแม่บท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2564-2565 ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 ปีก่อนเปิดใช้บริการ
ที่มา : นสพ.แนวหน้า